
เพราะหากพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย จะทำให้ตัวเลขในสภาทะลุเกินครึ่ง เมื่อผสมกับพรรคเล็กอื่นๆ อีก ก็มีเสถียรภาพพอสมควร ความจำเป็นของพรรคกล้าธรรมยิ่งน้อยลงไป
พ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์มา 1 สัปดาห์พอดี แต่ควันหลงการลงคะแนนเลือกตั้งยังไม่จบ หนำซ้ำกลับยิ่งอลหม่าน เริ่มต้นจากกรณีเขต 1 ชลบุรี ที่มีมวลชนในนาม "นับใหม่" ไปเฝ้าหีบบัตรเรียกร้องให้ กกต.นับคะแนนใหม่ เนื่องจากพบสิ่งผิดปกติหลายประการ
เล่นเอาผู้ชนะในเขตดังกล่าวอย่าง "เสี่ยเฮ้ง" นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟิวส์ขาดจนต้องออกมาเซ็นยินดีให้ กกต.นับคะแนนใหม่ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และลดทอนกระแสที่ร้อนแรงต่อเนื่องตั้งแต่คืนนับคะแนน
กระทั่ง กกต.ออกมาแถลงยืนยันว่าจะไม่มีการนับคะแนนใหม่ในเขตนี้ แม้มวลชนจะอารมณ์ค้าง แต่กระแสจับจ้องเริ่มบางลง เพราะเมื่อ กกต.มีมติจึงยากที่จะเปลี่ยนแปลง
แต่ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกต่อทันที กรณีโลกออนไลน์ตั้งข้อสังเกตถึงบัตรเลือกตั้งที่พบว่ามีทั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดอยู่ในบัตรเลือกตั้ง เมื่อสแกนแล้วจะขึ้นข้อมูลเป็นรหัสเฉพาะตัว จนประชาชนมีความกังวลว่ารหัสดังกล่าวจะตรวจสอบไปถึงตัวของผู้ที่มาใช้สิทธิ
หลายฝ่ายที่อกหักในสนามเลือกตั้งกระโดดเข้าผสมโรงประเด็นนี้ทันที ตั้งคำถามตัวดังๆ เมื่อการลงคะแนน "ไม่เป็นความลับ" การเลือกตั้งเสี่ยงจะเป็น "โมฆะ" หรือไม่
และเป็นสเต็ปที่คาดการณ์ได้ เมื่อมีผู้ออกมาตีปี๊บ เตรียมจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
งานนี้ผู้ที่ต้องรับสหบาทาไปแบบปฏิเสธไม่ได้คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการเลือกตั้งทั้งหมด
จริงๆ เครดิต กกต.ติดลบเรื่องความน่าเชื่อถือเป็นทุนเดิมมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง โดยเฉพาะในสายตาของพรรคการเมือง ไม่ได้กุมอำนาจรัฐ เมื่อมีช่อง มีข้อสงสัย จึงกลายเป็น "ตำบลกระสุนตก" ตามที่คาดการณ์
แน่นอนการเลือกตั้ง ฝ่ายผิดหวังย่อมต้องมีข้อสงสัยและพบข้อพิรุธในตัวกรรมการตัดสินมากกว่าฝ่ายชนะเหมือนกับทุกๆ ครั้ง แต่ประเด็นสำคัญคือ "ความถูกต้อง" เหนือ "ถูกใจ"
แม้ กกต.จะยืนยันว่าทุกอย่างทำตามกฎหมาย แต่ปัญหาของ กกต.ตอนนี้ที่ยังดิ้นหลุดออกมาไม่ได้คือ "คำชี้แจง" ต่อข้อสงสัยต่างๆ มันไม่เคลียร์
มันไม่ต้องถึงขั้นว่า ทุกคนพอใจ แต่ต้องทำให้ส่วนใหญ่เข้าใจ ไม่เช่นนั้นจะเจอมหาข้อสงสัยออกมาอีกไม่รู้กี่เรื่อง
ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้มีผลทำให้การรับรองผลการเลือกตั้งอาจต้องใช้เวลาออกไปอีก จากเดิมที่อาจจะเร็วกว่านี้ ซึ่งตามกรอบกฎหมายมีระยะเวลา 60 วัน
