รัฐบาลเศรษฐา 1 'ระบอบทักษิณ' คืนชีพ ลุยประชานิยม ฝ่ากระแสคลื่นปฏิรูป!

เริ่มลุยงานอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับ รัฐบาลเศรษฐา 1 ภายหลังมีการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา และประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับการแถลงนโยบาย นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ถูกฝ่ายค้านอภิปรายว่า เป็นการเขียนนโยบายที่ไม่มีลายละเอียด ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน ไม่ตรงปกกับนโยบายที่ใช้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง และมาตรฐานต่ำกว่ายุครัฐบาลประยุทธ์-ยิ่งลักษณ์

อย่างไรก็ตาม การประชุม ครม.นัดแรก รัฐบาลได้โชว์ผลงานแรกซื้อใจประชาชนในเรื่องนโยบายที่เป็นรูปธรรม พร้อมทำทันที  7 เรื่องสำคัญ อาทิ ลดค่าไฟฟ้าจากเดิม 4.45 บาทต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เป็น 4.10 บาทต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เริ่มบิลเดือน ก.ย.2567 และลดราคาน้ำมันดีเซลให้ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร เริ่มวันที่ 20 ก.ย.นี้ พักหนี้เกษตรกรและธุรกิจขนาดเล็ก 3 ปี ปรับการแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็น 2 รอบต่อเดือน เริ่ม 1 ม.ค.2567

ภายหลังนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุม ครม.นัดแรก ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบายการแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบอย่างกว้างขวาง ว่าจะประสบปัญหาในเรื่องของการใช้จ่ายมากขึ้น รวมทั้งในปัญหาของการใช้หนี้สินในแต่ละเดือน เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ควรเพิ่มเงินเดือนมากกว่าจะปรับการจ่ายเงินเดือน จะเพิ่มภาระงานเจ้าหน้าที่การเงินและค่าตอบแทน

แต่นายกฯ ยังยืนยันว่าจะไม่ล้มเลิกโครงการดังกล่าว ในที่สุดก็เปลี่ยนให้เป็นทางเลือกด้วยความสมัครใจ โดยข้าราชการยังสามารถเลือกได้ว่าต้องการอยู่ในระบบการจ่ายเงินเดือนละครั้งเช่นเดิม หรือ 2 ครั้งต่อเดือนก็ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่านโยบายดังกล่าวไม่ได้เป็นมติ ครม.แต่อย่างใด เป็นเพียงข้อสั่งการของนายกฯ ให้เตรียมการ โดยอ้างว่าเนื่องจากก่อนหน้านี้มีข้อร้องเรียนจาก ขรก.เรื่องปัญหาหนี้สินที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง

ด้าน นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า นายกฯ ได้สั่งการให้ไปทบทวนว่าคําสั่ง คสช.อันไหนที่ยังมีความจำเป็นต้องคงไว้หรือไม่ หากไม่เสนอมาในวันที่ 9 ต.ค. ให้ถือว่ายกเลิก โดยยืนยันว่ามติ ครม.ยกเลิกคำสั่ง คสช.ได้ ตอนนี้รัฐบาลนี้เป็น รัฏฐาธิปัตย์ ยกเลิกได้อยู่แล้ว

ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าโฆษกรัฐบาลไม่มีพื้นฐานทางรัฐศาสตร์และกฎหมาย เพราะประกาศและคำสั่ง คสช.ถูกรับรองไว้ในมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า “การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่ประกาศหรือคำสั่งที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางบริหาร ให้กระทำโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติ ครม.แล้วแต่กรณี”

ในทางกฎหมาย “คำสั่ง คสช.” จึงมีฐานะเทียบเท่า “พระราชบัญญัติ” การจะแก้หรือยกเลิกคำสั่ง คสช. ต้องเสนอเป็นกฎหมายเข้าสภา ไม่สามารถใช้มติ ครม.ได้ ส่วนข้อสังการนายกฯ ก็ไม่เทียบเท่ามติ ครม.

