เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ราคาน้ำมัน แต่กำลังลุกลามเป็นลูกโซ่ไปยังสินค้าและบริการทุกประเภท ทั้งค่าขนส่ง อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และของใช้ที่จำเป็น ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นตามต้นทุนพลังงาน จนประชาชนจำนวนมากรู้สึกเหมือน “ถูกปล้นซ้ำ” ในภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว
แม้รัฐบาลจะอธิบายว่ามาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบตลาดพลังงานโลก แต่ดูเหมือนว่าสังคมจะไม่รับคำอธิบายดังกล่าว เพราะปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ “การบริหารจัดการภายในประเทศ” ที่ล้มเหลวมากกว่า
ทั้งปัญหาน้ำมันขาดแคลน การรั่วไหลไปขายต่างประเทศ เพราะราคาถูกกว่า รวมถึงปรากฏการณ์ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมแห่มาซื้อหน้าปั๊ม แข่งกับประชาชนทั่วไป สะท้อนถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างที่รัฐบาลยังแก้ไม่ได้
ที่สำคัญคือตัวการใหญ่ หรือ “ไอ้โม่ง” ผู้กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ยังไม่ถูกจัดการอย่างจริงจัง แม้จะมีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ แต่กลับจับได้เพียงรายย่อย ไม่สามารถสาวไปถึงต้นตอได้ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาล ว่ากำลัง “เกรงใจนายทุน” หรือไม่?
ประเด็นนี้ถูกขยายในสภาฯ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ระหว่างการอภิปรายญัตติด่วนด้านพลังงาน โดยมีการเปิดเผยข้อมูลว่า จาก 6 โรงกลั่นในประเทศ มีถึง 5 แห่งที่รัฐถือหุ้นผ่านบริษัทจดทะเบียน และมีสถานีบริการน้ำมันกว่า 5,000 แห่ง แต่กลับไม่สามารถบริหารจัดการให้เพียงพอต่อความต้องการได้
ข้อเรียกร้องในสภาฯ จึงชัดเจนว่า รัฐบาลต้องไม่ผลักภาระให้ประชาชนฝ่ายเดียว แต่ต้องกระจายความรับผิดชอบไปยังภาคธุรกิจและรัฐเอง เช่น การลดภาษีสรรพสามิตลง 6 บาทต่อลิตร และจัดเก็บ “ค่าลาภลอย” จากผู้ได้ประโยชน์ 3 บาทต่อลิตร ที่นำน้ำมันในสต๊อกมาขายในราคาใหม่ เพื่อนำเข้าสู่กองทุนน้ำมัน
ในขณะเดียวกัน ภาคประชาชนก็เริ่มเคลื่อนไหวกดดันอย่างจริงจัง กลุ่มภาคประชาสังคม 14 องค์กร นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายธัชพงศ์ แกดำ ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ ทั้งยกเลิกภาษีน้ำมัน ลดค่าไฟ และควบคุมราคาสินค้า
ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนอื่นๆ เช่น กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน กองทัพธรรม เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ ร่วมหารือประเมินสถานการณ์ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่สถานีพีซทีวี เตรียมเสนอวาระต่อรัฐบาลใหม่ อาทิ การปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยกเลิก MOU 43-44
โดยนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. โพสต์ว่า "ประชุม ครม.นัดแรกของรัฐบาลอนุทิน 2 ใส่รองเท้าผ้าใบพร้อมกันหน้าทำเนียบฯ ยื่นข้อเสนอวาระประเทศไทยที่รัฐบาลต้องเร่งทำ และอะไรไม่ควรทำ"
ด้าน “จตุพร พรหมพันธุ์” วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน 9 ล้านเสียง และพรรคภูมิใจไทยได้ สส.มากถึง 192 เสียง กล้าแสดงภาวะผู้นำ กล้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน และจัดการกลุ่มทุนที่แสวงหากำไรเกินควร ซึ่งถูกมองว่าเป็นต้นตอของความไม่เป็นธรรมด้านราคา
