
“พร้อมไปกับตีแผ่หลุมดำของงบประมาณ กระตุ้นให้ทุกฝ่ายงดการดูดซับเงินงบประมาณเหล่านี้ไปหล่อเลี้ยงเส้นเลือดทางการเมืองเหมือนในอดีตที่ทำกันเป็นเรื่องปกติ เพราะต่างล้วนตระหนักดีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและสภาวะการคลังของไทยไม่สู้ดีนัก”
การตั้ง "งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570” เป็นปัญหาที่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลยอมรับตรงกันว่ามีความ “ตึงตัว” จากภาระรายจ่ายประจำ เม็ดเงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ บำเหน็จบำนาญ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของภาครัฐ จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐและสวัสดิการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาระค่าใช้จ่ายของระบบราชการเดิมและปัญหาสังคมสูงวัย
ส่งผลให้เหลือ งบลงทุน สำหรับขับเคลื่อนโครงการใหม่ๆ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย พบว่าตัวเลขของงบดังกล่าวหดตัวลงประมาณ 8.4% ส่งสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับประเทศที่ต้องการการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ และมีเป้าหมายในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ
เมื่อประกอบกับภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจากการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องหลายปี ทำให้รัฐบาลมีภาระต้องจัดสรรงบประมาณมาเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ
โจทย์ใหญ่ที่ยังเป็นปัญหาต่อเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ คือภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ หากจัดเก็บรายได้พลาดเป้าก็จะส่งผลกระทบต่อกรอบวงเงินงบประมาณและการกู้เงินชดเชยการขาดดุลที่อาจต้องเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นด้วยระบบงบประมาณที่ทำขึ้นมารองรับสถานการณ์แบบปกติ ดังนั้น เมื่อประเทศต้องเจอกับวิกฤตหลายเรื่องเมื่อหลายปีที่ผ่านมา การใช้เงินในอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหาจึงกลายเป็น “ดินพอกหางหมู” ที่ทิ้งให้รัฐบาลยุคต่อไปต้องจัดการ
สิ่งที่ฝ่ายตรวจสอบทำได้เฉพาะหน้าคือ เสนอแนวทางต่างๆ ในเชิงหลักการ แต่ก็เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ พร้อมกับตีแผ่ หลุมดำ ของงบประมาณ กระตุ้นให้ทุกฝ่ายงดการดูดซับเงินงบประมาณเหล่านี้ไป หล่อเลี้ยง เส้นเลือดทางการเมืองเหมือนในอดีตที่ทำกันเป็นเรื่องปกติ เพราะต่างล้วนตระหนักดีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและสภาวะการคลังของไทยไม่สู้ดีนัก
หรือแม้กระทั่งการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่รัฐสภาเห็นชอบพระราชกำหนดเงินกู้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและมีการยื่นให้ตีความพระราชกำหนดทั้งฉบับไปแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
จากนั้นไม่นาน ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความเปิดเผย "แค็ตตาล็อกโครงการสอดไส้" ที่ส่งตรงไปยังท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเงื่อนงำหรือความไม่โปร่งใส โดยสื่อสารกับสังคมว่ามีความตั้งใจล็อกสเปกโครงการด้านพลังงานท้องถิ่น เพื่อบังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เลือกนำไปเสนอขอเงินกู้
เพียงข้ามวันมีการเผยแพร่คำสั่งด่วนที่สุด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ยกเลิกแผนเสนอโครงการดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส ตัดไฟแต่ต้นลม และเนื่องจากโครงการด้านพลังงานบางส่วนอาจไปซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการฯ
ย้อนไปก่อนหน้านี้ สถ.ได้กำหนดแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประสงค์จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบสารสนเทศ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนของท้องถิ่น (SOLA)
