การเดินเกมของ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในเวทีนานาชาตินั้น ถือเป็นโมเดลเดิมที่กัมพูชาเคยใช้ได้ผลมาแล้ว เมื่อช่วงของการสู้รบเมื่อปี 2554 ในขณะนั้น สมเด็จฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี “ฮอ นัมฮง” รมว.ต่างประเทศ เดินสายไปฟ้องนานาชาติสร้างความชอบธรรม และเรียกร้องความเห็นใจจากเวทีโลก เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายในการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาในศาลโลก
ในครั้งนี้ “ฮุน มาเนต” ได้ประสานไปยังประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อขอข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ และข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่ง “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย จะได้ติดตามว่าเอกสารดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปมประเด็นใด อย่างน้อยเพื่อใช้เป็นข้อมูลเตรียมรับมือในสนามรบด้านการทูตที่กัมพูชารุกหนัก
ไม่เท่านั้น “ฮุน มาเนต” ยังให้สัมภาษณ์ “รอยเตอร์” กล่าวหาไทยยึดครองดินแดนกัมพูชาอยู่ พร้อมทั้งได้ติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนาม ส่งผลให้ผู้พลัดถิ่นราว 80,000 คน ไม่สามารถกลับบ้านได้ พร้อมเรียกร้องให้ไทยเปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการชายแดนกัมพูชา-ไทย (JBC) เริ่มดำเนินการแก้ไขข้อพิพาทชายแดน
ท่าทีของ “ผู้นำกัมพูชา” ในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการ “แสวงหาพันธมิตร” ด้วยการเรียกร้องความเห็นใจ หลังจากการสู้รบระลอกที่ 2 ได้สร้างความบอบช้ำหนักให้กับ “ระบอบฮุน” อย่างหนัก เพราะ “มหาอำนาจ” ทั้งจีนและสหรัฐ ต่างวางท่าทีไม่แทรกแซง หรือหนุนหลัง
แถมมหาอำนาจเหล่านั้นยังร่วมมือกับไทยในการ “ทลายแก๊งสแกมเมอร์” แหล่งขุมทรัพย์ของระบอบฮุน เซน ในห้วงที่ผ่านมา และเป็นท่อน้ำเลี้ยงในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพกัมพูชา โดยมี “จีนเทา” เป็นสปอนเซอร์หลัก ร่วมผนึกกำลังรักษาฐานที่มั่นหลอกลวง โดยมีเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล ซึ่งประชากรในหลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการกระทำของแก๊งดังกล่าวที่ใช้กัมพูชาเป็นฐานที่มั่น
จากหลักฐานเชิงประจักษ์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของฝ่ายไทยได้นำคณะสื่อไทยและต่างชาติ รวมไปถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงของชาติมหาอำนาจ ลงพื้นที่สำรวจ “กาสิโน” ช่องจอม-โอร์เสม็ด จ.สุรินทร์ ซึ่งทหารไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่จากการสู้รบระลอกที่ 2 ทำให้เห็นถึงอาณาจักรแห่งการหลอกลวง จัดฉาก ของแก๊งดังกล่าว ที่ตั้งอยู่ในอาคารของ “นายทุน-นักธุรกิจ” กัมพูชา
