“ครูตี๋” ขันน็อตรัฐบาลหันทิศแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำโขงให้ถูกหลังตรวจพบสารหนูพุ่งสูง 9 เท่า-แนะทหารแสดงบทบาท-ผู้เชี่ยวชาญจี้สธ.ลงพื้นที่เป็นหลักดูแลประชาชน-ผอ.สคพ.1กังวลใจเตรียมขยายจุดตรวจวัด
11 เมษายน 2569 - นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลตรวจตะกอนดินแม่น้ำโขง โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) ซึ่งพบว่า มีสารหนูเกินมาตรฐานระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง 3 จุดตรวจวัดประกอบด้วยบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ บริเวณหน้าอำเภอเชียงแสนและบ้านสบกก โดยพบสารหนูในปริมาณสูงมากอยู่ระหว่าง 73-296 มก./กก. (ค่ามาตรฐานต่ำกว่า 10 มก./กก ค่าอันตรายมากต่ำกว่า 33 มก./กก.) ว่าที่ผ่านมาที่เราพูดมาตลอดว่าปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำโขงเนื่องจากการทำเหมืองแร่เป็นความรุนแรง การปนเปื้อนที่ทำให้ปริมาณสารโลหะหนักในแม่น้ำเพิ่มและลดสลับกันไป สิ่งสำคัญคือรัฐต้องมีเจตจำนงค์ในการแก้ปัญหา รูปธรรม การจัดการและการสร้างความตระหนักแก่ชาวบ้าน แต่ตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเลย ดังจะเห็นภาพจากประชาชนยังลงเล่นน้ำเป็นปกติ
“ต้องยอมรับได้แล้วว่าแม่น้ำเป็นสารพิษ ที่สำคัญคือสารพิษเหล่านี้เป็นสารสะสม หากไม่ยอมรับจะแก้ปัญหาไม่ได้ ช่วงที่ตรวจพบค่าต่ำคุณมาบอกว่าปลอดภัย มันไม่ใช่ บอกแบบนี้ไม่ได้ เพราะสารพิษสะสม หากยอมรับว่าสารพิษปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำตลอดเวลาแล้วก็ต้องแก้ไข ทำแผนเฝ้าระวังที่เป็นรูปธรรมที่สุด และบอกประชาชนต้องปฏิบัติตัวอย่างไร”นายนิวัฒน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องทำแผนที่ให้ชัดเจนใช่หรือไม่ นายนิวัฒน์ตอบว่าใช่ ต้องช่วยสร้างความตระหนักเพื่อลดปัญหา โดยเฉพาะปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน แต่ละอำเภอต้องออกแบบ รพสต. โรงพยาบาล ชุมชน ภาคประชาสังคมฯลฯ แต่ตอนนี้ยังไม่มีการสร้างความตระหนักรู้นี้ เรารู้ผลอยู่แล้วว่าแม่น้ำปนเปื้อน แต่จะให้ทำอย่างไร ที่สำคัญคือเมื่อรัฐบาลรู้แล้ว ควรประสานงานกับหน่วยงานภูมิภาคและคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC)
“แต่ดูแล้ววิธีคิดของรัฐบาลเหมือนว่าจะกลัวอะไรบางอย่าง กลัวรับภาระงาน ว่าใครจะรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพ จริงๆแล้ว รู้แล้วว่าปนเปื้อน แต่วิธีการแก้ปัญหากลับย้อนแย้งเพราะยังส่งเสริมท่องเที่ยว ให้ทำเกิดกิจกรรมต่างๆ คุณมองแม่น้ำโขงเหมือนเดิมหรือไม่ รู้ทั้งรู้ คุณไม่ปฏิเสธ แต่พยายามลดทอน บอกว่ามีสารพิษในปลาแต่ยังไม่อันตราย กินเนื้อได้แต่ไม่กินหัวและพุง แต่สารพิษนี้เป็นสารสะสมไปเรื่อยๆ ทำไมไม่บอกประชาชน ประชาชนริมน้ำโขงให้ชัดเจน ทุกวันนี้ชาวบ้านยังไม่ทราบข้อมูล เพราะรัฐไม่จริงจัง”นายนิวัฒน์ กล่าว
“ผมเองก็รู้สึกอึดอัดมากเรื่องนี้ ในขณะที่ระดับประเทศยังไม่ทำอะไร ท้องถิ่นก็ควรออกแผนเฝ้าระวังให้ประชาชนตระหนักว่าไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ไม่ใช่แม่น้ำโขงแบบเดิม ไม่ใช่แม่น้ำกกแบบเดิมแล้ว แต่พอเราฟังแถลงของนายกรัฐมนตรีก็เห็นว่าเจตจำนงค์ไม่ชัดเจนเลย ไม่รู้ว่าอาจมีเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งการจัดการกับปัญหานี้ที่เป็นเรื่องใหม่” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการจัดการปัญหาที่ต้นเหตุหรือไม่ เช่นคุยกับทางการพม่าหรือกองกำลังชาติพันธุ์ในพื้นที่ นายนิวัฒน์กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงซึ่งรัฐบาลไทยต้องใช้ศักยภาพทุกส่วนมาจัดการเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ทหารต้องออกมาแสดงบทบาทเพราะเป็นปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน และพื้นที่ต้นเหตุอยู่ในพื้นที่ของกลุ่มกองกำลังเถื่อน เราต้องจัดการทั้งข้างบนและข้างล่างไปพร้อมๆกัน โดยระดับล่างนั้น ต้องตั้งคำถามว่าฝ่ายความมั่นคงได้ทำอะไรหรือยัง หากทหารดำเนินการจริงจังเชื่อว่าคุยกันรู้เรื่อง หากยื่นคำขาดคิดว่าทำได้ เรื่องชายแดนทำอย่างไรให้ได้คุยกับกองกำลังว้า กับกองกำลังในพม่า ขณะที่ในระดับบนก็ไม่แสดงศักยภาพ ทั้งๆที่จริงๆ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศต้องเดินสายแล้วคุยกับประเทศอนุภูมิภาคได้แล้ว แต่นี่เราไม่เห็นภาพเลย
นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ(สคพ.)ที่ 1 จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า รู้สึกกังวลมากในสถานการณ์ตะกอนดินในแม่น้ำโขงที่มีสารหนูสะสมสูงมากในขณะนี้ อย่างไรก็ตามการประชุมครั้งที่ผ่านมา ได้มีการเสนอให้ทาง สคพ.ที่ 1 ขยายจุดตรวจในแม่น้ำโขง ซึ่งมีความเป็นไปได้ และทาง สคพ.ที่ 1 ก็พยายามที่จะดำเนินการ
“ตอนนี้อยู่ในระหว่างการหารือในรายละเอียดการปฏิบัติในสำนักงาน จะขยับจากจุดเดิมอย่างไรได้หรือไม่ แต่ถ้าเพิ่มจุดใหม่ ขณะนี้ค่อนข้างตึงตัวด้านงบประมาณ เพราะปัจจุบันได้ดึงงบประมาณส่วนอื่นมาดำเนินการ แต่การย้ายจุดนอกจากให้ตอบโจทย์การเฝ้าระวังแล้ว ยังต้องทำความเข้าใจชุนชนในพื้นที่ แม้ว่าในด้านผลสามารถเทียบกับจุดใกล้เคียงได้ แต่ชุนชนที่เคยเป็นจุดตรวจก็ไม่สบายใจหากเราย้ายจุดออกมา เป็นสิ่งที่กำลังพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้ แต่สถานการณ์แม่น้ำโขงตอนนี้น่ากังวลมาก”นายอาวีระ กล่าว
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) กล่าวว่าผลการตรวจพบสารโลหะหนูในตะกอนดินแม่น้ำโขงของ สคพ.1 ครั้งนี้ถือว่าสูงมาก ขณะที่ประกาศด้านท้ายแนะนำว่าห้ามสัมผัสน้ำ ห้ามกินปลา ซึ่งก็ดูเป็นปกติแต่ไม่ได้เตือนอะไรเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามผลครั้งนี้สะท้อนว่าพิษจากเหมืองมาใกล้เรามากขึ้นเรื่อยๆ ดูแล้วน่าจะมีการทำเหมืองใกล้แม่น้ำโขงและในลำน้ำโขงมากแน่นอน ปกติค่าไม่ควรสูงเกิน 70 มก./กก.
ผศ.ดร.ว่าน กล่าวว่าหน่วยงานภาครัฐที่เป็นเสาหลักด้านสาธารณสุข แต่ยังไม่เห็นกรมควบคุมโรคหรือกรมอนามัย ออกมาตรการใดๆ ที่สำคัญควรลงพื้นที่ได้แล้วเพื่อติดตามความปลอดภัยของประชาชน หรือไม่ก็ควรประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย หรือประกาศให้ประชาชนทราบ
“การพบสารหนูสูงลิ่วขนาดนี้ แต่การประชาสัมพันธ์ถือว่าเงียบมาก ดูไม่เห็นมีอะไรตื่นเต้น ซึ่งชัดเจนว่าทั้งน้ำกก สาย และโขง ไม่เหมาะสำหรับทำกิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้นแล้ว”นักวิจัยผู้นี้ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากปล่อยไปเรื่อยๆเช่นนี้ สถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร ดร.ว่านกล่าวว่าความหลากหลายทางชีวิภาพ (biodiversity) ห่วงโซ่อาหาร( foodchain) ตายแน่ๆ และไม่รู้จะสะสมในสัตว์ต่างๆ เยอะมากแค่ไหน สัตว์ที่มากินไปอีก เพิ่มทวีคูณไปเรื่อยๆ เข้าไปในห่วงโซ่ เพราะตะกอนดินคืออาหารซึ่งไม่สามารถจะควบคุมได้แล้ว ตามลำน้ำสาขาเราก็ไม่รู้ว่าสัตว์น้ำจะหนีขึ้นไปตามลำน้ำสาขาอย่างไร พื้นที่ไหนมีสารเคมีปลาและสัตว์น้ำก็ต้องหนีไปหาที่สะอาด ซึ่งสัตว์เหล่านั้นก็ปนเปื้อนไปแล้ว เราก็ต้องมีกระบวนการติดตามตรวจสอบให้ทางแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นหรือไม่