ตามกำหนดเดิม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องบันทึกข้อเสนอภายในวันที่ 17 ก.ค.2569 ก่อนให้จังหวัดนำเสนอคณะกรรมการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการพิจารณาให้ความเห็นชอบ และมอบหมายให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลผ่านระบบ SOLA พร้อมรวบรวมเอกสารประกอบ ส่งให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นภายในวันที่ 31 ก.ค.2569
ขั้นตอนเดิมระบุว่า หลังจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรวบรวมข้อมูลแล้ว จะเสนอเรื่องต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเสนอต่อ รมว.มหาดไทย พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
สำหรับรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สถ.คือ “โกแพ” วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย “มท.4” ซึ่งเจอมรสุมกรณีคนใกล้ชิดถูกโยงในก๊วนโกงข้อสอบข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นบ้านใหญ่-นายทุนของพรรครัฐบาล ที่เป็นปมที่แยกส่วนกันยาก
ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น และไม่มีโครงการของใคร ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิทธิ์ของแต่ละหน่วยงานสามารถเขียนมาได้หมด แต่จะผ่านหรือไม่ผ่านก็อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเลขานุการกลั่นกรองฯ และการอนุมัติให้ใช้งบนี้ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
“ส่วนคนที่อยากจะทำอะไร ชิงเงินมาก่อนแบบสมัยก่อน มีการไปล็อกสเปก วันนี้คนถนัดล็อกสเปกคนหนึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะมาล็อกอะไรได้ สมัยก่อนผมอยู่ภาคเอกชนโดนล็อกสเปกจนเบื่อ ผมอ่านสเปกทีเดียวก็เข้าใจหมด และผมเป็นคนที่คลายสเปก" นายอนุทินกล่าว
ประเด็นที่ถูกจับตามองอีกส่วนหนึ่งคือ งบกลาง หลังรัฐบาลมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพื่อดึงงบที่ใช้ไม่ทันหรือเหลือจ่ายจากกระทรวงต่างๆ เช่น คมนาคม มหาดไทย เกษตรฯ กลับมาเติมในกระเป๋า "งบกลางฉุกเฉิน"
แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่าทำเพื่อสำรองไว้รับมือวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ก็ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และแสดงความห่วงใยว่าเงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เอื้อประโยชน์ทางการเมืองในช่วงใกล้เลือกตั้ง หรือกระจายเม็ดเงินอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่
ยังไม่นับประเด็นร้อนกรณี งบกลาง เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงินกว่า 400-457 ล้านบาท เพื่อนำมาเร่งซ่อมแซม อุดรอยรั่ว และสร้างคันกั้นน้ำบริเวณคลอง ร.1 ให้เสร็จทันก่อนฤดูน้ำหลากในเดือนตุลาคมนี้ เป็นดรามาระหว่างการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นต่างขั้ว
กลายเป็นวาทะท้าทาย ตอบโต้กันมาระหว่าง จูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกแป้น-สมพร ใช้บางยาง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ และ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
“นายกแป้น” ออกมาบอกว่า ปัจจุบันเทศบาลนครหาดใหญ่เหลือเงินสะสมที่นำมาใช้ได้จริงเพียงประมาณ 42 ล้านบาทเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะตัดงบมาบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้น้ำท่วมขนาดใหญ่ได้เอง โดยที่งบเทศบาลถูกตัด
ขณะที่ “ภราดร" ออกมาอัดคลิปแฉการเสนอโครงการจัดซื้อเจ็ตสกี 8 ล้านบาท และโรงเรียนอัจฉริยะ รวมถึงการสร้างถนน พร้อมชี้ว่าเทศบาลมีเงินสะสม 200 ล้านบาท ทำไมไม่เอามาใช้ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลได้เตรียมงบกลางก้อนใหญ่ไว้แก้ปัญหาระบบระบายน้ำหลัก (คลอง ร.1) ไว้อยู่แล้ว
ด้าน สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาย้ำว่า งบของเทศบาลมีแค่กว่า 40 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องงบประมาณเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงินประมาณ 99 ล้านบาท ถูกตัดทิ้งไปจนหมดสิ้น โดยเม็ดเงินถูกโยกย้ายไปลงในพื้นที่ที่เป็นหัวคะแนนหรือฐานเสียงของ พรรคน้ำเงิน
