ผ่านไปเพียง 3 วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะเป็นวันแห่งชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยและการเริ่มต้นใหม่ของประเทศไทย ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกกลับเต็มไปด้วย "เครื่องหมายคำถาม" ตัวโตๆ ที่พุ่งตรงไปยังศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้มีเดิมพันสูงลิ่ว เพราะเป็นการจัดควบคู่ไปกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจะชี้ชัดว่า พรรคประชาชนสามารถกวาดที่นั่งในกรุงเทพมหานครได้อย่างเบ็ดเสร็จ 33 เขต และรุกคืบเข้าไปในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ได้ถึง 6 เขต แต่ความพ่ายแพ้ในเขต "บ้านใหญ่" หลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ ชลบุรีและสุพรรณบุรี กลับกลายเป็นชนวนเหตุแห่งความเคลือบแคลงที่ลามทุ่งไปทั่วประเทศ
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้คือ เหตุการณ์ที่เขต 1 จ.ชลบุรี ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของความวุ่นวาย เมื่อมวลชนและผู้สมัครจากพรรคประชาชนบุกไปล้อมรถขนหีบบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากพบว่าหีบบัตรหลายใบ "ไม่มีสายรัด" หรือมีเพียงเทปกาวปิดไว้ลวกๆ สร้างความไม่ไว้วางใจว่ามีการ "เปลี่ยนไส้" หรือยัดบัตรหรือไม่ อีกทั้งยังมีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่หลังพบความคลาดเคลื่อนของตัวเลขในบางหน่วย
ขณะที่ใน จ.สุพรรณบุรี พื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรคเจ้าถิ่น แม้ผลคะแนนจะชี้ว่าฝ่ายบ้านใหญ่ยังรักษาฐานที่มั่นไว้ได้ แต่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับความโปร่งใสในขั้นตอนการรวมคะแนนที่ล่าช้าผิดปกติ และการประกาศคะแนนแบบ "กราฟพุ่งลง" ในช่วงดึก ซึ่งขัดกับหลักการทางสถิติของการนับคะแนนที่ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ จากการชี้แจงจากสำนักงาน กกต.ที่เป็นประเด็นสำคัญประกอบด้วย 1.ปมหีบบัตรไร้สายรัด กกต. ระบุว่า ภาพที่เห็นเป็นการอยู่ระหว่าง "กระบวนการยุบรวมหีบบัตร" เพื่อนำไปเก็บรักษาตามระเบียบ ยืนยันว่ามีการปิดเทปกาวทับรอบด้าน และไม่มีใครสามารถเข้าถึงคะแนนภายในได้
2.การนับคะแนนใหม่ สำหรับเขต 1 ชลบุรี กกต.มีมติให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 2 วัน หากพบว่ามีความคลาดเคลื่อนจริงจะสั่งให้นับคะแนนใหม่ กฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ต่อไป
โดยกรณีนี้ สาเหตุที่รายงานผลผิดพลาดเป็นการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อความรวดเร็ว ผลแต่ละหน่วยพยายามส่งเข้าระบบ ผ่านอนุฯ อำเภอ โดยใช้คะแนนจาก สส. 5/18 ที่ติดประกาศหน้าหน่วย ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงผลคะแนนนี้ได้ ส่วนประเด็นทำไมมีการแก้ไขนั้น เมื่ออนุฯ ประจำอำเภอรับรายงานผลแล้ว ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม คะแนนถูกหรือไม่ต้องรีเช็กกับ กปน. บางอย่างในการคีย์คะแนนเข้ามาของ กปน.อาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลคะแนน 5/18 ที่ติดประกาศหน้าหน่วยได้
อย่างไรก็ตาม การชี้แจงนี้ถูกมองว่า "จืดชืด" และ "ไม่ทันท่วงที" โดยเฉพาะเมื่อ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บ.ก.ลายจุด) เดินทางไปบุก กกต. เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (11 ก.พ.) เพื่อทวงถามความโปร่งใสของระบบประมวลผล
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางประเด็นดรามา ยังมีส่วนผสมของเฟกนิวส์อยู่ในนั้นบางข่าวด้วย ขึ้นข่าวลือที่ จ.ชลบุรี มีเหตุไฟดับระหว่างนับคะแนน แต่หลังจากนั้นเจ้าของคลิปออกมายอมรับว่าไม่ใช่จังหวัดดังกล่าว แต่เป็น จ.นนทบุรี และไฟไม่ดับ แต่ไฟสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคส้มได้ สส.ทั้งจังหวัดแบบเอกฉันท์ เช่นเดียวกับที่ จ.ศรีสะเกษ ที่มีการนับคะแนนในเขต 7 ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง ผลคะแนน สส.จากเพื่อไทยครองอันดับ 1 ในพื้นที่นั้นอยู่แล้ว