แม้รัฐบาลจะเรียกประชุม ครม.พิเศษ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม เพื่อออกมาตรการเร่งด่วน หลังราคาน้ำมันขึ้น 6 บาท แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ มาตรการที่ออกมาจะ “พอ” หรือไม่ และจะกล้าชนกับกลุ่มทุนพลังงานหรือไม่
เพราะวิกฤตใหญ่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพยุงราคา แต่คือการฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน หากยังปล่อยให้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนเกิดซ้ำ แก้โครงสร้างพลังงานไม่ได้ และช่วยเหลือประชาชนได้ไม่เพียงพอ ขณะที่ “ไอ้โม่ง” และกลุ่มนายทุนยังลอยนวล
รัฐบาลก็อาจเผชิญแรงต้านจากนอกสภาฯ ที่รุนแรงยิ่งกว่าภายใน หลังขณะนี้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว พร้อมปัจจัยเสริมจากฝ่ายแคลนทางการเมืองเข้ามาซ้ำเติมวิกฤติ
เนื่องจากต่อให้มีเสียงข้างมากเกือบ 300 เสียงในสภาฯ และแรงหนุนทางการเมืองเต็มที่ ก็อาจ “อุ้มไม่อยู่” หากประชาชนหมดความอดทน
เพราะสุดท้ายแล้ว เสถียรภาพที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันที่เสียงในสภาฯ เท่านั้น แต่วัดกันที่ความเชื่อมั่นของประชาชนจะยอมให้บริหารประเทศบนความล้มเหลวต่อไปอีกนานแค่ไหน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อ.อัจฉราวดี' แนะ 'อนุทิน' พูดพอดีๆ มีสติให้มาก จะได้ไม่ต้องตามแก้ข่าว ปมยิงโจรในบ้าน
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ในฐานะโหวตเตอร์พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เห็นข่าวก็งงเหมือนกัน ทัวร์ลงสนั่น ประชาชนรู้สึกเอาใจโจร บางคอมเมนต์ "ให้คิดก่อนพูด"
ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"
เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์
นายกฯ ชมงานโอทอปศิลปาชีพ เป็นวันที่ 4 โดดขึ้นเวทีร้องเพลงร่วมกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–16 ส.ค.นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
เจ้าของร้านทอง วอนรัฐบาลทบทวนมาตรการห้ามพกปืน
ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เตรียมกำหนดมาตรการขั้นเด็ดขาดในการควบคุมอาวุธปืน และเตรียมเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่ ด้วยการสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระงับการต่อใบอนุญาตอาวุธปืนทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ป.3, ป.4 และ ป.12 จนกว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปลี่ยนแปลง เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนั้น
นายกฯ ร่ายยาว ควบคุมอาวุธปืน เพิ่มโทษรุนแรงขึ้น จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน
“อนุทิน” เร่งออกกม.ปืนใหม่รุนแรงขึ้น จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน ลั่นห้ามต่อใบอนุญาต ป.3 ป.4 ป.12 จนกว่าจะมีมติ ครม.เป็นอย่างอื่น พร้อมสั่งตรวจทำเนียบฯเข้ม คนใกล้ชิด-คนติดตาม ไม่ใช่ตำรวจปฎิบัติหน้าที่ห้ามพกปืน ไม่รู้ภรรยาครอบครองปืน ชี้ ยิงโจรในบ้าน กม.ไม่คุ้มครอง แนะทิ้งกระสุนใช้เป็นของโชว์ เผยตัวเองเคยมีปืนแต่หายไป ได้แจ้งความแล้ว บอก "ทำความดีไว้" หลังถูกถามทำบุญใหญ่ประเทศ
นายกฯ ยันไม่ก้าวก่ายโผทหาร ชี้เป็นอำนาจในสภากลาโหม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัว นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องนี้ตนยังไม่คิด

