ดิจิทัลฟุตพรินต์เล่นงาน'ส้ม' ปชน.หมดกระบวนท่า ยอมขอโทษทหาร

“หากไล่ส่องรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีของพรรคประชาชน หลายต่อหลายคนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นพวกสุดโต่งเหมือนแนวทางของพรรคในอดีต”

เกือบครึ่งทางของการหาเสียงเลือกตั้ง ความเข้มข้นไต่ระดับตามระยะทาง เป็นจังหวะที่แต่ละพรรคต้องงัดอาวุธออกมาใช้เพื่อช่วงชิงคะแนนความนิยมกันมากขึ้น

อาวุธที่แต่ละพรรคใช้ครั้งนี้คือ แนวทางของตัวเอง มากกว่า นโยบายเรือธง ที่ควรจะได้รับความสำคัญมากกว่าในความเป็นจริง 

โฟกัสของผู้คนหนีไม่พ้น 3 พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นตัวเต็งในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน 

รองลงมาคือพรรคขนาดกลาง ที่ถูกมองว่าจะกลายมาเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ไม่ว่าจะเป็นพรรคกล้าธรรม หรือพรรคประชาธิปัตย์ 

ในบรรดาพรรคข้างต้น โดยเฉพาะพรรคใหญ่ด้วยกัน มุ่งเน้นไปที่การชิงแต้มคืนจาก "พรรคประชาชน" ที่ไม่ได้อยู่ในสภาวะได้เปรียบทางการเมืองตั้งแต่เกิดสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 

พรรคภูมิใจไทย เดินหน้าโกยแต้มจากฝ่ายอนุรักษนิยม หวังเป็นหัวขบวนของฝ่ายนี้ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มแฟนคลับเก่าของ "ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมๆ กับใช้กระแสความเด็ดขาดในเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับคำชมในช่วงที่ผ่านมา 

"พรรคเพื่อไทย" เดินหน้าขยี้ประเด็น ฝ่ายค้ำ จากกรณีที่พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคสีส้ม ไปยกมือโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลเสียงข้างน้อย 

พรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมานำทัพ เดินทางทวงคืนคะแนนที่เคยทำให้ยิ่งใหญ่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคใต้ และเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร 

ต้องยอมรับว่า แม้วันนี้กระแสพรรคส้มจะยังมีอยู่ แต่เมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 2566 พรรคประชาชนไม่ได้อยู่ในจุดที่ดีเลย 

และหลายคนยังมองว่า จุดพีกที่สุด ของพรรคส้มได้หมดไปตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ขณะที่ครั้งนี้เป็นการลงสนามเลือกตั้งในสมรภูมิที่ไม่ถนัด และทิศทางลมไม่เป็นใจ

ในเรื่องการยุบสภาในภาวะสงครามชายแดน ไม่ใช่จังหวะที่พึงปรารถนาของพรรคประชาชน เพราะในมุมมองของพวกเขาเป็นเหมือนเส้นขนานกับกองทัพ

ท่าทีเรื่องชายแดนก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะคำให้สัมภาษณ์หรือแถลงการณ์ต่างๆ ของพรรค เป็นไปในลักษณะสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนกำลังเจออาวุธที่ตัวเองเคยใช้กระหน่ำคู่แข่งทางการเมืองจนได้ผลมาแล้วเล่นงานอย่างหนักหน่วง นั่นคือ ปฏิบัติการไอโอ

มีการหยิบเรื่องที่เคยเป็น จุดเด่น แต่ตอนนี้กลายเป็น จุดอ่อน อย่างการตรวจสอบกองทัพของพรรคประชาชน มาฉายซ้ำในหลายช่องทาง

คำพูดของเหล่าแกนนำพรรค อดีต สส. และสมาชิกพรรคในอดีตที่ดูไม่เป็นมิตรกับกองทัพ ถูกขุดขึ้นมาผลิตซ้ำแบบเปิดไปตรงไหนก็เจอ 

วลี ทหารมีไว้ทำ หรือ รบไปก็ไม่มีวันชนะ ที่หลุดจากปากคนในองคาพยพตามบทสัมภาษณ์ในอดีต ตลอดจนการอภิปรายตัดงบซื้ออาวุธของกองทัพ ถูกขยี้ในโซเชียลมีเดียแบบต่อเนื่อง

พรรคประชาชนกำลังถูก "ดิจิทัลฟุตพรินต์" ทำงานใส่

ปฏิบัติการไอโอของฝ่ายตรงข้ามยิงตรงเป้า และนั่นทำให้พรรคประชาชนติดหล่มระหว่างการขอคะแนน ต้องเปลี่ยนจากการหาเสียง เร่ขายนโยบาย มาเป็นการเดินชี้แจงต่อประชาชนว่าไม่ได้เป็นศัตรูของทหาร

ภาพชาวบ้านจี้ถามแกนนำพรรคและผู้สมัคร สส.ระหว่างเดินหาเสียงในประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นรายวัน แม้พวกเขาจะพร้อมเผชิญหน้าชี้แจง แต่มันแทบไม่ได้ผล

หรือภาพประชาชนบางส่วนโบกมือไม่ต้อนรับ เพราะไม่พอใจที่พรรคประชาชนเคยโจมตีทหาร หรือพยายามจะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในอดีต

ซึ่งภาพเหล่านี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งก่อน

ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า เมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะในนามพรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคก้าวไกล การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่พวกเขาประสบความยากลำบากมากที่สุด 