ส่วน รัฏฐาธิปัตย์ หรือการเป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่สุดในรัฐแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น คือ คณะรัฐประหาร ที่รวม 3 อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ไว้ที่เดียว สถานะปัจจุบันของรัฐบาลเป็นแค่ 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตยเท่านั้น

ทำให้นึกถึง นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ซึ่งในช่วงจัดโผ ครม.มีชื่อเป็นรองนายกฯ ด้านกฎหมาย แต่ต่อมามีชื่อ นายพิชิต ชื่นบาน หัวหน้าทีมทนายความของตระกูลชินวัตร หรือ ทนายถุงขนม 2 ล้าน โผล่มาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแทน

ต่อมานายพิชิตประกาศถอนตัว คาดว่าเนื่องจากการตรวจสอบคุณสมบัติไม่ผ่าน จากกรณีเคยติดคุก 6 เดือน ข้อหาละเมิดอำนาจศาล ขัดกับ ม.160 แต่ในที่สุด นายพิชิต ก็ไปโผล่เป็น 1 ใน 9 ตำแหน่ง ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เข้าทำเนียบฯ จนได้ ไม่หวั่้นข้อครหาแต่อย่างใด และยังมีชื่อ นายศุภนิจ จัยวัฒน์ คณะกรรมการบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาอีกด้วย

การบริหารราชการแผ่นดินมีความสลับซับซ้อนกว่าการบริหารธุรกิจ มีระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายมากมาย จึงน่าเป็นห่วงว่าหากรัฐบาลชุดนี้ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การผลักดันนโยบาย การออกกฎหมาย ข้อสั่งการของนายกฯ ต่างๆ สุ่มเสี่ยงที่จะตกม้าตายเอาได้ง่ายๆ

นอกจากนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้ง นางนลินี ทวีสิน เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย ทั้งที่นางนลินีมีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติ กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกา

ส่วนเหตุการณ์สะเทือนวงการสีกากี กรณี พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว หรือ สารวัตรแบงก์ สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล ถูกยิงเสียชีวิตในงานเลี้ยงภายในบ้าน นายประวีณ จันทร์คล้าย หรือ กำนันนก ที่ จ.นครปฐม ต่อหน้าตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์กว่า 28 นาย จากมูลเหตุการรับ ส่วยรถบรรทุก นายกฯ ได้สั่งการปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างเด็ดขาดแบบถอนรากถอนโคน 

แต่ปัญหาความเฟะในวงการตำรวจเรื้อรังมานาน ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจ 9 ปี ยังไม่สามารถปฏิรูปตำรวจให้สำเร็จได้ มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นมากมายต่อเนื่อง ประจานระบบและโครงสร้างตำรวจไทยที่ล้าหลัง เนื่องจากเป็นระบบที่ขาดการตรวจสอบจากหน่วยงานอื่น การแต่งตั้งโยกย้ายก็มีการซื้อขายตำแหน่งแทบทุกระดับ เมื่อมีเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวน แล้วก็เลือนหายไปเหมือนไฟไหม้ฟาง  

หากนายกฯ ไม่เข้าใจปัญหาตำรวจอย่างถ่องแท้ และไม่มีภาวะผู้นำในการแก้ปัญหา ก็ไม่สามารถปฏิรูปตำรวจได้ และจะเกิดเหตุอื้อฉาวไม่รู้จักจบสิ้น กระทบความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม และความสงบสุขและชีวิตความปลอดภัยของประชาชน

รวมทั้งกรณี น.ช.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นักโทษหนีคดีทุจริต กลับมาเข้าเรือนจำไม่กี่ชั่วโมงก็ไปนอน รพ.ตำรวจ ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษจาก 8 ปี เหลือจำคุก 1 ปี เมื่อได้รับพระราชทานอภัยลดโทษแล้วควรจะมีสำนึก กลับเข้าสู่เรือนจำตามปกติ การใช้อภิสิทธิ์ชนเหนือนักโทษคนอื่นและประชาชนทั่วไป ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางกระบวนการยุติธรรม เกิดการเปรียบเทียบกับคดีอื่นๆ โดยเฉพาะคดีทางการเมืองทั้ง กลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อส้ม ที่ต่อสู้คดีด้วยความยากลำบาก บางรายก็ไม่ได้รับการประกันตัว

