'รบ.อนุทิน'ก้าวข้ามการเมือง สู่วิกฤตรับมือ'ยุคน้ำมันแพง'

เสถียรภาพของรัฐบาลจะไม่ได้ถูกตัดสินจากเสียงในสภา แต่จะถูกตัดสินจากความสามารถในการพาประเทศผ่าน “ยุคน้ำมันแพง” ไปให้ได้ และบทสรุปของวิกฤตรอบนี้จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า “รัฐกับประชาชน” จะปรับตัวไปพร้อมกันได้มากแค่ไหน

หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย.เสร็จสิ้น รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย (มท.1) ได้สถานะ อำนาจเต็ม อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยตัวเลข สส.พรรคภูมิใจไทย 192 เสียง ผนวกกับพรรคร่วมจนรวมเป็น 292 เสียง  

ทำให้รัฐบาลสีน้ำเงินขึ้นสู่จุดสูงสุดทางอำนาจในรอบหลายปี การต่อรองภายในลดลงอย่างเห็นได้ชัด กลไกการตัดสินใจรวมศูนย์มากขึ้น และการคุมเกมในสภาแทบไม่มีแรงต้านที่มีนัยสำคัญ

โครงสร้างอำนาจที่วางไว้หลายชั้น ชั้นแรกคือเสียงข้างมากในสภาที่ทิ้งระยะห่างจากฝ่ายค้าน ชั้นที่สองคือการจัดวางพรรคร่วม โดยเฉพาะการดึงพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นเพียงพรรคร่วม ไม่ใช่แกนนำ ส่งผลให้ดุลอำนาจในคณะรัฐมนตรีเทมาทางพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจน ทั้งการกำหนดนโยบาย การจัดสรรกระทรวง และการกำกับจังหวะทางการเมือง

เมื่อรวมกับแรงหนุนจากวุฒิสภา และองค์กรอิสระที่ถูกมองว่าอยู่ในทิศทางเดียวกัน ภาพรวมจึงแทบไม่เปิดช่องให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจากภายในหรือภายนอก 

แตกต่างจากฝ่ายค้านที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน พรรคประชาชนต้องรับศึกหนักจากคดีจริยธรรมอย่างร้ายแรงของ 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่โยงกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล ที่ระบุว่าเป็นการกระทำเซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบัน 

หากศาลฎีการับฟ้องจะกระทบต่อ สส.หลายคนที่ยังปฏิบัติหน้าที่ในสภา ได้แก่ สส.บัญชีรายชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

ส่วน สส.เขตคือ ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ซึ่งล้วนเป็นแกนหลักทางความคิดและการทำงาน และมีกระแสของพรรค หากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง จะทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ แม้ยังอยู่ในฝั่งฝ่ายค้าน แต่สัญญาณทางการเมืองเริ่มเปิดช่องให้เห็นการเชื่อมต่อในอนาคต 

ภาพ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินเข้ามาทักทาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้นำพรรคกล้าธรรม อย่างเป็นกันเองในระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาล

รวมถึงการดึง วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคค่ายสีฟ้า เข้ามาร่วมทีมที่ปรึกษาของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ของรัฐบาลสีน้ำเงิน สะท้อนว่าการเมืองยังมีพื้นที่สำหรับการจัดสมการใหม่ หากวันหนึ่งรัฐบาลอนุทิน 2 เกิดรอยร้าว หรือมีพรรคใดเกิดปัญหาเรื่องเอกภาพ

ขณะที่คดีความที่จะกระทบความมั่นคงของพรรคภูมิใจไทย อย่างเช่น คดีฮั้ว สว. ที่ กกต.ยังตรวจสอบเอกสารกว่า 70,000 แผ่นที่มีความซับซ้อน และคดีบาร์โค้ด จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ที่ศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียวให้ขยายเวลา 15 วันส่งคำชี้แจง และคาดว่าใช้เวลาปิดจ๊อบไม่เกิน 11 เดือน ที่ทำให้เห็นว่ากระบวนการทางกฎหมายส่อลากแบบยาวๆ  

แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงฉากทัศน์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะสถานการณ์จริงที่กำลังไล่บี้รัฐบาลไม่ใช่เกมในสภา แต่เป็นแรงกระแทกจากภายนอก โดยเฉพาะวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง และกำลังลามเป็นลูกโซ่ไปทั้งระบบเศรษฐกิจ

ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นไม่ได้กระทบแค่ค่าเดินทาง แต่โยงตรงไปถึงต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนทุกระดับ นี่จึงไม่ใช่แค่วิกฤตพลังงาน แต่เป็น “วิกฤตเศรษฐกิจ” ที่จะวัดฝีมือรัฐบาลโดยตรง 

ต่อให้ประชาชนเข้าใจว่าต้นเหตุอยู่นอกประเทศ แต่ปลายทางของความคาดหวังยังอยู่ที่รัฐบาล เพราะรัฐมีหน้าที่ต้องบริหารผลกระทบไม่ให้ลุกลาม