ในสัปดาห์หน้า เวทีการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส รมว.การต่างประเทศของไทย จะกล่าวถ้อยแถลงเรื่องกระบวนการออนไลน์สแกม จากมุมมองของนักสิทธิมนุษยชน การตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงทางการเงิน การบังคับใช้แรงงาน การลิดรอนเสรีภาพความรุนแรงทางจิตใจ และการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบด้านสังคม เศรษฐกิจ ต่อประเทศต่างๆ จำนวนมาก รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พร้อมทั้งไปแสดงวิสัยทัศน์ จากที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างประเทศ ว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลก เพื่อต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เมื่อเดือนธันวาคม 2568 รวมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งไทยมีความคิดก้าวหน้าในหลายด้าน ในโอกาสที่ไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วาระ 2025-2027 ด้วย
ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านมืดของกัมพูชา ที่ถูกขนานนามไปทั่วโลกว่าเป็นประเทศ “สแกมโบเดีย” รังของ “อาชญากรหลอกลวง”
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตามองว่า “ฮุน มาเนต” จะนำประเด็นที่ให้สัมภาษณ์กล่าวหาไทยเรื่องการยึดครองดินแดนกัมพูชาไปโจมตีไทยในเวทีดังกล่าวหรือไม่ ซึ่ง รมว.การต่างประเทศของไทย ก็มีข้อมูลหลักฐานในการยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของไทยมาตั้งแต่ต้น แต่ในช่วงกัมพูชาประสบปัญหาสงครามกลางเมือง ไทยเคยให้เขมรพลัดถิ่นเข้ามาพักอาศัย ตามหลักของการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม แต่เมื่อสงครามจบ ชาวกัมพูชาไม่ยอมกลับ ปักหลัก ตั้งถิ่นฐาน โดยเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายกัมพูชาไม่เข้ามาจัดการปัญหา ทำให้ไทยต้องประท้วงมาโดยตลอด
ในขณะที่กองทัพบกก็ออกคำชี้แจงคำสัมภาษณ์ของ “ฮุน มาเนต” ที่ออกมาโจมตีไทยเรื่องการวางลวดหนาม ตู้คอนเทรนเนอร์นั้น ไม่ใช่เป็นการยึดครองดินแดน แต่เป็นการสถาปนาความปลอดภัยหลังการสู้รบ และเป็นไปตามข้อ 2 ของ Joint Statement ซึ่ง “ไทย-กัมพูชา” ลงนามหยุดยิง โดยระบุว่า ฝ่ายใดอยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น การเจรจาเรื่องเขตแดนจะดำเนินต่อไปภายใต้กลไกของ JBC ซึ่งไทยต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศก่อน
ในสถานการณ์ที่เข้าสู่โหมดของการประลองกำลังด้านการทูต ซึ่งในอดีตถือเป็นเกมถนัดของกัมพูชามาอย่างต่อเนื่อง เพราะเคยมีมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์ร่วมหนุนหลัง แต่ในครั้งนี้ทิศทางการเมือง การต่างประเทศ และความมั่นคงของไทยมีความเป็นเอกภาพ และเดินไปในทางเดียวกัน “เมื่อกัมพูชาเดินเกมในเวทีนานาชาติ เรียกร้องความเห็นใจอย่างที่เคยทำมา ไทยก็ไม่จำเป็นต้องไปเล่นตามเกมถนัดของกัมพูชาอีกต่อไป
แต่หันไปเดินเกมรุกในเรื่อง “สแกมเมอร์” ชี้ให้เห็นชัดถึงหลักฐานที่ตรวจพบ เพื่อเปิดแผลให้นานาชาติได้เห็นว่า ได้สร้างความเสียหายขนาดไหน และผลกระทบที่มีต่อประชากรในประเทศต่างๆ ขยายวงไปในระดับใด รวมไปถึงการกำหนดแนวทางในการฟ้องร้องดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในช่วงของ “ศึกการทูต” แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ว่า การเผชิญหน้าด้วยกำลังทหารจะไม่เกิดขึ้น เพราะปัจจัยบ่งชี้ก็ยังมีสัญญาณเตือนอยู่เป็นระยะ ทั้งการที่กัมพูชาเผาป่าในพื้นที่ชายแดนหวังก่อกวน ปิดบังการปรับกำลัง เสริมสร้าง สะสมกำลังฝ่ายตัวเอง การซื้ออาวุธจากประเทศต่างๆ ที่มีบริษัทผู้ผลิตพร้อมขาย ยังพบข้อมูลด้านข่าวกรองที่มีการส่งมอบกันอยู่เนืองๆ