ขณะที่นายกฯ เศรษฐาแถลงนโยบายว่า จะฟื้นฟูหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และให้สัมภาษณ์ว่า "นักโทษทางการเมืองก็เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม" แต่สังคมกังขาว่า น.ช.ทักษิณ อยู่เหนือกระบวนการยุติธรรม การเอาประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวจะเกิดความสามัคคีปรองดองได้อย่างไร และยังคาดหวังการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จะเป็นคลื่นใต้น้ำหรือระเบิดเวลารอวันปะทุ!

ส่วนแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการฟื้นนโยบายประชานิยม ลดแลกแจกแถม โดยเฉพาะการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 1 หมื่นบาท จำนวน 56 ล้านคน รวมเป็นเงิน 5.6 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดคำถามว่าจะเอาเงินมาจากไหน สุดท้ายก็ต้องกู้

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย วิจารณ์นโยบายแจกเงินดิจิทัลว่า การไปกระตุกเศรษฐกิจมากๆ มีความเสี่ยง เพราะการบริโภคของคนไทยจะมีการนำเข้ามากถึง 50% ของ GDP ถ้าใส่เงินเข้าไปเป็นไปได้มากว่าเงินจะไหลออกนอกประเทศครึ่งหนึ่ง ควรกระตุ้นด้านอุปทาน (Supply) ไม่ใช่ด้านอุปสงค์ (Demand) เพราะการกระตุ้นอุปสงค์จะทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น อีกทั้งยังจะเป็นการขาดดุลงบประมาณ และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกัน เหมือนในยุค วิกฤตต้มยำกุ้ง

สำหรับ ดร.ศุภวุฒิ ถือว่าเป็นมือขวานายเศรษฐา ทวีสิน ถูกวางตัวให้นั่ง รมว.การคลัง แต่เมื่อไม่เห็นด้วยกับการแจกเงินดิจิทัล จึงหลุดออกจากโผ ครม.

ขณะที่ ดร.ทนง พิทยะ อดีต รมว.การคลัง สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว โดยบอกว่าไม่ควรแจกทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ควรแยกกลุ่มคนออกมา และเน้นการแจกไปที่กลุ่มคนจนหรือกองทุนหมู่บ้าน เพราะสำหรับคนรวย เงิน 1 หมื่นบาทจะไม่ได้นำไปใช้ลงทุน และไม่เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ จะภาระหนี้เป็นของรัฐ กระทบงบประมาณ วินัยการเงินก็เสียหาย เพราะการผลิตไม่เกิด

ที่สำคัญ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายหลังหารือกับนายกฯ เศรษฐาว่า สิ่งที่เราขาดจริงๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องการบริโภค แต่เป็นเรื่องของการลงทุนมากกว่า การทำนโยบายต่างๆ ควรต้องเป็นเฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะประหยัดงบประมาณได้มากกว่า จะทำอย่างไรให้นโยบายที่ออกมา ไม่ทำลายหรือกระทบเสถียรภาพเยอะเกินไป หรือเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น

เสียงเตือนจาก 3 กูรูเศรษฐกิจ คล้ายเสียงเตือนของ ดร.โกร่ง-วีรพงษ์ รามางกูร อดีตประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถึงหายนะจาก โครงการรับจำนำข้าว จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับฟัง หากดันทุรังเดินหน้า ประชานิยม เพียงเพื่อหวังคะแนนเสียงอาจจะซ้ำรอยเดิม

แม้ประชาชนส่วนหนึ่งจะพึงพอใจที่เป็นเพียง ยาหอม แต่ประชาชนอีกจำนวนมากต้องการเห็นการปฏิรูปประเทศ เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมที่่อยุติธรรม เอื้อประโยชน์กับคนส่วนน้อยของสังคม หรือ กลุ่มชนชั้นนำอภิสิทธิ์ชน จึงเทคะแนนให้พรรคก้าวไกลที่ชูธงการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ จนชนะการเลือกตั้งอันดับหนึ่ง ทำให้ กลุ่มอนุรักษนิยม จับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อร่วมมือกันสกัดพรรคก้าวไกล  