พร้อมโต้กลับว่าเป็นการ “ถกเถียง” กันคนละประเด็น เพราะสิ่งที่กำลังตั้งคำถามคือ เงินแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ไม่ใช่เงินตามการเสนอของบปี 2570 แต่ที่เป็นเดือดเป็นร้อน เพราะมีประชาชนด่า เนื่องจาก 4-5 เดือนยังไม่ทำอะไรเลย เกรงว่าถ้าน้ำมาจะป้องกันไม่ทัน
ภายใต้สถานการณ์ที่ “งบประมาณ-เงินกู้” กำลังเป็น น้ำมันหล่อเลี้ยง พยุงเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจเป็นการเฉพาะหน้า กลับต้องเจอกับ “หลุมดำ” เกิดขึ้นตลอดการดำเนินนโยบายในการใช้จ่ายเงิน
รวมถึง “องคาพยพ” การเมืองที่ประกอบร่างสร้างความแข็งแกร่ง เป็นนั่งร้านให้รัฐบาลสีน้ำเงินเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาลบริหารประเทศได้ ไม่ได้ถูกควบคุมโดย “นายกฯ” อย่างเบ็ดเสร็จ กลายเป็นปัจจัยที่ “ผู้นำ” ต้องแบกรับปัญหาระหว่างทาง
ประกอบกับสถานการณ์โลกไม่ได้เอื้อให้รัฐบาลเดินหน้า โครงการยักษ์ เพิ่มการลงทุนจากภาคเอกชนได้ง่ายดาย วิกฤตต่างๆ มีความสลับซับซ้อนเกิน น้ำหนักมือ
ความมุ่งมั่นในการคลุกพื้นที่ปัญหา ประชุมแบบเรียลไทม์เมื่อเกิดข้อขัดแย้ง พร้อมเดินหน้าตามสไตล์ “พูดแล้วทำ” ไม่ทอดเวลาให้เรื่องเลยผ่านแบบ “หนูติดจั่น” ก็ทำได้แค่การบรรเทาความรู้สึกของสังคมในช่วงที่ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
“การเมือง” ที่อยู่รายรอบจึงควรเข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโลก และควรเปลี่ยนวิธีคิด “เอาแต่ได้” เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล เดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนดังกล่าวให้คลี่คลาย หยุดการหา “ส่วนต่าง-ส่วนเกิน” ทางเศรษฐกิจจากระบบงบประมาณกันแบบเดิมๆ
ขณะที่ผู้นำก็ต้องใช้อำนาจและศักยภาพในทางปกครอง จัดการปัญหารายรอบอย่างจริงจังเสียที.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' เรียกปลัด มท.-อธิบดี ปภ. ถกปมทุจริตสอบท้องถิ่น ฟันวินัย 5 ข้าราชการ สถ.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ใช้ช่วงวันหยุดเรียกประชุมติดตามความคืบหน้าการสอบสวนและลงโทษผู้กระทำความผิดจากกรณีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น
นายกฯ โพสต์ภาพประชุมทีมงานมหาดไทย ระบุติดตามคืบหน้าปม 'สอบท้องถิ่น' และแผนรับมืออุทกภัย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพนั่งประชุมบนตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า “ประชุมติดตามความคืบหน้าของเรื่องการสอบท้องถิ่น
'อนุทิน' มือลั่น! แชร์ข่าวลือ 'ทักษิณ' ดีลกุ้งมาเลเซีย รีบลบพร้อมขออภัย
นายกฯอนุทิน แจงหลังเผลอกดแชร์โพสต์อ้าง “ทักษิณ” ช่วยเจรจาส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย ก่อนลบข้อความ
การันตีไม่ล็อกสเปก อนุทินยํ้าเกณฑ์เงินกู้/ห้ามเลิกรถไฟ 3 สนามบิน
สภาเตรียมเปิดวิสามัญถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านปลายเดือน ก.ค.นี้ "อนุทิน" ยันใช้เงินกู้ทุกโครงการเข้มงวด มี คกก.กลั่นกรองก่อนเสนอ ครม.อนุมัติ โวคนถนัดล็อกสเปกมาเป็นนายกฯ ไม่มีโปรเจกต์ไหนตบตาได้ สะกิดเอกชนยกเลิกสัญญารัฐคิดให้ดี
หนูโปรยยาหอม ทำ งานถวายหัว ป้องนํ้าท่วม‘ใต้’
นายกฯ นำทัพลงสงขลา ลั่นมาด้วยความกลัวทำไม่ได้ ยกตัวเองเป็นจำเลยที่หนึ่ง บอกไม่เคยทอดทิ้ง เร่งซ่อมคลอง ร.1 เสร็จก่อนสิ้นปี ยาหอมพร้อมทำงานถวายหัว “ภราดร”
นายกฯ ลั่นซีพียกเลิกสัญญารถไฟ 3 สนามบินไม่ได้ ขู่ทิ้งงานถูกขึ้นบัญชีดำ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ปรากฏข่าวว่าบริษัทในเครือซีพี ยื่นหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท. ) ขอสิ้นสุดสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ว่า เห็นว่าล่าสุดบริษัทแถลงแล้วเรื่องของสัญญาว่าจะรักษาสถานะของเขา แต่ในส่วนของนโยบายที่รัฐบาลต้องยึดถือคือต้องเป็นไปตามสัญญาและข้อตกลง รวมถึงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง

