ส่อง“แผนอพยพ”ระลอกแรก รับมือแรงเหวี่ยงจากผล“สงคราม”

ผลกระทบต่อไทยจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลางอย่างดุเดือดในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ไม่เฉพาะเป้าหมายทางด้านการทหาร แต่แผ่ขยายไปสู่พื้นที่พลเรือน เศรษฐกิจ และศูนย์กลางการท่องเที่ยว

ประเด็นหลักๆ ที่คนไทยและประเทศไทยต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย ได้แก่ 1.ราคาน้ำมัน และพลังงาน 2.คนไทยและแรงงานไทยที่พำนักอยู่ในตะวันออกกลาง 3.ความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค 4.ผลกระทบที่อาจเกิดจากการตอบโต้กลุ่มเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับอิสราเอลและสหรัฐในรูปแบบของการก่อการร้าย

ประเด็นแรก จากกรณี “อิหร่าน” ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางหลักในการลำเลียงน้ำมันไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ของโลกนั้น เพียงแค่เริ่มก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ในประเทศไทยในชั่วข้ามคืน

 หากรัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานควบคุมไม่ดีพอ ทั้งในเรื่องของการปรับราคา และการให้ข้อมูลข่าวสารต่อสังคม ก็อาจสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน หรือผู้ประกอบการที่จะแห่กักตุนกันจนกลายเป็นความชุลมุน

แม้จะมีการชี้แจงข้อมูลปริมาณสำรองน้ำมันว่า สามารถยืนระยะได้ประมาณ 2 เดือน ในกรณีที่ไม่มีน้ำมันดิบเข้ามาเติม โดยกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกมาตรการและแนวทางในการรับมืออย่างเร่งด่วน พร้อมชี้แจงถึงแหล่งน้ำมันอื่นที่ไทยรับซื้อ ไม่ใช่แค่เฉพาะในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ในทางจิตวิทยาคนในสังคมก็ไม่มั่นใจ และหวั่นเกรงว่าน้ำมันจะขาดตลาด และราคาพุ่งสูงขึ้น

แรงสั่นสะเทือนในเรื่องดังกล่าวมีผลไม่น้อยต่อ “ตลาดพลังงาน” ซึ่งเชื่อว่าฝ่ายตรงข้าม “อิหร่าน” กำลังหายุทธวิธีในการเข้าควบคุมเส้นทางลำเลียงดังกล่าวให้ได้เร็วที่สุด

ในประเด็นเรื่องความปลอดภัยของคนไทยและแรงงานที่พำนักใน “ตะวันออกกลาง” นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับฟังข้อมูลจาก “วอร์รูม” ของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่ง “รมว.การต่างประเทศ” สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นประธาน ได้รายงานถึงแนวทางในการอพยพคนไทยออกนอกพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะประเทศอิหร่าน ซึ่งถูกโจมตีหนัก 

ขณะที่ นางอุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา รายงานว่า สถานการณ์สู้รบล่าสุดจากการหาข้อมูลในพื้นที่ และสื่อแต่ละประเทศรายงาน โดยประเมินสถานการณ์ว่าน่าจะยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อยกว่า 4 สัปดาห์ และมีแนวโน้มที่สหรัฐอเมริกาจะยกระดับความขัดแย้งขึ้นอีก และพบว่ามีการเข้าไปโจมตีอย่างต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเตหะราน โดยมีเป้าหมายยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รวมไปถึงเป้าหมายทางพลเรือนด้วย

"ในพื้นที่อิหร่านสามารถใช้คำว่าอพยพได้แล้ว ขณะที่พื้นที่อื่นถือเป็นการอำนวยความสะดวก สำหรับสถานทูตไทยในอิหร่านมีเจ้าหน้าที่ราว 10 คน ซึ่งถือว่าอยู่ในพื้นที่เป้าหมายของการโจมตี โดยยืนยันว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบ และเชื่อว่าสถานทูตมีความระมัดระวัง แต่ไม่สามารถที่จะคาดเดาสถานการณ์ได้ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และต้องดูความจำเป็นก่อนว่าจะต้องอพยพเจ้าหน้าที่หรือไม่ หากภารกิจในการอพยพคนไทยออกมาหมดแล้วก็อยากให้ได้ออกมาทุกคน และการอพยพเบื้องต้นจะให้เดินทางไปยังประเทศตุรกีก่อน เพื่อตรวจสอบสายการบินที่ให้บริการ หรืออาจจะเช่าเครื่องบินเหมาลำจากอิยิปต์เข้าไปรับ" อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกากล่าว

จากข้อมูลล่าสุด พบว่ามีคนไทยพำนักอยู่ในประเทศอิหร่าน ประมาณ 250-300 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาในเมืองเตหะราน รวมถึงคนไทยที่ไปประกอบอาชีพในเมืองต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง

หากดูจาก “แผนอพยพเดิม” ซึ่งสถานทูตไทยประจำกรุงเตหะราน และกองบัญชาการกองทัพไทย เคยดำเนินการเมื่อเดือน มิ.ย. ปี 2568 หลัง “สหรัฐ” โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง คาดว่าจะใช้เส้นทางรถยนต์อพยพมาที่ชายแดนตุรกี ผ่านด่านคาร์บิคอย (Kabikoy) หรือด่านใกล้เคียงอีก 2 ด่าน และมาพักคอยที่เมืองวาน (Van) ก่อนเข้าสู่เมืองอิสตันบูล และขึ้นเครื่องบินเช่าเหมาลำกลับประเทศ

สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ท่าทีของประเทศต่างๆ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศกร้าวถึงการเดินไปสู่ชัยชนะ โดยไม่คำนึงถึง “กฎการใช้กำลัง”

ท่าทีเช่นนี้ถูกมองว่าสั่นคลอนต่อกรอบการตัดสินใจการใช้ “กำลังทหาร” ในพื้นที่ความขัดแย้งและเผชิญหน้าทั่วโลก ซึ่งท่าทีดังกล่าวยังส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคมีความอ่อนไหว และขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันมากขึ้น

เมื่อมองถึง “จุดยืน” ของไทย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพไทย ได้ออกแถลงการณ์ย้ำชัดถึง “ความเป็นกลาง” และเน้นย้ำแนวทางการเจรจาเพื่อหาทางออกจากปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งความสัมพันธ์ของไทยกับอิสราเอล ไทยมีทั้งช่องทางการทูต และความร่วมมือทางด้านการทหาร

 ส่วนอิหร่านนั้นมีความสัมพันธ์ในแง่การทูตและวัฒนธรรมที่มีความยาวนานหลายร้อยปี โดยประชากรของ 2 เชื้อชาติที่พำนักอยู่ในไทยก็มีจำนวนไม่น้อย

 แต่ในผลพวงของสงครามที่เกิดขึ้นใน “ตะวันออกกลาง” ทั้งในกรณี “ปิดเกมเร็ว” หรือ “ลากยาว” แต่สุดท้ายปลายทางคือความเสี่ยงของโลก ต้องอยู่ในสถานการณ์ความหวาดระแวงจากเหตุก่อการร้ายของกลุ่มติดอาวุธ ที่เป็นพันธมิตรในเชิงอุดมการณ์และความเชื่อทางศาสนา ที่ซ้อนทับอยู่ในรัฐต่างๆ จะปฏิบัติการเอาคืนกับ “ศัตรู” ที่เป็นพลเมืองคู่ขัดแย้ง

พื้นที่ของประเทศไทยก็คงไม่ได้รับการยกเว้น เพราะสภาวะแวดล้อมที่มีความหลากหลายของทุกเชื้อชาติ กฎหมายและระเบียบที่ไม่ได้เข้มข้นในเรื่องของการเข้า-ออกประเทศ โดยเฉพาะในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 เป็นต้นมา การเติบโตของชุมชนชาวยิว ในพื้นที่ “ท่องเที่ยวยอดนิยม” เช่น ปาย หรือเกาะพะงัน อาจกลายเป็นจุดเปราะบาง และต้องเฝ้าระวังมากขึ้น

เพราะเหตุการณ์ในอดีต เช่น กรณีรถบรรทุก “ซีโฟร์” เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนใกล้กับสถานทูตอิสราเอล ย่านชิดลม เมื่อปี 2537 ภายหลังปรากฏว่ามีการบรรทุกระเบิด C4 ปริมาณมาก พร้อมทั้งปุ๋ยยูเรีย คาดการณ์อานุภาพทำลายล้าง 7 กิโลเมตร เป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองของไทยคงต้องเฝ้าระวัง และติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ที่เคลื่อนไหวในทุกภูมิภาคทั่วโลกอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่คนไทยต้องตระหนักต่อจากนี้คือ การติดตามข้อมูลข่าวสารด้วยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน กลั่นกรองข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมเตรียมแผนรับมือในการใช้ชีวิตบนโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ ยันมีน้ำมันสำรองเพียงพอ พรุ่งนี้เรียก 'พลังงาน-พาณิชย์' ถกตรึงราคา

นายกฯ ลั่น "ไทยแลนด์เฟิร์ส" ดูแลคนไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง เตรียมทุกออฟชั่นนำคนไทยในอิหร่าน 300 ชีวิตกลับไทย รวมถึงในประเทศอื่นๆที่ได้รับผลกระทบด้วย เผย ล่าสุดขวัญกำลังใจยังดี ยัน น้ำมันสำรองเพียงพอไม่ถึงขั้นวิกฤต พรุ่งนี้เรียก “พลังงาน - พาณิชย์” หารือตรึงราคา หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

'อนุทิน' ยันไม่ได้พูด ไม่นั่งควบ 'กลาโหม'

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) บอกว่าจะมีการรับรองสส.บัญชีรายชื่อในวันที่ 4 มี.ค. ว่า “ท่านพูดแล้วหรอ สาธุ ขอบคุณ” เมื่อถามว่าหลังกกต.รับรองแล้วได้วางไทม์ไลน์ไปจนถึงการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)