ส่วนการเสริมสร้าง สถาปนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง เช่น ถนน คูเลต บังเกอร์ ทั้ง 2 ฝ่ายยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ยังไม่นับปัจจัยทางด้านการเมือง ภายใต้การนำของรัฐบาลใหม่ ซึ่งน่าจะมี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ อีกสมัย กับ “ฮุน มาเนต” จะมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองและเรื่องเขตแดนอย่างที่แข็งกร้าวทั้ง 2 ฝ่าย
ยิ่งเมื่อ “ธงนำ” ของรัฐบาลใหม่ของไทย คือ การประกาศยกเลิก MOU 44 ไปแล้ว พร้อมย้ำเจตนารมณ์ในเรื่องอธิปไตยแห่งดินแดนเป็นสำคัญ โอกาสที่จะเดินไปสู่การปะทะรอบใหม่จึงยังไม่หมดไป
การเผชิญหน้าในเวทีนานาชาติครั้งนี้ จึงถือเป็นการชิมลางและดูทิศทางของกัมพูชาว่าจะมาไม้ไหนกันแน่ หลังจากที่ไทยตอกลิ่มปม “สแกมเมอร์” และล้มกระดานแบ่งเค้ก “ขุมทรัพย์อ่าวไทย” นำร่องไปแล้ว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เคสไอ้ป๋อง'บทเรียนราคาแพงยุติธรรมไทย ฆาตกรพ้นคุกแต่สังคมรับเคราะห์
คดีฝังดิน 5 ศพ ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มีผู้ต้องหาคนสำคัญคือ นายฑณา เกิดทอง หรือ "ไอ้ป๋อง" อายุ 43 ปี
ปัจจัย ‘ภายใน-ภายนอก’ เร้ากระแสข่าวปรับครม.
กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาเป็นระยะ ทั้งที่ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งจะทำงานมาได้ 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบรัฐบาลในอดีต ที่อย่างเร็วที่สุดจะปรับกันทุก 6 เดือน หรือครึ่งปี
โผมท.-คลองหลอดฝุ่นตลบ สิงห์น้ำเงินผงาด แต่ไม่ยกแผง
ปกติการจัดทัพ-ทำโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซี 10 ของกระทรวงมหาดไทย ทั้ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย-อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้รับความสนใจจากแวดวงการเมืองพอสมควร ไม่แพ้โผทหาร-โผตำรวจ ยิ่งในช่วงการเมืองพีกๆ เช่น จะมีการเลือกตั้งใหญ่ หรือการเมืองแรงๆ มีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจการเมือง โผมหาดไทยก็จะอยู่ในความสนใจของแวดวงการเมืองตามไปด้วย
ไร้ดีลลับแดงเขียวโมนาโก ระวังน้ำเงินสวนคืนเขี่ยพท.
เสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินในวันนี้ ไม่ได้ถูกท้าทายจากตัวเลขเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกทดสอบผ่าน “สงครามข่าวลือ” และความพยายามสร้างภาพความแตกแยกภายในเครือข่ายอำนาจของพรรคภูมิใจไทย
ดับฝันเกมเสี้ยม"2น.1พ." “ธรรมนัส"ปิดตาย'ดีลโมนาโก'
ด้วยเสถียรภาพและองคาพยพของ ระบอบสีน้ำเงิน ที่มีความเข้มแข็ง ช่องทางของฝ่ายตรงข้ามที่จะสั่นคลอนรัฐบาลอนุทินได้ก็คือการทำลายความเชื่อถือต่างๆ รวมถึงเสี้ยมให้เกิดความแตกแยก ดังที่เกิดขึ้นในยุค 3 ป. แห่งบูรพาพยัคฆ์ ที่เกิดความขัดแย้ง แย่งชิงอำนาจ ระหว่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
“กกต.”อยู่ระหว่างเขาควาย ถูกบีบเลือก"เส้นทางรอด"
คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายที่ต้องวัดใจ เพราะนับตั้งแต่จบการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ข้อครหาเรื่องขบวนการจัดตั้ง การเดินสายจองห้องพักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การแจกตั๋วเครื่องบิน ตลอดจนตารางโพยลงคะแนน ได้กลายเป็นของติดตัว สว.ชุดปัจจุบันสัดส่วนเกินครึ่งสภา หรือที่เรียกกันติดปากว่า "สว.สีน้ำเงิน"