“หากเราพึ่งรัฐไม่ได้ก็ต้องพึ่งนักวิชาการและสื่อมวลชนกันเองในการแจ้งเตือนประชาชนในการปรึกษาให้ความรู้ในเชิงวิชาการที่ถูกต้อง ในกรณีนี้ดูแล้วภาครัฐอ่อนเรื่องการสื่อสารมาก หากไม่กระตุ้นภาครัฐก็ไม่ทำอะไร ครั้งนี้ภาครัฐรู้ก่อนอยู่แล้ว แต่การให้ข้อมูลแก่สาธารณสุขเพื่อเตือนประชาชนกลับยังไม่เห็นชัดเจน”ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
นส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหาร Rives and Rights และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่าภาพถ่ายดาวเทียมพบว่ามีเหมืองในลุ่มน้ำโขง มากกว่า 800 เหมือง ทั้งทองคำ แรร์เอิร์ท ฯลฯ เฉพาะในรัฐฉาน พม่า ส่วนที่เหนือสามเหลี่ยมทองคำ มีเหมืองทั้งที่แม่น้ำเลน แม่น้ำหลวย เราเห็นข้อมูลว่าเหมืองแรร์เอิร์ธแบบชะล้าง in situ-leaching เป็นบ่อที่ไม่บำบัดสารเคมีใดๆ ไหลลงสู่ลำน้ำโดยตรง ซึ่งตะกอนที่เป็นพิษทั้งหมดนี้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงตอนล่าง จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลลุ่มน้ำโขงต้องหารือเรื่องนี้ทันที
“การพบสารโลหะหนักที่เป็นพิษในตะกอนดินแม่น้ำโขงที่เกินเส้นอันตรายร้ายแรงระดับ 9 เท่า ควรเป็นจุดที่รัฐบาลในลุ่มน้ำ และประเทศผู้นำเข้าแร่ ต้องหารือกันทันทีก่อนที่พิษเหล่านี้จะลามไปไกลมากกว่านี้และจะเกินเยียวยา แม่น้ำโขงไม่ควรกลายเป็นท่อระบายน้ำของเหมือนแร่ที่ไร้ความรับผิดชอบ”น.ส.เพียรพร กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ด่านสะเดาคึกคัก! ชาวมาเลเซีย-สิงคโปร์ นับหมื่นคนแห่เที่ยวเทศกาลสงกรานต์
ที่ด่านพรมแดนสะเดา จ.สงขลา บรรยากาศนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา คึกคักหนาแน่นทั้งรถบัสทัวร์และรถบุคคล โดยเมื่อวานนี้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศถึง 13,000 คน และคาดการณ์เฉพาะวันนี้ 15,000คน
นาทีชีวิต! ดับเพลิงบุกช่วย 2 ชีวิต จากกองเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์
นาทีชีวิต! ดับเพลิงบุกช่วย 2 ชีวิต จากกองเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ กลางชุมชนทองทิพย์เตาถ่าน
สิ้น 'หลวงปู่ทองพูน' พระนักพัฒนาชื่อดังภาคอีสาน
สิ้น “หลวงปู่ทองพูน” เกจิชื่อดังสายอีสาน พระนักพัฒนาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา กลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนกลาง
ระทึก! ไฟป่าเชียงใหม่ ลามใกล้วัดพระธาตุดอยสุเทพ ชาวบ้านช่วยดับวุ่น
เกิดเหตุไฟป่าใกล้วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ลุกลามใกล้ศาลาแปดเหลี่ยมบริเวณทิศตะวันออกของวัดฯ ตั้งแต่เวลา 08.30 น.หลังชุดลาดตระเวณไฟได้ตรวจพบไฟป่าใกล้บริเวณพระธาตุดอยสุเทพฯ
รวบคู่รักฝรั่งเศส เปลือยมีเพศสัมพันธ์กลางหาดลายิ ปรับคนละ 5 พันบาท
ตำรวจภูเก็ตตามตัวนักท่องเที่ยว 2 ราย หลังคลิปว่อนโซเชียล จับได้คาโรงแรมย่านป่าตอง แจ้งข้อหากระทำลามกในที่สาธารณะ ก่อนส่ง ตม.พิจารณายกเลิกวีซ่า
ประมงเรือเล็กสัตหีบ นับร้อยลำจอดทิ้งสมอทั่วอ่าว รับสู้ราคาน้ำมันไม่ไหวแล้ว
จากสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ฝั่งทวีปยุโรป ระหว่างสหรัฐอเมริกา ร่วมือกับ อิสราเอล เปิดฉากสู้รบโจมตีอิหร่าน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28 ก.พ.69 ซึ่งทั้งสองฝ่ายทำการสู้รบกันอย่างต่อเนื่อง มีทีท่าทวีความรุนแรงมากขึ้น ยืดเยื้อต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

