หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคำฟ้องของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่วินิจฉัยว่า นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.มาตั้งแต่ต้น ไว้พิจารณา และให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของ นพ.สรณต่อไป
ท่าทีจากฝ่ายรัฐบาลเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร หลังก่อนหน้านี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อไว้เมื่อ 11 ส.ค.ว่าได้นำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ นพ.สรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.ตามมติของคณะกรรมการสรรหา
โดยมือกฎหมายรัฐบาล “ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย-อดีตกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2560-อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา” มองว่าเรื่องนี้ไม่มีประเด็น เพราะเป็นเรื่องที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคำฟ้องไว้พิจารณา ถือเป็นเรื่องปกติ โดยถึงขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบอะไรที่เราดำเนินการไป เพราะรัฐบาลยืนยันว่าเป็นการทำตามกฎหมาย
และเมื่อสื่อถามว่า ขั้นตอนที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะทำอย่างไร “ปกรณ์” แจงว่า เป็นการทำตามขั้นตอนกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่วนตอนนี้เป็นขั้นตอนของศาลก็ว่ากันไปตามปกติ ต้องรอว่าศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ หรือจะมีคำสั่งอะไรต่อไป ก็ปฏิบัติตามนั้น
ส่วนคำถามที่ว่า รัฐบาลต้องดึงเรื่องที่เคยนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย กลับออกมาหรือไม่ “ปกรณ์” ระบุว่า "ไม่ต้อง เพราะรอศาลตัดสินอยู่ ตอนนี้ศาลยังไม่ได้ออกคำสั่งอะไรเลย อย่าไปพูดล่วงหน้า รอศาลก่อนดีกว่า เพราะถ้าพูดไปเดี๋ยวจะสับสน และไม่ดีกับทั้งระบบ"
คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ศาลปกครองกลางรับคำฟ้องของ นพ.สรณไว้พิจารณาคดี ผลที่ตามมามีการวิเคราะห์กันว่า อาจทำให้ นพ.สรณ อยู่ในตำแหน่งได้อีกยาวพอสมควร
เพราะคำสั่งดังกล่าว ทำให้คำฟ้องที่ นพ.สรณฟ้องคณะกรรมการสรรหาเข้าไปสู่สารบบคดีของศาลปกครอง ที่ก็จะต้องเริ่มต้นพิจารณาคดีกันหลังจากนี้ ที่คาดว่าจะใช้เวลาระดับหนึ่งกว่าคดีจะเสร็จสิ้นในชั้นศาลปกครองกลาง
และพอศาลปกครองกลางพิจารณาคดีเสร็จ มีคำตัดสินออกมา หากผลทางคดีออกมาในทางไม่เป็นคุณกับ นพ.สรณ เช่น มีคำตัดสินว่า มติและคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา ที่ให้ นพ.สรณพ้นจากตำแหน่งเป็นมติที่ชอบแล้ว นพ.สรณมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม มีการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ไปมีรายได้ทางอื่นนอกเหนือจากการเป็น กสทช. ซึ่งกฎหมายห้าม อีกทั้งไม่ได้ลาออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ รพ.รามาธิบดี ให้ทันก่อนมีการนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้เป็น กสทช. จึงถือว่า นพ.สรณไม่เคยเป็น กสทช.ตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งแม้หากคำตัดสินของศาลปกครองกลางออกมาในทางไม่เป็นคุณแบบนี้ คดีก็ยังไม่จบ นพ.สรณยังใช้สิทธิ์สู้คดีในชั้นศาลปกครองสูงสุดได้อีก
