"บัตรเปลี่ยน-ศรัทธาคลอน" บททดสอบความโปร่งใสของ "กกต."

หากจะย้อนรอยดรามาการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดในรอบสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นพื้นที่ “เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร (คันนายาว)” ซึ่งกลายเป็นจุดโฟกัสระดับประเทศเพียงชั่วข้ามคืน จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากความขัดแย้งของตัวบุคคล หรือการหาเสียงที่ดุเดือด แต่กลับมาจากเหตุปัจจัยทางธรรมชาติอย่างพายุฝนฟ้าคะนองที่โหมกระหน่ำเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 จนทำให้หีบบัตรเลือกตั้งในหน่วยที่ 9 ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

 ส่งผลให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติประกาศให้มีการ “ออกเสียงลงคะแนนใหม่” ในวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ยุติธรรม ทว่าสิ่งที่ควรจะเป็นการเยียวยากระบวนการประชาธิปไตยให้กลับมาสมบูรณ์ กลับกลายเป็นประเด็นแห่ง “ความไม่ไว้ใจ” ครั้งใหญ่ เมื่อประชาชนผู้ไปใช้สิทธิพบว่า “บัตรเลือกตั้ง” ในมือนั้นมีหน้าตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความคลางแคลงใจเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. เมื่อบรรดาผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากภาคประชาชนและตัวแทนพรรคการเมืองได้เข้าไปตรวจสอบความเรียบร้อย และพบว่าบัตรเลือกตั้งที่นำมาใช้ในครั้งนี้มีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างจากบัตรที่ใช้ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 8 ก.พ.อย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นที่ถูกจับจ้องมากที่สุดคือ การหายไปของ "หมายเลขชุดและรหัสเล่ม" ซึ่งตามปกติจะต้องปรากฏเด่นชัดอยู่บนต้นขั้วบัตรและตัวบัตรเลือกตั้ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบความถูกต้อง ความต่อเนื่องของจำนวนบัตร และป้องกันการทุจริตในรูปแบบบัตรเขย่ง แต่ในสมรภูมิคันนายาวครั้งนี้ รหัสที่เป็นเสมือนใบเบิกทางแห่งความโปร่งใสกลับอันตรธานหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่สร้างคำถามตามมามากมาย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ “พรรคประชาชน” ภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ออกมาเคลื่อนไหวและตีประเด็นนี้อย่างจริงจัง โดยระบุว่ากรณีนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง นายณัฐพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่านี่คือหลักฐานที่ชี้ชัดว่า กกต.ตัดสินใจเปลี่ยนแบบพิมพ์บัตรใหม่ทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วบัตรเลือกตั้งแบบเดิมยังมีเหลืออยู่ในคลังระดับหลายล้านใบ แต่กลับไม่ถูกหยิบออกมาใช้

การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนการยอมรับโดยนัยจาก กกต.เองว่า บัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา อาจมีปัญหาบางประการ จนต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกะทันหันในการลงคะแนนใหม่ครั้งนี้

หัวหน้าพรรคประชาชนยังได้ส่งเสียงเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่าขณะนี้มีหลายคดีที่กำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะต้องส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ศาลปกครอง

โดยพรรคประชาชนยืนยันว่า จะเอาหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และมีการเตรียมยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขณะที่ภาคประชาสังคมเองก็ได้เริ่มขยับเขยื้อนร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อกดดันให้มีการชี้แจงความโปร่งใสในเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด

ในมุมมองทางนิติศาสตร์ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์นี้ว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบบัตรเลือกตั้งในลักษณะนี้เสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นไปโดย “ตรงและลับ

การที่บัตรเลือกตั้งมีตำหนิ หรือมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากบัตรมาตรฐานทั่วไป อาจถูกตีความได้ว่าเป็นเครื่องมือในการระบุตัวตนผู้ลงคะแนน หากมีการพิสูจน์ได้ว่าบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรนั้นมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลลำดับผู้มาใช้สิทธิไว้จริง ความเป็นความลับของการลงคะแนนย่อมสูญสิ้นไป และอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกร้องเรียนให้เป็นโมฆะได้ในที่สุด

ขณะที่กระแสความกังวลลามทุ่งไปทั่วโลกออนไลน์และสังคมวงกว้าง ทางฟากสำนักงาน กกต.กลับยังคงท่าทีที่เงียบสงบและไม่มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการต่อกรณีนี้อย่างทันท่วงที มีเพียงการให้ข้อมูลผ่านแหล่งข่าววงในระบุสั้นๆ ว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ โดยมีการอ้างถึง "ระเบียบ กกต." แต่กลับไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นระเบียบข้อใด ทำให้เกิดสุญญากาศทางข้อมูลที่ยิ่งกระพือไฟแห่งความสงสัยให้ลุกโชนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงจากการตั้งข้อสังเกตของ ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้โพสต์ข้อความระบุถึง "ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2566 ข้อ 129" ซึ่งมีใจความสำคัญว่า บัตรเลือกตั้งให้ใช้กระดาษที่มีขนาดกว้างยาวตามความจำเป็น และคณะกรรมการอาจกำหนดให้มีรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เพื่อประโยชน์ในการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ซึ่งข้อความนี้อาจจะถูกหยิบไปใช้อ้างอิงในการแก้ต่าง

