ซัด"อนุทิน"-กะซวก"พิพัฒน์" แค่หนังตัวอย่าง ก่อนเจอของจริง

หลังคนไทยหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบโดยตรงแล้วจากสงครามถล่มอิหร่าน โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จนเริ่มทำให้ราคาสินค้าบางอย่างมีการปรับราคาสูงขึ้น และหลายพื้นที่ในบางจังหวัดก็ประสบปัญหาการเติมน้ำมันที่ไม่เป็นไปตามปกติต้องรอคิวนาน และบางแห่งก็ไม่มีน้ำมันให้เติม ปัญหาที่เกิดขึ้นเริ่มส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ที่ใกล้คลอด อย่างเห็นได้ชัด

ในส่วนของฝ่ายการเมืองมีการนำปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าไปอภิปรายกันอย่างเข้มข้นในการประชุมสภาฯ นัดแรกเมื่อ 25 มีนาคมที่ผ่านมา หลังก่อนหน้านี้โหวตนายกฯ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเป็นการอภิปราย ทั้งจาก สส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน ในช่วงสภาฯ พิจารณาญัตติด่วนแนวทางรับมือวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ที่มี สส.จำนวนมากขอใช้สิทธิ์ร่วมอภิปราย

ภาพรวมการอภิปราย สรุปจับประเด็น เห็นชัด สส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอภิปรายไปทางเดียวกัน คือเรียกร้อง-กระตุ้น-กระทุ้ง ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพงโดยด่วน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ส่งน้ำมันไปยังปั๊มน้ำมันต่างๆ ให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน พร้อมกับให้ข้อเสนอแนะรัฐบาลในการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการรับมือกับเรื่องสินค้าทยอยปรับขึ้นราคา ที่จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนจากราคาน้ำมันที่มีการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน สส.ฝ่ายค้านบางส่วน เช่น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ก็อภิปรายกระทบไปถึง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ในลักษณะว่ามีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากทำธุรกิจค้าน้ำมันมาก่อน ซึ่งก็คือกลุ่มบริษัทพีทีจี ที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่มรัชกิจประการนั่นเอง จน สส.ภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการอภิปรายต้องบอกว่า ได้เนื้อหาสาระและข้อเสนอแนะที่ดีจาก สส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยเฉพาะข้อเสนอแนะในการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ดูแล้วสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่านไม่จบง่ายๆ โดยก็มีการอภิปรายของบางคนที่น่าสนใจ เช่น

 “กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.การคลัง” กล่าวอภิปรายตอนหนึ่งว่า ปัญหาวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ความวุ่นวายในประเทศไทยเป็นประเด็นปัญหาที่เกิดจากการบริหารจัดการและแก้ปัญหาที่ล้มเหลวของรัฐบาล นำมาสู่ความทุกข์ร้อนของประชาชน โชคดีที่เป็นการอภิปรายญัตติ ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อว่าระดับความเดือดร้อนของประชาชนวันนี้ หากเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สส.ฝั่งรัฐบาลหลายคนต้องลำบากใจที่จะไว้วางใจการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมา ปัจจุบันมีความล้มเหลวต่อการบริหารจัดการและการแก้ปัญหา

“นายกฯ บอกว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนก เพราะบริหารล้มเหลว และกักตุน ขอให้ดูที่ไอ้โม่ง ผมขอให้เอาจริง ไม่เช่นนั้นสุ่มเสี่ยงจะคิดว่ารัฐบาลกับไอ้โม่งเป็นพวกเดียวกัน”

พร้อมกับอภิปรายชี้ประเด็นไว้ว่า วันที่ 1 พ.ค. เชื่อว่าค่าไฟฟ้าต้องปรับขึ้น ซึ่งเกิดจากกลไกตลาด รัฐบาลต้องทบทวนสูตรการซื้อไฟฟ้าที่เอื้อให้นายทุนที่ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น หากต้นทุนค่าก๊าซเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนจะไม่ยอมรับ เพราะเป็นการทิ้งภาระ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือไม่เอาวิกฤตเป็นข้ออ้าง แต่ต้องหาทางบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