ปฏิกิริยาของ "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ล่าสุดที่ออกมาชี้แจงคำพูด “ทหารมีไว้ทำไม” และขอโทษทหารชั้นผู้น้อย คือคำสารภาพกลายๆ ว่าพรรคประชาชนไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีในสนามเลือกตั้งตอนนี้

“ในตอนที่ผมพูด ผมนึกถึงทหารสนามกอล์ฟ ไม่ได้นึกถึงทหารสนามรบ มันเป็นความผิดของผมเอง จนถึงทุกวันนี้ผมยังรู้สึกเสียใจ แล้วก็อยากจะขอโทษทหารสนามรบ ทหารชั้นผู้น้อย ทหารมืออาชีพจริงๆ ที่เขาเสียสละเพื่อจะปกป้องแผ่นดินของเรา เพราะตอนที่พูด พูดในช่วงที่ทหารมีนาฬิกาแพงๆ ทหารที่ทำการรัฐประหาร ทหารสนามกอล์ฟ แต่ไม่ได้พูดออกมาให้ชัดว่าผมเคารพทหารสนามรบ”

ขณะเดียวกัน หลายคนมองว่าในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนเปลี่ยนไปมาก ท่าทีอ่อนลงไปมากกว่าจะเลือกแข็งกร้าวเหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมา 

พรรคส้มอาจมีวิวาทะกับพรรคอื่นๆ ตามสีสันในสนามเลือกตั้ง แต่ไม่กล้าจะประกาศชัดๆ ว่าจะไม่จับมือกับพรรคใดบ้าง นอกจากสโลแกนกว้างๆ ว่า มีเราไม่มีเทา เท่านั้น 

ซึ่งหลายคนมองว่า ครั้งนี้พวกเขาอยากจะเป็นรัฐบาล อยู่ฝ่ายบริหาร จึงมีทีท่าแบบนั้น

การเปิดชื่อรัฐมนตรีคนนอกออกมารัวๆ เพื่อเรียกคะแนนเสียงทั้งที่ตัวเองมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญเรื่องต่างๆ หากมองผิวเผินอาจเหมือนลอกการบ้านพรรคภูมิใจไทย ที่เปิดตัวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ แล้วได้ผลตอบรับดี แต่อีกมุมหนึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการส่งสัญญาณพร้อมเข้าร่วมรัฐบาล

หากไล่ส่องรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีของพรรคประชาชน หลายต่อหลายคนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นพวกสุดโต่งเหมือนแนวทางของพรรคในอดีต

เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความประนีประนอมมากกว่าคนในพรรคบางคนมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอีลีตทางใดทางหนึ่งด้วยซ้ำ

ซึ่งในความเป็นจริง 2 ครั้งที่ผ่านมา พวกเขาชูจุดขายเรื่องบุคลากรในพรรคให้เข้าไปเป็นฝ่ายบริหารมากกว่าจะเลือกคนนอก แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้ทำเช่นนั้น 

ถือเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจและน่าติดตามภายหลังผลเลือกตั้งออกมา 

นี่เป็นสถานการณ์ในช่วงก่อนถึงครึ่งทางของการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อครั้งที่แล้วในช่วงโค้งสุดท้าย "พรรคประชาชน" เคยพลิกสถานการณ์กลับมา เพียงแต่ตอนนั้นมันมีตัวแปรหลายเรื่อง ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับครั้งนี้ 

ครั้งก่อนมีกระแสเรื่อง "เบื่อลุง" แต่ครั้งนี้ไม่มีลุงให้ขยี้เรียกแต้ม ขณะที่ "มีเราไม่มีเทา" แคมเปญที่ถูกใช้ในเที่ยวนี้อาจได้ผลตอบรับ แต่ไม่ได้เปรี้ยงปร้าง และดูจะซับซ้อนมากกว่าในความเข้าใจของชาวบ้าน 

ตรงกันข้ามกับเรื่องชายแดนที่ประชาชนในประเทศมีความรู้สึกร่วมอย่างมาก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านสนามเลือกตั้ง 2569 ผ่านนิด้าโพล พรรคส้มแผ่ว ภูมิใจไทยแรง!

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มถูกจับตาอย่างจริงจังมากขึ้น ตัวเลขจากโพลหลายสำนักถูกหยิบมาอ้างอิงแทบทุกวัน ทั้งในรายการโทรทัศน์และบน

'ยศชนัน' ยินดีร่วมมือทุกพรรคตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

“ยศชนัน” เผย ‘เพื่อไทย‘ ยินดีร่วมมือทุกพรรคตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาปากท้องปชช. มั่นใจ กวาดสส.ยกเชียงใหม่ ไม่ กังวล รมต.ยุติธรรม เตรียมเปิด 10 ผู้สมัครสส.เอี่ยวธุรกิจสีเทา ยันทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

'พีระพันธุ์' บุกแฟลตดินแดง ดัน 'แม็ก เบอร์ 3' สานต่องานพื้นที่ 30 ปีไม่เคยทิ้งกัน

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงพื้นที่แฟลตดินแดง เยี่ยมเยียนและพบปะประชาชน พร้อมด้วยนายชณทัต ปัทะมะภูวดล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 6 (พญาไท–ดินแดง) เบอร์ 3

‘ครูวีระ’ ส่งบทเรียนถึงพรรคส้ม คิดก่อนพูด ไม่ใช่พูดแล้วแก้

นายวีระ สุดสังข์ หรือ "ฟอน ฝ้าฟาง" ศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 อดีตครูสอนภาษาไทย นักเขียนอิสระ ผู้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลและสโมสรนักเขียนภาคอีสาน โ