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ยังอึมครึม กกต.ยังเลือกใช้วิธี “นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว” และยังคงปิดปากเงียบไม่มีการอธิบายถึงประเด็นความปลอดภัยของบาร์โค้ดอย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงการส่งเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการออกมาให้ข้อมูลในลักษณะที่ว่าเป็นไปตามระเบียบที่วางไว้เท่านั้น

 การนิ่งเฉยในสภาวะที่สังคมต้องการคำตอบเปรียบเสมือนการเติมฟืนเข้ากองไฟแห่งความระแวง หาก กกต.ยังไม่สามารถแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ว่าบาร์โค้ดปริศนานั้น “ไม่มีนัยแอบแฝง" ที่จะระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิ

 กระนั้นการเลือกตั้งใหม่ที่คันนายาวอาจจะไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการหาผู้ชนะ แต่มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายและมาตรฐานการทำงานขององค์กรอิสระแห่งนี้

บทสรุปของเหตุการณ์ที่คันนายาวจึงไม่ใช่แค่เรื่องความผิดพลาดในกระบวนการพิมพ์บัตร หรือความเสียหายจากพายุฝน แต่มันคือการทดสอบบรรทัดฐานความโปร่งใสขององค์กรอิสระในยุคดิจิทัล จากการที่บัตรเลือกตั้งไร้รหัสตัวเลข แต่มีบาร์โค้ดปรากฏขึ้นแทน ที่สำคัญคือ “เสียงของประชาชน” อาจไม่มีหลักประกันเรื่องความปลอดภัยอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการตรวจสอบที่เข้มข้น มีข้อควรระวังสำหรับประชาชนและผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วเพื่อนำไปเผยแพร่ว่าเลือกใครนั้น ถือเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน และการโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ไม่ว่าจะแพลตฟอร์มใด ล้วนเป็นหลักฐานมัดตัวที่อาจนำไปสู่โทษทางอาญาได้

นอกจากนี้ ในประเด็นของรหัสที่มองไม่เห็นนั้น การที่เราไม่เห็นเลขรหัสในจุดเดิม ไม่ได้แปลว่าบัตรใบนั้นไม่มีรหัส แต่อาจจะถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งอื่นหรือใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตรวจสอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีหน้าที่ในการวางบัตรให้ประชาชนตรวจดูรหัสอย่างใกล้ชิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ 

สุดท้ายนี้ บทพิสูจน์ความจริงจะปรากฏในไม่ช้าว่า กกต. จะสามารถกู้คืนศรัทธาที่พังทลายลงไปพร้อมกับรหัสรันนิ่งที่หายไปได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้บาร์โค้ดปริศนานี้ฉุดกระชากความเชื่อมั่นของทั้งองค์กรให้จมดิ่งลงไปสู่ความขัดแย้งทางกฎหมายในชั้นศาล

 เพราะในระบอบประชาธิปไตย ความลับของการลงคะแนนคืออำนาจสูงสุดของประชาชน แต่ความโปร่งใสของกระบวนการคือหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของรัฐที่ต้องทำให้ประจักษ์ชัด ไม่ใช่สร้างเงื่อนงำให้น่าระแวงสงสัยเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ปริญญา' จี้ถาม กกต.ทำลายบัตรเลือกตั้งถูกระเบียบหรือไม่

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul พร้อมภาพข่าว  [ กางระเบียบเลือกตั้งเกี่ยวกับการทำลายบัตรเลือกตั้ง: บัตรเลือกตั้งที่เหลือทำลายหมดแล้ว จึงต้องพิมพ์ใหม่ ถูกระเบียบหรือไม่? ]

ดีลแค้นโค่น ‘น้ำเงิน’ ทฤษฎีที่ ‘ยาก’ ปฏิบัติ

การที่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ดึงเกมจัดตั้งรัฐบาล ด้วยการทำตัวไม่ชัดเจนว่าจะเอา ‘พรรคกล้าธรรม’ ร่วมรัฐนาวาหรือไม่ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘น้ำเงิน’ กับ ‘เขียว’ พันธมิตรรัฐบาลเสียงข้างน้อย ดูห่างเหินกันมากขึ้นเรื่อยๆ

สูตร'คนนอก'เติมความนิยม'สีน้ำเงิน' ใบเหลือง'กล้าธรรม'เดินเกมแรง

การอ่านเกมการเมืองของพรรคภูมิใจภายใต้หลักคิดที่เป็น คณิตศาสตร์ รวมถึงสภาวะแวดล้อมการเมืองแบบไทยๆ ที่เป็นอยู่ ทำให้การวางกลยุทธ์ในการเลือกตั้งยืนอยู่บ

สว.สีน้ำเงินโหวต2กกต. ข้อมูลลับ"ป.ป.ช."อาจทำสะดุด!

ขณะที่บทบาทการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการบริหารจัดการเลือกตั้ง กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก จน กกต.และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.ต้องแอ่นอกรับกระสุนตกจากทุกทิศทาง โดยมีงานสำคัญที่ต้องเคลียร์ให้จบตามไทม์ไลน์คือ การรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เพื่อนำไปสู่การเปิดประชุมสภาฯ โหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และโหวตนายกรัฐมนตรี