ขณะที่ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า มี 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้ คือ 1.เปลี่ยนจากการจัดการวิกฤตแบบปิด เป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด การทำงานของรัฐบาลภายใต้ ศบก.ที่ผ่านมามีการทำงานเป็นวงปิดมากเกินไป พูดคุยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เดือดร้อนกลับไม่เคยถูกเชิญมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะปั๊มขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง 2.เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง ภาคขนส่ง รถสาธารณะ 3.เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนไทยเวลานี้คือ ความรู้สึกว่ารัฐบาลและผู้นำประเทศไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเขาในยามวิกฤต การเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้จึงต้องอาศัยการทำงานด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม”

และจากปัญหาน้ำมันดังกล่าว ที่กำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมของรัฐบาล ทำให้รัฐบาล เริ่มนั่งไม่ติด ต้องหานโยบาย-มาตรการ ที่เตรียมเข็นออกมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ที่ขณะนี้ก็เตรียมผลักดันออกมาแล้ว ผ่านแผนงานของกระทรวงการคลัง ภายใต้คอนเซปต์ “การให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy) เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่บิดเบือนกลไกราคาตลาด”

โดยจะเน้นออกมาตรการเพื่อดูแล 5 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่

1.กลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยจะเป็นการให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มี 13.4 ล้านคน ที่ต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้าไปอนุมัติงบประมาณ โดยรูปแบบการช่วยเหลือ เช่น ด้านค่าอาหาร และค่าไฟฟ้า

2.กลุ่มขนส่งสาธารณะและขนส่งสินค้า จะได้รับความช่วยเหลือผ่านกระทรวงคมนาคม ครอบคลุมทั้งรถบรรทุกราว 3.6 แสนราย รถประจำทาง 3 หมื่นราย รวมถึงแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ รูปแบบการช่วยเหลือเป็นการจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการหรือคนขับ โดยใช้ระบบคูปองดิจิทัลในการเติมน้ำมันราคาพิเศษผ่านระบบพร้อมเพย์

 3.กลุ่มเกษตรกร โดยรัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การดูแลราคาปุ๋ยที่ได้รับผลกระทบจากราคา LNG และน้ำมันในตลาดโลก โดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น

การอภิปรายของสภาฯ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้เห็นเค้าลางได้ว่า ศึกแถลงนโยบายรัฐบาลในช่วงต้นเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ คนในรัฐบาลที่ฝ่ายค้านล่อเป้าจะอภิปรายให้หนัก นอกจากอนุทิน นายกฯ แล้ว คนที่ 2 ที่คาดว่าจะโดนกะซวกหนัก หากการแก้ปัญหาน้ำมันของรัฐบาลไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น คงไม่พ้น “พิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่ รมว.คมนาคม สมัยที่ 2 และแกนนำพรรคภูมิใจไทย” กับเก้าอี้ ผอ.ศบก. ที่ฝ่ายค้านอภิปรายฉายหนังตัวอย่างนำร่องให้ดูไปก่อนเพื่อส่งสัญญาณให้เตรียมรับมือ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ครม.หนู 2' เปลี่ยน 'ซือแป๋' สเปก-จังหวะ-ภารกิจ ลงล็อก 'ปกรณ์'

‘ดร.ปื๊ด’ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ไม่ได้ไปต่อใน ‘ครม.อนุทิน 2’ ส่วนคนมาแทนที่คือ ‘เลขาฯ เล็ก’ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หนึ่งในนักกฎหมายเครือข่าย ‘เนติบริกร’ เครือเดียวกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายบวรศักดิ์เอง

นายกฯ ขอประชาชนอย่ากังวล ไทย-กัมพูชา ปะทะรอบ 3 ตัดเรื่องนี้ออกไปได้

"อนุทิน" ย้ำ ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไรน่าห่วง หลัง เสธ ทบ.รายงาน แค่เคลื่อนย้ายกำลังพลตามปกติ ขอให้ ปชช.สบายใจได้ ลั่น “นายกฯ ตอบแล้วไม่มีอะไรน่ากังวล” ขอให้ตัดเรื่องนี้ออกไป หลังสื่อถาม โอกาสปะทะรอบใหม่

นายกฯ เผยเลิกตรึงราคา 'น้ำมันดีเซล' ปล่อยตามกลไกตลาด เตรียมออกมาตรการประหยัดพลังงาน

นายกฯ เผย "น้ำมันดีเซล" ไม่มีเพดาน 33 บาท ปล่อยลอยตัวไปตามกลไลตลาด ยันรัฐบาลออกมาตรการประหยัดพลังงาน หวังดึงสถานการณ์กลับก่อนเกิดสงคราม ย้ำ ราคาสินค้าตรึงไว้เท่าที่ทำไ