เปลี่ยนเส้นทาง"ภาษีบาป" ทำสีน้ำเงินเปิดศึกรอบทิศ

แนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคส่วนประชาสังคมเริ่มออกมาแสดงท่าทีและเคลื่อนไหวผ่านบริบทต่างๆ เพื่อ ต่อต้าน-คัดค้าน การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเส้นทาง เงินภาษีบาป

จากปกติที่ภาครัฐ-กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งสุรา-เบียร์ และยาสูบ บุหรี่ แล้วนำส่งให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)-กองทุนผู้สูงอายุ-กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส 

ซึ่งที่ผ่านมาโดยภาพรวมมีการเสนอข้อมูลว่า วงเงินที่ 4 ยูนิตข้างต้น ได้รับจากกลไกดังกล่าวในแต่ละปี อยู่ที่ประมาณ 14,000-14,200 ล้านบาทต่อปี

แยกแบ่งเป็น สสส. 4,000 ล้านบาท, กองทุนกีฬา 4,000 ล้านบาท, กองทุนผู้สูงอายุ 4,000 ล้านบาท และไทยพีบีเอสไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

โดยฝ่าย สส.ภูมิใจไทย และอนุทิน เสนอร่างกฎหมายให้กระทรวงการคลัง-กรมสรรพสามิต นำส่งภาษีบาปดังกล่าวเข้ารัฐ ไม่ต้องส่งไปยัง 4 ยูนิตดังกล่าวอีกต่อไป

จริงอยู่ว่ารัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ยุค "อนุทิน 2" ซึ่งได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อเมษายน 2569 ได้แถลงและเขียนไว้ในเอกสาร นโยบายรัฐบาล เรื่อง ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อยู่ในข้อ 22.3 โดยระบุตอนท้าย

“จัดทำกฎหมายเพื่อนำภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมกลับเข้าสู่งบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลัง”

ที่ก็คือ ฝ่ายภูมิใจไทยพยายามบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การลักไก่ แต่ได้แถลงไว้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ก่อนรัฐบาลเข้าบริหารประเทศว่าจะเข้าไปเปลี่ยนเส้นทางภาษีบาป 

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง เอกสารนโยบายรัฐบาลทุกยุคมีหลายหน้าหลายข้อ อย่าว่าแต่ประชาชนเลย บรรดา รัฐมนตรี-สส.-สว.-ข้าราชการประจำแต่ละหน่วยงาน ถามว่าใครจะมาอ่านหมดทุกบรรทัดและจำได้ทุกนโยบาย จุดที่จะเป็นประเด็นได้ก็คือนโยบายใหญ่ๆ ที่มีผลกระทบทางการเมือง-สังคม-เศรษฐกิจ

ซึ่งการขยับของภูมิใจไทยครั้งนี้ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาแทบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาให้สังคมรับรู้ว่ารัฐบาลสีน้ำเงินจะแก้กฎหมายภาษีบาป เพื่อให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันก่อน แต่จู่ๆ มีการเสนอร่างเข้าสภาฯ ไปเลยรวดเดียว 4 ฉบับ

จึงไม่แปลกที่จะโดนวิจารณ์ว่าเป็นปฏิบัติการ ดอดเงียบ เพื่อดึงเงินภาษีบาปปีละเป็นหมื่นล้านบาทเข้าภาครัฐ

ในลักษณะไปทุบหม้อข้าวคนอื่น เพื่อเอามาเป็นหม้อข้าวฝ่ายการเมืองรัฐบาลสีน้ำเงิน

ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี การจัดเก็บภาษีเก็บได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และรัฐบาลสีน้ำเงินอาจต้องอัดฉีดนโยบาย "ประชานิยม" อย่าง "ไทยช่วยไทยพลัส" ออกมาอีกในอนาคต จึงต้องการเงินดังกล่าวมาไว้เพื่อฝ่ายบริหาร และยังได้อีกหลายต่อ เช่น ทำให้คุมการเสนอข่าวของไทยพีบีเอสได้ผ่านกลไกการเสนอของบประมาณแต่ละปี ที่จะทำให้การเมืองเข้าแทรกแซงสื่อได้

สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับดังกล่าว ประกอบด้วย

-ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่...) พ.ศ....เสนอโดยอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ

และอีก 3 ร่างเสนอโดย ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และมือกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นการเสนอร่างแบบ "แก้ไขเพิ่มเติม" 1กฎหมายฉบับปัจจุบันที่บังคับใช้อยู่ ไม่ใช่การเสนอร่างกฎหมายใหม่  แยกเป็น

-ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่...) พ.ศ....หรือร่างกฎหมายไทยพีบีเอส

-ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย (ฉบับที่...) พ.ศ....

-ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ (ฉบับที่...) พ.ศ....

ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับ คือ อนุทิน-สส.พรรคภูมิใจไทย อ้างไว้หลายเหตุผลในการเปลี่ยนเส้นทางภาษีบาป เช่น เงินดังกล่าวคือเงินภาษีของประเทศ จึงควรต้องทำให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 จึงควรให้นำส่งเงินดังกล่าวเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินเพื่อนำไปจัดสรรผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีปกติ ที่จะต้องผ่านการพิจารณาของสำนักงบประมาณ-คณะรัฐมนตรี-สภาผู้แทนราษฎร-กมธ.วิสามัญพิจารณร่าง พ.ร.บ.งบฯ ของสภาฯ ที่จะทำให้เกิดเอกภาพและความโปร่งใสภายใต้มาตรฐานวินัยการเงินการคลัง รวมถึงอ้างเหตุเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ

จับกระแสโดยภาพรวมในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พบว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเปลี่ยนเส้นทางภาษีบาปที่ออกมาเป็นระนาบก็คือ การไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนเส้นทางภาษีบาปที่ส่งไปให้ สสส.และไทยพีบีเอส

เช่น ในส่วนของไทยพีบีเอส ซึ่งในความเป็นสื่อ สิ่งสำคัญก็คือ เสรีภาพในการเสนอข่าวสาร ทำให้องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 6 องค์กร อาทิ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ร่วมต่อประเด็นดังกล่าว 

โดยมีสาระสำคัญ เช่น เห็นว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนและอนาคตของระบบสื่อสารมวลชนไทย สื่อสาธารณะมีบทบาทในการส่งเสริมสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลาย และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยต้องเป็นอิสระจากการครอบงำของอำนาจรัฐ อำนาจทางการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ การแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสจึงต้องไม่ทำให้หลักการดังกล่าวอ่อนแอลง รวมถึงเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนบทบาทและปฏิรูปการดำเนินงานครั้งสำคัญ เพื่อแสดงคุณค่าของสื่อสาธารณะต่อประชาชน เป็นต้น

ส่วนแนวร่วมภาคประชาสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนเส้นทางเงินภาษีบาป ในส่วนของ สสส.ก็มีหลายภาคส่วน เช่น ความเคลื่อนไหวของ "ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่" ที่เคลื่อนไหวรณรงค์ให้ประชาชนเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงงบของกองทุน สสส. โดยระบุตอนหนึ่งว่า “ความคิดเห็นของท่านมีความสำคัญมาก ที่จะชี้ชะตางานสร้างเสริมสุขภาพของประเทศไทย ที่ สสส. (ปี พ.ศ.2544) ก่อตั้งขึ้นมาพร้อมกับ สปสช. (ปี พ.ศ.2545) ในหลักการ “สร้างนำซ่อม”

หรือท่าทีของ "นางทิชา ณ นคร (ป้ามล) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข" ที่แสดงท่าทีเรื่องนี้เช่นกัน ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า

“ฉันเคยเป็นบอร์ด สสส. ในโควตาภาคสังคม...ผู้เสนอขอทุน สสส.ก้อนมหึมา...ไม่ใช่ NGOs แต่เป็นภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ” เป็นต้น

กระนั้นก็มีเสียงสนับสนุน เชียร์รัฐบาล-พรรคภูมิใจไทยในเรื่องนี้เช่นกัน ไม่ใช่มีแต่เสียงต้านอย่างเดียว ฝ่ายค้านเอง อย่างพรรคประชาธิปัตย์

 ทาง “กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.การคลัง-รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ก็แสดงท่าทีว่าการที่เสนอร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับเข้าสภาฯ มองว่าทุกเรื่องสมควรถูกตั้งคำถาม และทบบวนการใช้เงินภาษีให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุดต่อประชาชนผู้เสียภาษีทุกคน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องพิจารณา

“ที่ผ่านมาไทยพีบีเอสทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่คุ้มเงินหรือไม่ต้องทบทวนร่วมกัน ต้องยอมรับว่า โลกของการสื่อสารมวลชนเปลี่ยนไป ประชาชนพึ่งพาสื่อหลัก ช่องหลักน้อยลง ทำให้ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าขององค์กรและภาษีที่จัดสรรเท่าเดิมเหมาะสมหรือไม่ ขณะที่ช่องอื่นมีทุนสนับสนุนลดลง ไม่ใช่ใครมีสิทธิ์ใช้เงินภาษีนี้ตลอดไป...มองว่าการทบทวนเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรมองให้รอบด้านในส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงไม่ว่ากองทุนใดก็ตาม”

เวลานี้ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ยังอยู่แค่ขั้นตอนรับฟังความเห็น แต่ดูจากธงการเคลื่อนไหวของอนุทิน-พรรคสีน้ำเงินแล้ว เห็นชัด เอาจริง ไม่ตีเก๊

คาดหมายแบบฟันเปรี้ยงไว้ตรงนี้ พลันที่ภูมิใจไทยเอาร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับเข้าสภาฯ เพื่อให้สภาฯ ให้ความเห็นชอบ คาดว่า กระแสค้าน-แนวต้านจะขยับแรงมากขึ้น จนกลายเป็นรัฐบาลสีน้ำเงินต้องมาเปิดวอร์ ทำศึก-สร้างแนวปะทะกับฝ่ายต่างๆ มากขึ้นตามมา.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'กรณ์' ยก 'ไทยพีบีเอส' จี้รบ.ทบทวนบทบาทสื่อ ใช้เงินบาป ลั่นไม่ใช่ใครมีสิทธิใช้ภาษีนี้ตลอดไป

กรณ์ ชี้กรณีพรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เปลี่ยนแหล่งเงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ ไปเป็นงบปะมาณรายจ่ายประจำปี

โฆษกรัฐบาลยันไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน แค่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ

โฆษกรัฐบาล โต้ปมเงินเหล้า–บุหรี่ ย้ำไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน–ตัดภารกิจ แต่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ ชี้ร่างกฎหมายยังไม่บังคับใช้ มุ่งโปร่งใส–วินัยการคลัง