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนความล่าช้าอาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อ "ผู้ชนะ" ในสนามเลือกตั้งอย่าง "พรรคภูมิใจไทย" ที่กวาด สส.ไปได้ถึง 193 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส.แบบแบ่งเขต 174 คน และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 19 คน
พวกเขายังเป็นรัฐบาลรักษาการ "เสี่ยหนู" นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทยยังอยู่บนคานอำนาจ
ตัวเลข 193 ที่นั่งของค่ายสีน้ำเงิน ไม่เพียงทำให้พวกเขามีสิทธิอันชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในฐานะพรรคอันดับ 1 แต่ยังทำให้ "แต้มต่อ" ทางการเมืองที่สูงลิ่วกว่าแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้ง 2 ครั้งก่อนหน้านี้
การเลือกตั้ง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ทั้งในปี 2562 และปี 2566 ผู้ชนะในสนามเลือกตั้งจะเดินเกมเร็วเพื่อทาบทามพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมรัฐบาล เพื่อทำให้จบโดยเร็ว
แต่ครั้งนี้ "พรรคภูมิใจไทย" ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขานั่งนิ่งอยู่ในที่ตั้ง ไม่ได้เดินไปเจรจาพาทีกับพรรคการเมืองอื่น แต่เป็นพรรคการเมืองอื่นที่ต้องเดินเข้ามาที่ทำการพรรคสีน้ำเงิน ริมถนนพหลโยธิน กทม.
ตัวเลขในมือของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในสถานะ "หล่อเลือกได้" ตรงกันข้ามกับตัวเลขที่พรรคการเมืองอื่นมี ที่ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเลือกว่าจะมาหรือไม่มา
"พรรคประชาชน" ในฐานะพรรคอันดับ 2 ยกธงหมอบให้พรรคอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคอันดับ 3 ลงมาต่างอยากร่วมรัฐบาลทั้งสิ้น แม้บางพรรคจะมีเงื่อนไขบางอย่างก็ตาม
และเมื่อพรรคอันดับ 3 ลงมามีความ "อยาก" เป็นฝ่ายรัฐบาล มันยิ่งเข้าทาง "ค่ายน้ำเงิน" ให้มีแต้มต่อในการเจรจาต่อรองตั้งรัฐบาลมากขึ้นไปอีก
"ครูใหญ่บุรีรัมย์" รู้จักเคมีของพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม พรรคอันดับ 3 และพรรคอันดับ 4 ดี สองพรรคนี้ไม่ได้ถูกดีไซน์มาให้เป็น "ฝ่ายค้าน"
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่ล้มเหลวในการเลือกตั้งครั้งนี้ กวาด สส.ได้ต่ำร้อย แกนนำที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงไม่ได้ทำการเมืองเพื่อเป็นฝ่ายค้าน แต่ต้องเป็นรัฐบาลทุกหน ยิ่งเที่ยวนี้หมดทรัพยากรไปเยอะ ยิ่งปฏิเสธการไปนั่งกัดก้อนเกลือกิน
หนำซ้ำหากปล่อยให้ตัวเองเป็นฝ่ายค้าน ภาวะเลือดไหลจะเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยอีกหน สส.หลายคนจะไหลไปฝั่งรัฐบาล
เช่นเดียวกับพรรคกล้าธรรม พวกเขาทำการเมืองเพื่อเป็นรัฐบาล เพื่อมาต่อยอดในสนามเลือกตั้ง และอาจจะเจอสภาวะเลือดไหลได้เฉกเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่านับตั้งแต่รู้ผลเลือกตั้ง รู้หน้าตักของแต่ละพรรค "พรรคภูมิใจไทย" ไม่ได้กระเสือกกระสนที่จะเร่งตั้งรัฐบาลแต่อย่างใด "เสี่ยหนู" ในฐานะหัวหน้าพรรค ทำตัวสโลว์ไลฟ์ ไม่ได้เร่งรีบ แถมบางจังหวะยังออกไปในแนวทางปั่นประสาท โดยเฉพาะเรื่องเฉดสี ทั้งการแต่งตัวและคำให้สัมภาษณ์