จุดที่น่าจับตาคือ รัฐบาลชุดนี้เลือกใช้ เทคโนแครต เป็นหัวหอก ไม่ใช่ปล่อยนักการเมืองลุยไฟเหมือนหลายรัฐบาลที่ผ่านมา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รับบทแม่ทัพเศรษฐกิจในฐานะรองนายกฯ และ รมว.การคลัง คุมทั้งการเงินและพลังงาน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ดูแลด้านการค้า และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ เสริมในมิติความมั่นคงระหว่างประเทศ

การจัดทัพลักษณะนี้เป็นความพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไม่ได้มีแค่ “อำนาจ” แต่มี “เครื่องมือ” และ “คนทำงาน” รองรับวิกฤต

แต่สัญญาณจากหัวหน้าทีมเศรษฐกิจชัดเจนว่า วิกฤตรอบนี้ไม่ใช่เรื่องระยะสั้น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ระบุชัดผ่านการชี้แจงสมาชิกรัฐสภาระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า วิกฤตจากสงครามตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ระยะสั้น แต่มีแนวโน้มยืดเยื้อและซับซ้อนมากขึ้น

พร้อมชี้จุดเสี่ยงสำคัญ "ช่องแคบฮอร์มุซเป็นพื้นที่ส่งออกพลังงาน ทั้งก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย และปิโตรเคมี หากเกิดภาวะขาดแคลนจะทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อ”

ยังสะท้อนข้อจำกัดของรัฐอย่างตรงไปตรงมา “การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันมีผลไม่ต่างจากการใช้กองทุนน้ำมัน แต่ภาษีดังกล่าวยังจำเป็นต้องนำไปใช้ดูแลโรงพยาบาล ทั้งผู้ป่วย หมอ พยาบาล และค่ารักษาที่เพิ่มขึ้น”

          ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือผ่านการประชุม ครม.ในวันที่ 11 เม.ย. เพื่อดูแลภาคขนส่ง กลุ่มเปราะบาง (เติมเงินในบัตรคนจน) คนละครึ่งพลัส เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง กลุ่มเอสเอ็มอี แต่ก็ยอมรับว่าทรัพยากรมีจำกัด

“ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อม ใช้เม็ดเงินทุกอย่างทุกบาททุกสตางค์ไปช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตได้ และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจจะนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์นั้นในปี 2540 ที่คนต้องตกงานจำนวนมาก” เอกนิติกล่าว

คำเตือนนี้สอดรับกับมุมมองของ “วีระ ธีรภัทร” สื่อมวลชนอาวุโส และอดีต กมธ.วิสามัญงบประมาณฯ สัดส่วนพรรคประชาชน ยังออกมาเตือนว่า วิกฤตรอบนี้อาจจะรุนแรงกว่าปี 40 แต่ตนให้หลักการรับมือแบบนี้ ข้อ 1 อย่ามีหนี้ ถ้ามีก็อย่าไปเพิ่ม ข้อ 2 ต้องมีรายได้ พยายามรักษางานที่มี 

“แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้ามาตรฐานการครองชีพที่เป็นอยู่ไม่สามารถรักษาไว้ได้ก็ต้องยอม ยอมที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง” สื่ออาวุโสฝากเตือน

ภาพทั้งหมดกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้รัฐบาลอนุทินจะก้าวข้ามปัญหาการเมืองและมีเสถียรภาพสูง แต่ความท้าทายที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น เพราะในโลกที่ราคาพลังงานเป็นตัวกำหนดต้นทุนทุกอย่าง รัฐบาลไม่สามารถควบคุมต้นเหตุได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้คือ บริหารผลกระทบและบรรเทาไม่ให้วิกฤตลุกลาม

และในเกมนี้ รัฐบาลไม่ใช่ผู้เล่นเพียงคนเดียว โดยประชาชนต้องเป็นอีกแรงหนึ่งในการพยุงสถานการณ์ ทั้งการปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย ลดภาระหนี้ และยอมรับความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพชีวิต

เพราะหากยังใช้ชีวิตแบบเดิม ในบริบทที่ต้นทุนทั้งระบบสูงขึ้น โอกาสเกิด วิกฤตซ้อนวิกฤต จะยิ่งเพิ่มขึ้น

สุดท้ายแล้ว เสถียรภาพของรัฐบาลจะไม่ได้ถูกตัดสินจากเสียงในสภา แต่จะถูกตัดสินจากความสามารถในการพาประเทศผ่าน “ยุคน้ำมันแพง” ไปให้ได้ และบทสรุปของวิกฤตรอบนี้จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า “รัฐกับประชาชน” จะปรับตัวไปพร้อมกันได้มากแค่ไหน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘อนุทิน’คุมปราบโกง!

"อนุทิน" ลงนามคำสั่ง 8 กลุ่มภารกิจ นายกฯ คุมปราบปรามทุจริต-ยาเสพติด-ค้ามนุษย์-อาชญากรรมข้ามชาติ ส่วน “พิพัฒน์” ดูพัฒนาสาธารณูปโภค ด้าน “ทรงศักดิ์”

นายกฯ เผยเดินสำรวจสถานีกลางฯ หลายคนดูมีความสุข บอกประชาชนไม่ต้องสำรองน้ำมัน

นายกฯ ชี้ภาพรวมตรวจสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เรียบร้อย เผยสงกรานต์ ขับรถดูจุดบริการปชช.-สุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน บอกราคาน้ำมันต้องอิงราคาตลาดโลก