เช่นเดียวกัน หากศาลปกครองกลางมีคำสั่ง-คำตัดสินคดีออกมาอีกแบบหนึ่ง คือ นพ.สรณเป็นฝ่ายชนะคดี โดยชี้ว่ามติ-ความเห็นของคณะกรรมการสรรหาเป็นมติที่ไม่ชอบ เห็นว่า นพ.สรณไม่ได้มีคุณสมบัติต้องห้าม ยังสามารถทำหน้าที่ กสทช.ได้ ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่ง หากผลเป็นแบบนี้ ก็คาดว่าฝ่ายคณะกรรมการสรรหา ที่มี วิษณุ วรัญญู รองประธานศาลปกครองสูงสุด ร่วมเป็นกรรมการสรรหาอยู่ด้วย รวมถึงกรรมการคนอื่นๆ เช่น วิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท. ก็คงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะจะเสียเครดิตได้ ทางกรรมการสรรหาชุดดังกล่าวก็คงมาประชุมและมีมติให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อหวังให้พลิกคำตัดสิน ให้ฝ่ายกรรมการสรรหาเป็นฝ่ายชนะคดีเหนือ นพ.สรณ
จุดนี้หากดูคดีอื่นๆ ที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลปกครอง ตั้งแต่คดีเข้าสู่สารบบจนถึงการอ่านคำสั่งของศาลปกครอง จากศาลปกครองกลางไปจนสิ้นสุดคดีที่ศาลปกครองสูงสุด ส่วนใหญ่ก็กินเวลาเป็นปีทั้งสิ้น
โดยที่ นพ.สรณจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง กสทช.และประธาน กสทช. ในปี 2571 หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อปี พ.ศ.2565
ประเด็นที่ต้องติดตามในเรื่องนี้ นอกจากการรอผลคำตัดสินของศาลปกครองกลาง และคงตามด้วยศาลปกครองสูงสุด
ก็คือแล้วหลังจากนี้ “7 กสทช.” จะกลับมาร่วมประชุมกันได้หรือไม่ หรือจะเกิดประชุมล่มต่อไป เหมือนหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
เพราะ กสทช.อีกฝั่งหนึ่งที่งัดกับฝั่ง นพ.สรณมาตลอดหลายปี ที่นำโดย ดร.พิรงรอง รามสูต ก็อาจมองว่า หากไปร่วมประชุม กสทช.แล้วที่ประชุมมีการเห็นชอบหรืออนุมัติอะไรไปที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย มีการใช้งบประมาณ แล้วหากอีกไม่นาน ถ้าคดีสิ้นสุดลง มีคำตัดสินจนถึงที่สุด โดยยืนตามมติของคณะกรรมการสรรหา คือ นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามการเป็นกสทช.ต้องพ้นจากการเป็น กสทช. หากออกมาแบบนี้จะเกิดปัญหาภายหลัง มีการฟ้องร้องคดีอะไรตามมาหรือไม่ กสทช.ฝั่งที่อยู่ตรงข้าม นพ.สรณก็อาจยืนในหลักตรงนี้ จนทำให้การประชุม กสทช.ก็ยังอาจสะดุดต่อไป เดินหน้าต่อไม่ได้
เรื่องนี้คือสิ่งที่ปักหมุดไว้ให้รอติดตาม ซึ่งหาก กสทช.กลุ่มดังกล่าวยืนในหลักนี้ จนการประชุม กสทช.ก็ยังล่มอีกครั้งแล้วครั้งเล่าก็จะทำให้เกิดสภาวะสุญญากาศ กสทช. จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งกินเวลาพอสมควร จนอาจมีผลกระทบต่อเรื่องต่างๆ ที่รอการตัดสินใจจาก กสทช. เช่น ความชัดเจนเรื่องใบอนุญาตทีวีดิจิทัล หลังใบอนุญาตปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดในปี 2572 กสทช.จะเอาอย่างไร ก็จะคลุมเครือต่อไป