แต่การจัดโผ ครม.ยังยึดตามโควตากลุ่มก๊วนการเมืองมากกว่าความรู้ ความสามารถ การฟื้นนโยบายประชานิยม ไม่ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง บริหารราชการแผ่นดินแบบ ซีอีโอ บริษัท จึงไม่ตอบโจทย์ทางการเมืองในบริบทปัจจุบัน

และหากแก้ปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลว เกิดทุจริตคอร์รัปชัน ใช้อำนาจรัฐเอื้อพวกพ้อง ประชาชนลุกฮือต่อต้าน จะซ้ำรอย ระบอบทักษิณ ซ้ำเติมพรรคเพื่อไทย และกลุ่มอนุรักษนิยม จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เทคะแนนให้พรรคก้าวไกลมากกว่าเดิม!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการชี้ 'อนุทิน' เล่นเป็น!!! ใช้การทูตไม่เป็นทางการ ผนวก แลนด์บริดจ์ ดันไทยเนื้อหอม ท่ามกลางโลกผันผวน

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และ นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์

กธ.ปรับขบวนทัพ รับสถานการณ์ 'ธรรมนัส' ค้าน ‘ไม่แค้น’

‘พรรคกล้าธรรม’ คือ อาณาจักรของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา มาตั้งแต่แรก การขยับขึ้นนำทัพเองในตำแหน่ง ‘หัวหน้าพรรค’ ครั้งล่าสุด จึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร

เกมใหม่หลังยกเลิกMOU44 ดึง‘กัมพูชา’เข้ากรอบ‘คนละครึ่ง’

แม้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพด้วยคะแนนสนับสนุนที่ท่วมท้น แถมมีพรรครอร่วมรัฐบาลรอเสียบ แต่การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน พรรคภูมิใจไทย จึงต้องเดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงไว้ให้เป็นรูปธรรม เช่น คนละครึ่งพลัส (ไทยช่วยไทยพลัส) ผลักดันทหารอาสา ยกเลิก MOU 44 เป็นต้น

'ไทย'มีลุ้นจัดยูธอลป.2023 มีภาษีดีกว่าคู่แข่ง หลัง'ประธานโอซีเอ'บินมาพบนายกฯ

เชื่อมั่น "ประเทศไทย" ลุ้นเจ้าภาพยูธโอลิมปิกเกมส์ 2023 มีภาษีดีกว่าคู่แข่ง หลัง "ประธานโอซีเอ" บินมาเข้าพบนายกรัฐมนตรีเอง พร้อมหนุนเต็มที่ ขณะที่ หลายชาติต่างยกมือสนับสนุน เพราะเชื่อมั่นในความพร้อม เผย ตอนนี้รอเพียงหนังสือรับรองจากรัฐบาล กับ หนังสือการันตีห้องพัก เท่านั้น ด้าน "คณะทำงานยูธโอลิมปิก" เข้าใจดี เพราะอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล "ไอโอซี" เตรียมประกาศผลคัดเลือกเจ้าภาพ อย่างเป็นทางการ 25 มิ.ย.นี้ ที่สวิตเซอร์แลนด์

'นายกฯ' หารือ 'รมต.สิงคโปร์' กระชับความร่วมมือ ด้าน 'กลาโหม-พลังงาน-อุตสาหกรรมการบิน'

นายกฯ หารือ รมต.ประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรมว.กห. สิงคโปร์ กระชับความร่วมมืออย่างรอบด้าน ทั้งด้านกลาโหม พลังงาน อุตสาหกรรมการบิน และความมั่นคงทางอาหาร

'อนุทิน' ควง 'เอกนิติ-พัฒนา' หม่ำข้าวต้มปลา สตรีทฟู้ดร้านโปรด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้รับประทานข้าวต้มปลากิมโป้