ฮั้วสว.'ข้อเท็จจริง'ปะทะ'กระแส' จบที่ศาล หรือรอวันแตกหัก?

สถานการณ์การเมืองในห้วงเวลานี้เปรียบเสมือนฉากทัศน์ของ สงครามตัวแทน ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจที่มียุทธวิธีต่างกันสุดขั้ว ระหว่างฝ่าย 'สีส้ม' นำโดยพรรคประชาชนอย่าง “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ์ และเครือข่ายภาคประชาสังคม ไอลอว์ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” พ่วง สว.ประชาชน และผู้สมัคร สว.สำรอง ที่เดินเกมใช้ข้อมูลข่าวสาร สำนวนในคดี เปิดโปงความไม่โปร่งใสในคดีฮั้ว สว.รายวัน

  โดยไม่หวั่นเกรงต่อการถูกดำเนินคดีกลับ แม้จะทำให้ผู้อื่นเสียหาย หรือเสียรูปคดี พร้อมอ้างว่าการเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ

ซึ่งพุ่งเป้า ตีแผ่รายละเอียดสำนวนคดี 229 รายชื่อ เพื่อให้สังคมเห็นภาพเครือข่ายความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว.กับ สส. รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย หรือเครือญาติ ตลอดจนเส้นทางการติดต่อสื่อสารว่าเป็นการโกงเลือกตั้งสว.

 พร้อมกดดันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งสรุปสำนวนภายในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการศาลฎีกาโดยเร็วที่สุด ขณะที่ เส้นเงินเชื่อมไปถึงแกนนำสีน้ำเงิน ยังเป็นหลักฐานที่สังคมเฝ้ารอว่าท้ายสุดพรรคส้มจะมีหรือไม่ หรือแค่ทำทรงว่ามี เพื่อสร้างเรตติ้งไปวันๆ เท่านั้น  

ในฝั่งของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย และรัฐบาล หลังจากตกเป็นฝ่ายตั้งรับ และปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามครองพื้นที่ข่าวอยู่นาน 

ล่าสุดได้ตัดสินใจเปิด “ศึกตาต่อตาฟันต่อฟัน” งัดอำนาจรัฐ และข้อกฎหมายมาตอบโต้อย่างดุเดือด ทางพรรคปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. พร้อมเปิดเผยหนังสือเวียนลงวันที่ 30 เม.ย. ปี 67 ที่สั่งห้ามสมาชิกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องเด็ดขาดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ด้าน “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ออกมาตอบโต้ และขอความเป็นธรรมจากสังคม หลังไอลอว์หยิบข้อมูลการคุยโทรศัพท์กับ สว.อ่างทอง โดยยกวรรณกรรมเรื่อง “คำพิพากษา” ของชาติ กอบจิตติ ที่ยังไม่รู้เลยว่าผิดจริงไหม แต่สังคมตัดสินให้ผิดไปแล้ว พร้อมตั้งคำถามว่า เป็นข้อมูลเท็จหรือไม่   

ขณะที่บรรดารัฐมนตรี และแกนนำพรรคทยอยแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจตามภูมิลำเนาของตัวเอง ข้อหาหมิ่นประมาทแก่ “ยิ่งชีพและพริษฐ์” หลังถูกกล่าวหาว่ามี 9 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยพัวพันกับการฮั้ว สว. ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่ช้าตำรวจคงออกหมายเรียกมาชี้แจง

 ในขณะเดียวกัน “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สายตรงบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้แจ้งความตำรวจกองปราบปรามเพื่อเอาผิดอาญาเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยให้สำนวนคดีหลุดรอดออกมา รวมถึงคนนอกที่เปิดเผยข้อมูล พร้อมส่งสัญญาณเป็นนัยว่าสำนวนที่ออกมาเป็นกระบวนการของรัฐมนตรีคนก่อนหน้าที่ทำไว้หรือไม่ 

 สอดรับกับ “ศุภชัย ใจสมุทร” ประธานฝ่ายกฎหมาย และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาเปิดปฏิบัติการโต้กลับทางกฎหมายอย่างรุนแรง โดยพุ่งเป้าไปที่ที่มาของเอกสารราชการลับจาก กกต.และดีเอสไอ โดยมองว่าเป็นเอกสารเถื่อนที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พร้อมจี้ให้ดำเนินคดีเด็ดขาดกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปล่อยข้อมูล

 ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า พร้อมให้หน่วยงาน กกต.และกระบวนการยุติธรรมตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยไม่มีการแทรกแซง พร้อมกับมองว่าการเคลื่อนไหวตรวจสอบทั้งหมดของฝ่ายค้านเป็นเพียงการกระทำของผู้ที่ผิดหวัง และต้องการดิสเครดิตฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือโดยปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ยังแสดงท่าทีแข็งกร้าว ด้วยการไม่อนุญาตให้ฝ่ายค้านใช้ โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ ซึ่งถูกมองเป็น "เซฟเฮาส์ของบิ๊กบอสน้ำเงิน" จัดกิจกรรมพบประชาชนและเสวนาในวันที่ 29 ส.ค.นี้ เนื่องจากมองว่าเป็นการจงใจยั่วยุและบุกถ้ำเสือ เพื่อหวังลูบคมทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด จึงสั่งเบรกทันที และส่งผลให้ฝ่ายค้านต้องถอยกลับไปจัดงานที่รัฐสภาตามเดิม

นอกจากเรื่องฮั้ว สว. ฝ่ายสีส้มยังใช้กลไกสภาฯ อย่างคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร โดย “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รุกการเมืองคู่ขนาน ขยายผลประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่นให้กว้างกว่าการเพิกถอนผู้ทุจริตสอบ 5,925 คน และเอาผิดเพียงระดับอธิบดี แต่จี้เชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองที่อาจมีส่วนรู้เห็นด้วย

ขณะที่ สส.ฝ่ายภูมิใจไทยเรียกร้องให้ประธานสภาฯ วางกรอบการทำหน้าที่ของ กมธ.ในสภาฯ ไม่ให้ก้าวก่ายการทำงานระหว่างกัน และห้ามใช้เวที กมธ.รับใช้ภารกิจทางการเมือง

การปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่าง 2 ขั้วอำนาจนี้ จึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้ทางคดีความ หรือการตรวจสอบทุจริตตามกลไกปกติ แต่เป็นเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยเสถียรภาพของรัฐบาล และอนาคตรูปแบบการปกครองจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 ฝ่าย ระบอบสีส้ม เลือกใช้ยุทธศาสตร์มวลชน ข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างแรงกดดัน และชี้นำกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ ระบอบสีน้ำเงิน ใช้อำนาจรัฐ และช่องทางทางกฎหมายตอบโต้อย่างรุนแรง เพื่อปกป้องความชอบธรรมของตนเอง

 ท้ายที่สุดแล้ว ปลายทางของข้อพิพาทที่สังคมกังขานี้ อย่าง คดีฮั้ว สว. จะยุติลงที่คำวินิจฉัยของ กกต.และคำตัดสินเด็ดขาดของศาลฎีกาตามกระบวนการปกติ รวมถึงคดีทุจริตสอบท้องถิ่นจะยุติที่ ป.ป.ช.และศาลอาญาหรือไม่

หรือเป้าหมายที่แท้จริงหวังโค่นล้มรัฐบาล แต่หากทำไม่ได้ ก็สะสมพลัง เลี้ยงกระแสนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญหรือรอวันแตกหักในอนาคต!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“สำนวนฮั้ว สว.229”รั่วกลางทาง “กกต.”หนีตาย“ลอยตัว”ลดแรงเสียดทาน

นาทีนี้คงไม่มีประเด็นการเมืองไหนจะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงขั้วอำนาจในสภาสูงได้เท่ากับมหากาพย์ "คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา" อีกแล้ว จากการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการจัดตั้งและบล็อกโหวต วันนี้คดีที่หลายฝ่ายคิดว่าจะถูกเตะถ่วงจนเงียบหาย กลับมาพูดถึงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และกำลังบีบให้องค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องตกอยู่ในสภาพ "หลังชนฝา"

ดีเอสไอสาวต้นตอเอกสาร 'ฮั้ว สว.' หลุด ยันไม่ใช่ฟ้องปิดปาก

อธิบดีดีเอสไอตั้งกรรมการตรวจสอบต้นตอเอกสารสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และฮั้ว สว. หลุดสู่สาธารณะ หลังส่งเจ้าหน้าที่แจ้งความกองปราบฯ

'พิพัฒน์' เชื่อลูกชายไม่เอี่ยวฮั้ว สว. ท้าฝ่ายค้านเปิดหลักฐาน ขู่กล่าวหาลอยๆ เจอกันอีกเวที

“พิพัฒน์” เชื่อ “ชลัฐ” ลูกชาย ไม่เกี่ยวข้องฮั้ว สว. หลังถูกตั้งข้อสังเกตโทรหาผู้สมัครถึง 19 คน ย้ำ สส.สังกัดพรรคการเมืองไม่มีสิทธิยุ่งการเลือก

'อนุทิน' ขอบคุณฝ่ายค้านอุดหนุนธุรกิจเพื่อน หลังนัดเปิดหลักฐาน 'ฮั้ว สว.' ที่พูลแมน

“อนุทิน” หัวเราะ หลังฝ่ายค้านเลือกโรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ จัดเสวนาเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. บอก “ขอบคุณที่ไปอุดหนุน”

"ใครรุก-ใครรับ"ในเกมไฟใต้ "การเมือง" กระตุก"กองทัพ"

ประเด็นข่าวการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไปถูกเยาวชนชายในช่วงเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกใน จ.นราธิวาส