นาทีนี้คนที่อยู่ไม่สุขคือพรรคการเมืองต่างๆ ที่อยากร่วมรัฐบาล ที่ยังรอว่าเมื่อไหร่จะมีคำเชิญมาถึงตัวเอง ยิ่งมีกระแสข่าวลือ ข่าวปล่อยต่างๆ ออกมามากมายว่าจะไม่เอาพรรคนั้นพรรคนี้ ยิ่งทำให้ร้อนรน
และยิ่งดึงเวลาออกไปเรื่อยๆ "ค่ายน้ำเงิน" จะยิ่งได้เปรียบทางการเมือง เพราะ "อำนาจต่อรอง" ของพรรคเหล่านี้จะน้อยลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน
ยิ่งหากนับตัวเลขจากพรรคการเมืองที่แสดงความจำนงว่าพร้อมร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยแล้วมันมาก อาจทำให้ความต้องการและความจำเป็นน้อยลง แต้มต่อในการจะร้องขออะไรยิ่งน้อยลงไปด้วย
ความฉลาดเป็นกรดของ "ครูใหญ่บุรีรัมย์" ถูกสะท้อนผ่านการเดินเกมหลังปิดหีบเป็นต้นมา เริ่มจากการไม่รีบไปจีบพรรคใดก่อน แม้แต่พรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ที่ยังร่วมรัฐบาลปัจจุบันกันอยู่ก็ตาม แต่กลับอยู่นิ่งๆ
มีข่าวลือออกมาว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่เอาพรรคกล้าธรรม เพราะโกรธที่มาลงแข่งในบางเขตที่คุยกันไว้แล้ว วันรุ่งขึ้น "ธรรมนัส" ประกาศว่าตัวเองมี สส.ในมือ 80 คน ซึ่งมาจากพรรคตัวเองและพรรคเครือข่าย เสมือนส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมีพวกเขา
วันต่อมา ปรากฏภาพ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ สองพรรคขนาดเล็ก เข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย หลังได้รับการทาบทามเข้าร่วมรัฐบาล
การที่พรรคเล็กปรากฏตัวก่อนพรรคขนาดกลาง ไม่ต่างอะไรกับการบลัฟกลับ ร.อ.ธรรมนัส ที่ว่ามี สส.ในมือ 80 คน
ไม่เพียงเท่านั้น วันต่อมาพรรคภูมิใจไทยเชิญแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรค ไปพูดคุยเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล
แน่นอนอาจจะมีข้ออ้างว่าการเชิญพรรคเพื่อไทยมาคุย เพราะเป็นพรรคอันดับ 3 ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคภูมิใจไทยตั้งใจจะคุยทุกพรรคถึงการทำงานร่วมกันก่อน โดยพรรคประชาชนปฏิเสธไปแล้ว จึงเป็นคิวของพรรคสีแดง
แต่หลายคนมองว่ามันเป็นการสร้างแรงกดดันและลดอำนาจต่อรอง "พรรคกล้าธรรม" ของ ร.อ.ธรรมนัส โดยตรง
เพราะหากพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย จะทำให้ตัวเลขในสภาทะลุเกินครึ่ง เมื่อผสมกับพรรคเล็กอื่นๆ อีก ก็มีเสถียรภาพพอสมควร ความจำเป็นของพรรคกล้าธรรมยิ่งน้อยลงไป
พรรคเพื่อไทยมีจุดอ่อนคือ อำนาจต่อรองน้อย ข้อเรียกร้องอาจไม่มาก ขณะที่พรรคกล้าธรรมต้องการควบคุมกระทรวงเดิม โดยเฉพาะ "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์" ที่ ร.อ.ธรรมนัสนำมาใช้ต่อยอดจนสร้างเพาเวอร์ได้มาก
มีรายงานว่า "ค่ายน้ำเงิน" อยากได้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คืน เพื่อให้ทำงานสอดประสานกับกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ ที่พวกเขามี "มืออาชีพ" รอปั้นผลงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่คุมกระทรวงการคลังแน่นอน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่คุมกระทรวงพาณิชย์แน่นอน
แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นดังหัวใจของพรรคกล้าธรรม เกมนี้จึงเหมือนเป็นการบีบให้ ร.อ.ธรรมนัสคายออกมาหากจะไปด้วยกันต่อ
นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่า อาจจะมีการขอไม่ให้ ร.อ.ธรรมนัสนั่งรัฐมนตรีเอง เพื่อหวังให้หน้าตาของรัฐบาลชุดหน้าออกมาดี สังคมยอมรับ
หากข่าวลือเหล่านี้มีมูลความจริง พรรคกล้าธรรมต้องคิดหนักในสถานะที่แต้มต่อรองน้อยลงเรื่อยๆ
ยิ่ง "ค่ายน้ำเงิน" เชิญพรรคเพื่อไทยมา ความสำคัญของพรรคกล้าธรรมก็ลดหลั่นลงไปเยอะ
หมากกระดานนี้ "ค่ายน้ำเงิน" คือ "คนคุมเกม" คือคนเลือก ไม่ต่างอะไรกับการช็อปสินค้า ของดี ของถูก ย่อมเตะตากว่าสินค้าตัวอื่น
และต่อให้สุดท้ายมาทั้งหมดทุกพรรค ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม แต่ก็ต้องยอมอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่ "พรรคภูมิใจไทย" สร้างให้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กกต. ย้ำ บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ไม่กระทบหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับ
กกต. ยันอีกรอบ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่กระทบหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรธน.
“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน
ประกาศิต 'เสี่ยหนู' สั่งลูกพรรคภูมิใจไทย ห้ามตั้งก๊กแบ่งก๊วน มีมุ้งเดียวคือ 'มุ้งอนุทิน'
"อนุทิน" บอกประชุม ว่าที่ 193 สส. ภท. เรียบร้อยดี สั่งห้ามมีมุ้ง-ก๊วน ต้องรักษาอัตลักษณ์-เอกภาพหนึ่งเดียวคือ"มุ้งอนุทิน" เตือนเคลียร์เรื่องหุ้น-สัมปทาน หวั่นตกม้าตาย- ตายน้ำตื้น ยันเดินหน้าทันทีคนละครึ่งเฟส 2 ส่วนเรื่องตั้งรัฐบาลยังไม่ต่อรองเก้าอี้ รมต. รอตัวเลขสุดท้าย ยันฟังเสียงประชาชนเอาพรรคทุนเทาร่วมหรือไม่
'ยศชนัน' แจงหายไป 3 วัน เพราะป่วยหนัก ยันไม่มีทางถอดใจ เดินหน้าต่อทุกบทบาทหน้าที่
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ว่า ช่วงหลังเลือกตั้งที่หายไปตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา เนื่องจากมีอาการป่วย ซึ่งตนไม่เคยป่วยหนักขนาดนี้มาก่อน
'อนุทิน' ประชุมว่าที่ สส.ภูมิใจไทย ยก 'สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ' 3 แม่ครัว ช่วยพรรคเติบโตขึ้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน การประชุมว่าที่สส.พรรคภูมิใจไทย หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ
ภูมิใจไทยคึกคัก! เปิดตัว '3 พรรคเล็ก' หนุน 'อนุทิน' นั่งนายกฯ
ภูมิใจไทย คึกคักว่าที่ส.ส. ตบเท้าเข้าประชุม 3 พรรคเล็ก เศรษฐกิจ-ประชาธิปไตยใหม่-ใหม่ ประกาศ หนุน อนุทิน นั่งนายกฯ ส่วน พปชร. อยู่ระหว่างเจรจา