การแก้ไขของ กกต.ปัจจุบัน กกต.อยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลในหลายหน่วย และระบุว่าคณะกรรมการ กกต.ได้มีการประชุมในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมได้หลายหน่วยที่มีปัญหา
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีท่าทีที่จะสั่งนับใหม่ทั้งประเทศตามที่ภาคประชาชนกลุ่มส้มเรียกร้อง
ทั้งนี้ หาก กกต.ไม่รีบจัดการปัญหาให้กระจ่าง อนาคตการเมืองไทยจะเจอ 3 วิกฤตใหญ่
วิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่ รัฐบาลที่นำโดยภูมิใจไทยจะถูกตั้งคำถามว่า "ชนะเพราะกติกาและกลไก" ไม่ใช่ชนะเพราะ "เจตจำนงประชาชน" ทำให้การบริหารงานหลังจากนี้จะเต็มไปด้วยแรงต้านบนถนน
ความเสี่ยงต่อการเลือกตั้งเป็นโมฆะ หากมีการฟ้องร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นความไม่เป็นไปโดย "สุจริตและเที่ยงธรรม" ทั่วประเทศ เหมือนปี 2549 หรือ 2557 อาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้สูญเปล่า และสูญเม็ดเงินกว่า 6,000 ล้านบาท
การแก้รัฐธรรมนูญจะเดือดกว่าเดิม ผลประชามติที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการ "เขียนกติกาใหม่" ซึ่งเป้าหมายหลักคือการ "ปฏิรูป กกต." ให้ยึดโยงกับประชาชนและตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่แค่องค์กรอิสระที่ตรวจสอบไม่ได้ การเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่ได้จบลงที่หน้าคูหา แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ว่า "ประชาธิปไตยไทย" จะเดินไปข้างหน้าด้วยความจริง หรือจะถูกแช่แข็งไว้ด้วย "ความคลุมเครือ" กกต.มีเวลาไม่มากนักในการกู้ศรัทธา ก่อนที่พลังจากท้องถนนจะออกมา "ทวงคืนคะแนน" ของพวกเขาเอง
ดังนั้น กกต.ต้อง "กล้าหาญ" มากกว่านี้ ในการตรวจสอบและการทำงานแบบเชิงรุกจริงๆ ไม่ใช่ว่าทำงานเช้าชามเย็นชาม รอให้เขามาตีก่อนแล้วค่อยออกมาชี้แจงแบบช้าๆ การนับคะแนนใหม่ในเขตที่มีปัญหาไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของ กกต. แต่คือชัยชนะของความโปร่งใส หากปล่อยให้คลุมเครือเช่นนี้ กกต.เองนั่นแหละที่จะกลายเป็น "จำเลยสังคม" ที่ไม่มีวันหลุดพ้นจากตราบาปแห่งปี 69.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไม่นับใหม่ชลบุรี กกต.สอบ39เรื่อง
“กกต.” วุ่น! “ผู้สมัคร สส.-มวลชน” แห่จี้นับคะแนนใหม่หลายเขต “แสวง” โผล่กำชับ ผอ.เลือกตั้งทั่ว ปท. ทำความเข้าใจข้อสงสัย ปชช.
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ 'สุชาติ' ยินยอมให้นับคะแนนใหม่ ไม่ผูกมัด กกต.
ดร.ณัฏฐ์ สอนมวย กกต. ปมนับคะแนนใหม่ "บันทึกคัดค้าน" พยานสำคัญมีน้ำหนักมากกว่าพยานบุคคล ส่วน "สุชาติ" ทำหนังสือยินยอมให้นับใหม่ ไม่เป็นเหตุให้ กกต.นับคะแนนใหม่
'สุชาติ' เมินคำท้า 'ไอซ์ รักชนก' บอกไม่ให้ราคา อย่าไปจมปลักกับคนพวกนี้
"สุชาติ" ยื่น ประธานกกต. ยินดีนับคะแนนใหม่ เมินคำท้า "ไอซ์ รักชนก" บอกไม่ให้ราคา ขอมองข้าม อย่าไปจมปลักกับคนพวกนี้ ยันไม่มีการใช้อำนาจบ้านใหญ่
นายกฯหนู กำชับเจ้าหน้าที่ใช้ความละมุนละม่อม ดูแลม็อบ 'นับใหม่' มองเป็นสิทธิแต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ว่า ได้กำชับให้ฝ่ายปกครองและผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และตำรวจให้ช่วยกันดูแลสถานการณ์ และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
‘สุชาติ’ เขต 1 ชลบุรี โชว์สปิริตยินดีและเต็มใจให้นับคะแนนใหม่ภายใต้กฎหมาย
นายสุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัคร สส. เขต 1 จังหวัดชลบุรี พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า เรียน พี่น้องประชาชนที่เคารพทุกท่าน
นายอนุชา นาคาศัย ว่าที่ สส.ชัยนาท เขต 1 ยินดีให้มีการนับคะแนนใหม่เพื่อความโปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม
นายอนุชา กล่าวว่า “ตนจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากได้มีการนับคะแนนใหม่เกิดขึ้น เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนและเกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมกับทุกฝ่ายรวมทั้งตนเองด้วย

