น้ำเหนือ-น้ำฝนระลอกใหม่ รับมือวิกฤตไม่ซ้ำรอยเดิม?

แม้น้ำใน กทม.หลายพื้นที่จะเริ่มแห้ง และหลายพื้นที่ในเมืองกรุงที่สาหัสก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเคหะร่มเกล้า ลาดกระบัง จะคลี่คลายขึ้น หากแต่ภารกิจรับมือ ‘น้ำท่วม’ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ยังไม่จบ

จากการแจ้งเตือนของ ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ ช่วงวันที่ 5-7 ต.ค. จะมีฝนฟ้าคะนองกระจายและตกหนักถึงหนักมากบางแห่งทั่วประเทศไทย โดยใน กทม.และปริมณฑลจะได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 5-6 ต.ค. และระลอกที่ 2 ช่วงวันที่ 10-12 ต.ค. ซึ่งจะมีฝนมากในภาคกลางตอนล่าง กทม. ปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้

 ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ ยังคงการระบายน้ำไว้ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งในช่วงวันที่ 5-11 ต.ค. อาจจะมีฝนตกในน้ำแม่ปิง จ.กำแพงเพชร และแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนทั้งสิ้น ดังนั้นพื้นที่ภาคกลางยังไม่ได้อยู่ในระยะปลอดภัย โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ใต้เขื่อนเจ้าพระยา

ที่น่าเป็นห่วง ณ ขณะนี้คือ ฝั่งตะวันออก เพราะแม่น้ำบางปะกงต้องรับน้ำจากทั้งแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำนครนายก พื้นที่ อ.บางคล้า อ.ราชสาสน์ และ อ.เมืองฉะเชิงเทรา อยู่ในจุดที่รัฐต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในส่วนของรัฐบาลต่างออกมายืนยันว่า เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับ กทม.ที่แสดงความมั่นใจว่า จะไม่ซ้ำรอย "ฝนตกแช่" เหมือนที่ผ่านมา

ขณะที่ ‘นายกฯ’ สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ ‘ผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด’ สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายประกาศเขตภัยพิบัติหรือสาธารณภัยได้ทันทีเมื่อมีแนวโน้มจะเกิดภัย ตามการแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา

นอกจากนี้ยังกำชับให้เตรียมความพร้อมศูนย์พักพิงล่วงหน้า โดยยึดศูนย์พักพิงมาตรฐานกรณีศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เมื่อคราวน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตลอดจนเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบเยียวยาผู้ประสบภัย

อำนาจที่นายกฯ ใช้คือ อำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550

บทเรียนฝนตกแช่กรุง ที่ทำให้รัฐบาล และผู้ว่าฯ กทม.โดนด่าเละเทะ ทำให้รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมอย่างมาก โดย ‘อนุทิน’ นั่งหัวโต๊ะประชุมศูนย์บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เองในทุกเช้าของทุกวัน

 ‘น้ำเหนือ’ และ ‘น้ำฝน’ เที่ยวนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ของ ‘รัฐบาลอนุทิน’ อีกครั้ง ถึงวิธีการแก้ไขปัญหาใน ‘สถานการณ์วิกฤต’ หลังจากรอบแรกทำแต้มติดลบอย่างหนัก

แน่นอนว่า ครั้งแรกอาจจะมีข้อโต้แย้งว่า ไม่ได้เป็นความผิดของรัฐบาล เพราะพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมคือ ‘ผู้ว่าฯ กทม.’ แต่กับกรณีน้ำท่วมในพื้นที่ทั่วประเทศล้วนเป็น ‘ความรับผิดชอบ’ ของ ‘นายกฯ’ ทั้งหมด

และมี คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมายเป็นประธาน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564

สิ่งที่ถูกต่อว่า ตำหนิมากที่สุดในการบริหารจัดการและรับมือน้ำฝนของ กทม.ในช่วงที่ผ่านมาคือ การเตรียมการรับมือ และการปฏิบัติงานหลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมไปแล้วนั่นคือ การช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ทั่วถึงและล่าช้า

ขณะที่ครั้งนี้รัฐบาลมีเวลาในการ ‘พร่องน้ำ’ ตามแม่น้ำสายหลัก และลำคลองสายหลักหลายวัน จึงต้องติดตามว่า แผนบริหารจัดการนั้นจะทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน หรือสุดท้ายแล้วเป็นแค่ ‘ข้อสั่งการ’ ที่ไม่ได้รับการปฏิบัติ

เช่นเดียวกับเรื่อง ‘การแจ้งเตือน’ กรณีของ กทม.เป็นอีกครั้งที่ทำให้เห็นว่า หน่วยงานรัฐยัง ‘ขาดการบูรณาการ’ ต่างฝ่ายต่างโยนความผิดพลาดเรื่องการแจ้งเตือนที่ล่าช้าให้แก่กัน

 ‘การแจ้งเตือน’ เกิดขึ้นอย่างล่าช้า ประชาชนไม่มีเวลาเตรียมการมากพอ ดังนั้นครั้งนี้จะได้พิสูจน์กันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขแล้วหรือยัง

รวมไปถึงเมื่อเกิดสถานการณ์เกิดขึ้นแล้ว การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันท่วงทีหรือไม่ เพราะคราว กทม.ต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหาร และสิ่งของจำเป็นในช่วงประสบภัย

กลายเป็นว่า ประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง มูลนิธิ และภาคประชาชนเข้าถึงพื้นที่และช่วยเหลือประชาชนก่อนที่ ‘ภาครัฐ’ จะมาถึง

ตลอดจนเรื่อง ‘การเยียวยา’ ที่เกิดปัญหาในเรื่องของการ ‘ลงทะเบียน’ จะต้องมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน และการอำนวยความสะดวกที่ดีและรวดเร็ว

จะต้องไม่มีเรื่องของการอ้างว่า เป็น ‘ภัยธรรมชาติ’ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะอย่างน้อยการเตรียมตัวและการรับมือที่ดี สามารถช่วยเหลือความเสียหายได้

ก่อนหน้านี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ ติดลบเรื่องการรับมือในภาวะวิกฤตหลายเรื่อง ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน น้ำท่วม การรับมือระลอกนี้จึงเป็นการพิสูจน์อีกครั้งว่า จะซ้ำรอยเดิมอีกจริงหรือไม่?. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนเส้นทาง"ภาษีบาป" ทำสีน้ำเงินเปิดศึกรอบทิศ

แนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคส่วนประชาสังคมเริ่มออกมาแสดงท่าทีและเคลื่อนไหวผ่านบริบทต่างๆ เพื่อ ต่อต้าน-คัดค้าน การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเส้นทาง เงินภาษีบาป

หยุดการเมืองโยนบาป! 'ชาวบ้าน' สำลักน้ำลาย

มหาอุทกภัยกรุงเทพมหานคร และสถานการณ์น้ำท่วมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงหลายจังหวัดทั่วประเทศในรอบนี้ ไม่ได้ท่วมเพียงบ้านเรือน ถนนหนทาง และพื้นที่เศรษฐกิจ หากยังท่วมความน่าเชื่อถือของรัฐบาล