
‘สันติธาร’ ชี้เศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัญหา Global Shock Wave ถาโถม 3 ระลอกใหญ่ ห่วงกันชนเศรษฐกิจบางจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง-สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ ชูกลยุทธ์ ‘5T’ อุ้มภาคธุรกิจโตฝ่า Double Squeeze
27 พ.ค. 2569 – นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาคลื่นความผันผวนของโลก (Global Shock Wave) ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ระลอกใหญ่ เริ่มจากระลอกที่ 1 วิกฤตราคาพลังงาน เป็นระยะแรกที่ไทยกำลังเผชิญจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันและพลังงานทั่วโลก
ระลอกที่ 2 ปัญหาเงินเฟ้อ จากราคาพลังงานจะลามสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทุกหมวดหมู่ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าลดน้อยลง ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และระลอกที่ 3 กำลังซื้อตกต่ำ จะส่งผลให้ยอดการส่งออกที่เคยเติบโตเริ่มแผ่วลง การจับจ่ายภายในประเทศถดถอย และแม้แต่ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยก็อาจจะอ่อนแอลง
“วิกฤติพลังงานที่สูงขึ้น เราสัมผัสกันอยู่ทุุกวันขณะนี้ ตอนนี้คือวิกฤตระลอกที่ 2 คือ ไม่ใช่แค่ราคาพลังงาน น้ำมันเท่านั้น แต่จะกลายเป็นราคาสินค้าสูงขึ้นทั้งหมด ปัญหาเงินเฟ้อจะให้รู้สึกว่าเงินในกระเป๋าเราน้อยลง ต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น ส่วนระลอก 3 คือ กำลังซื้อจะตกลง แปลว่ายอดส่งออกที่ปัจจุบันยังดีอยู่ จริง ๆ จะเริ่มแผ่วลง แม้แต่การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทยจะอ่อนแอลง ดังนั้นสิ่งที่ครัวเรือน และธุรกิจจะเจอคือ Double Squeeze หรือธุรกิจถูก บีบสองด้านพร้อมกัน” นายสันติธาร ระบุ
โดยสถานการณ์นี้มีความน่ากังวลอย่างยิ่งเนื่องจากประเทศไทยมีกันชนที่ค่อนข้างบาง โดยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 87% ของจีดีพี ขณะที่สินเชื่อของภาคเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี ทำให้ขาดกำลังในการรับแรงกระแทก
นอกจากนี้ นายสันติธาร ยังชี้ว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่เน้นประสิทธิภาพและราคาถูก ไปสู่โลกที่เน้นความมั่นคงเป็นหลัก โดยนานาชาติจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น แม้ว่าสินค้าเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีราคาถูกที่สุดก็ตาม
อย่างไรก็ดี เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงแค่รอดพ้นจากวิกฤต แต่สามารถปรับตัวสู่โลกใหม่ได้ กระทรวงการคลังจึงใช้แนวคิด ‘5T’ ในการออกแบบนโยบาย คือ มาตรการเยียวยาต้องแม่นยำตามโจทย์ของแต่ละระลอก เช่น ช่วยกลุ่มขนส่งในช่วงพลังงานแพง และสนับสนุนเงินช่วยเหลือวงกว้างเมื่อเกิดภาวะของแพง รวมถึงช่วยร้านค้าเล็ก ๆ ที่ถูกบีบจากรายได้ที่ลดลงใช้โอกาสนี้เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Logistics) และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อปิดจุดอ่อนเดิมของประเทศ ดึงดูดนักลงทุนที่มองหาพื้นที่ปลอดภัย มาสร้างเครือข่ายการผลิตในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่คนไทยและเอสเอ็มอี
ทั้งนี้ ยืนยันว่าทุกโครงการต้องตรวจสอบได้และโปร่งใส โดยการนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ
พร้อมย้ำว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน และคนทุกวัย เพื่อเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศ และทำให้ไทยกลับมาแข็งแกร่งบนเวทีโลกอีกครั้งอย่างยั่งยืน