ขณะที่การเดินเกมของฝ่าย นพ.สรณ ก็จะใช้คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเป็นหลังพิงให้ตัวเอง เพื่อให้กระบวนการปลดออกจากตำแหน่งประธาน กสทช.จะถูกระงับไว้ก่อนจนกว่าคดีจะสิ้นสุด รวมถึงใช้คำสั่งดังกล่าวสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง เพื่อเรียกร้อง กดดันให้ กสทช.คนอื่นๆ ที่เคยวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม กลับเข้ามาในห้องประชุม เพื่อมาอยู่ในเกมของตัวเอง
กระนั้นมีบางฝ่ายแย้งว่า นพ.สรณไม่อาจทำหน้าที่ประธาน กสทช.ได้อีก เพราะในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด หน้า 10 เขียนไว้ว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยให้ นพ.สรณพ้นจากการเป็น กสทช. ทำให้ผู้ฟ้องคดี (นพ.สรณ) ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช.ต่อไปได้ จึงมีการตีความไปว่า เป็นคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ทำให้ นพ.สรณไม่สามารถกลับไปทำหน้าที่ประธาน กสทช.ต่อไปได้ แต่ยังเป็น กสทช.ได้อยู่
ทว่า ก็มีความเห็นแย้งว่า ข้อความดังกล่าวเป็นการอธิบายเหตุผลของศาลปกครองสูงสุด ที่ว่า นพ.สรณได้รับผลกระทบอย่างไรจากมติกรรมการสรรหา จึงมีเหตุอันควรที่ศาลปกครองกลางจะรับคดีไว้พิจารณา
ที่ก็ต้องรอความชัดเจนกันต่อไปว่า ตรงนี้จะมีประเด็นอย่างไร
แต่ผลในเวลานี้คือ ทำให้ “ศึก 7 อรหันต์ กสทช.ซอยสายลม” ที่ขัดแย้งกันมานาน-งัดกันมาหลายปี จากที่คนเคยคิดกันว่า นพ.สรณเตรียมเก็บของออกจากห้องทำงานได้แล้ว มาถึงตอนนี้กลายเป็นเกมยาว รบยืดเยื้อ!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฝ่ายค้านจ่อซักฟอก-ม็อบก่อหวอด จุดเปลี่ยน'รัฐบาลสีน้ำเงิน'
วันที่ 6 ก.ย.นี้ ครบ 5 เดือนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
‘ศาลปกครอง’จ่อเช็กบิล สำนักงานกสทช.ตัดตอน
“ปกรณ์” แจง 11 ข้อหลักกฎหมาย ยันคำสั่งทางปกครองบังคับใช้ทันที เตือนอย่าใช้โวหารสร้างความเชื่อบิดเบี้ยวแก่สังคม “สำนักงาน กสทช.”
'ปกรณ์' เปิด 11 ข้อ หลักสำคัญ คำสั่งทางปกครอง คลี่ปมร้อน 'หมอสรณ'
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงหลักกฎหมายว่าด้วยคำสั่งทางปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม
วิกฤต กสทช. ประชุมล่มครั้งที่ 8 กับทางออกเชิงนิติธรรมและหลักกฎหมายปกครอง
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง วิกฤต กสทช. ประชุมล่มครั้งที่ 8 กับทางออกเชิงนิติธรรมและหลักกฎหมายปกครอง มีเนื้อหาดังนี้
ศึกซักฟอกเปิดฉาก! ฝ่ายค้านจัดชุดใหญ่ ล็อกเป้าเชือด 'ขั้วสีน้ำเงิน' ดักทางยุบสภาฯ
ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นกลไกตรวจสอบที่สำคัญที่สุดในระบบรัฐสภา แต่ในเชิงการเมืองคือ "เวทีชำแหละแผลเปื่อยของรัฐบาล" และเป็น "พื้นที่โชว์ศักยภาพฝ่ายค้าน"
'ไตรรัตน์' แจงข้อกฎหมายยิบ! บอกสำนักงาน กสทช.พร้อมจัดประชุมให้ปฏิบัติหน้าที่ตาม กม.
สำนักงาน กสทช. อำนวยความสะดวกจัดประชุม กสทช. อย่างเต็มที่ เพื่อให้ กสทช. ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ยึดหลักปฏิบัติให้ความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

