สัญญากันเก่ง…แล้วทำยังไงล่ะ?

มีข้อความหนึ่งส่งเข้ามาพร้อมไฟล์ Word ครับ

เจ้าของข้อความใช้นามว่า “ผู้หญิงธรรมดา” และลงชื่อท้ายไว้ว่า “เจี๊ยบ”

ก่อนจะเปิดไฟล์ พี่เจี๊ยบเขียนบอกผมไว้ประโยคหนึ่ง

“พี่เขียนยาวหน่อยค่ะ เลยเป็น file word แนบมา”

พอเปิดอ่านแล้ว…

ยาวจริงครับ

แต่ที่ยาวก็พอเข้าใจได้ เพราะพี่ไม่ได้เขียนมาเรื่องเดียว มีตั้งแต่ประสบการณ์ของคนทำธุรกิจเล็กๆ เรื่องที่ค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่น้ำท่วมปี 2554 ไปจนถึงการเมือง พรรคการเมือง และข้อเสนอที่อยากฝากไว้ก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป

พี่บอกด้วยว่า ฉบับนี้เหมือนเป็นอารัมภบท อยากให้ผมรู้ก่อนว่าพี่คิดอะไรและต้องการอะไร หากได้เปิดอ่านและเห็นว่าพอมีประโยชน์ ฉบับต่อไปจะส่งมาเป็นเรื่องๆ

จะยกมาทั้งหมดก็ได้ครับ เว็บไซต์ไม่ได้ติดเรื่องพื้นที่

แต่ผมกลัวคนอ่านจะเหนื่อยเสียก่อน แล้วของที่พี่ตั้งใจเขียนมาจะถูกความยาวกลบไป

ผมเลยขออนุญาตย่อซองของพี่ เอาแกนสำคัญกับข้อเสนอที่อยากฝากไว้

เนื้อหาประมาณนี้ครับ

เรียน คุณเสมอต้น ที่นับถือ

ดิฉันเป็นเจ้าของโรงงานเล็กๆ ทำกล่องขาย จดทะเบียน VAT และเสียภาษีถูกต้องทุกเดือน มีเรื่องหนึ่งที่ยังจำมาจนถึงวันนี้ คือช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ผู้ประกอบการข้างบ้านซึ่งทำของขายเหมือนกันได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท แต่เมื่อดิฉันไปติดต่อขอรับความช่วยเหลือ กลับได้รับคำตอบว่าเป็น SME ส่วนมาตรการสำหรับ SME เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

ดิฉันไม่เข้าใจว่า ในเมื่อทำธุรกิจอยู่ในระบบและเสียภาษีเหมือนกัน เมื่อเกิดความเดือดร้อนจากภัยเดียวกัน เหตุใดความช่วยเหลือที่ได้รับจึงต่างกัน ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้มองเห็นปัญหาของผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ซึ่งบางครั้งอยู่ในระบบ แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่อยู่ในกลุ่มที่จะได้รับการดูแล

จากประสบการณ์ที่ทำธุรกิจมา ดิฉันอยากเห็นการบริหารประเทศที่คิดมากกว่าเรื่องการใช้งบประมาณ การกู้เงิน หรือการแจกเงิน อยากเห็นโครงการที่สร้างรายได้กลับคืนประเทศ เกิดประโยชน์หลายด้าน และอยู่ได้ในระยะยาว ไม่ใช่หมดโครงการแล้วทุกอย่างก็จบลงพร้อมกับเงินที่ใช้ไป

จึงอยากเสนอ “คำท้าถึงทุกพรรคการเมือง” โดยมีเงื่อนไข 6 ข้อ

ข้อแรก ไม่อยากให้การแก้ปัญหาเริ่มต้นด้วยการใช้งบประมาณ หากต้องใช้เงินหรือต้องกู้มา จะต้องบอกให้ชัดว่าจะสร้างรายได้กลับคืนมาอย่างไร ไม่ใช่โยกเงินจากตรงหนึ่งไปเติมอีกตรงหนึ่งแล้วถือว่าแก้ปัญหาเสร็จแล้ว

ข้อสอง โครงการที่ทำควรสร้างผลตอบแทนหรือรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ และช่วยเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ข้อสาม หนึ่งโครงการควรให้ประโยชน์มากกว่าหนึ่งอย่าง ผลที่เกิดขึ้นต้องเห็นได้ชัด และให้ประชาชนเป็นผู้พิจารณาผลงาน ไม่ใช่ผู้ทำโครงการเป็นคนบอกเองว่าประสบความสำเร็จ

ข้อสี่ ต้องบอก “วิธีทำ” ให้ประชาชนเข้าใจเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่มีเพียงคำขวัญหรือนโยบายกว้างๆ ถ้ามีคนมาถามว่าจะเดินทางจากวงเวียนเล็กไปบางแคอย่างไร คนบอกทางก็ควรบอกได้ว่าต้องไปรอรถตรงไหน ขึ้นรถสายอะไร และลงตรงไหน นโยบายการเมืองก็ควรอธิบายให้ประชาชนเห็นทางไปถึงเป้าหมายได้เช่นเดียวกัน

ข้อห้า ไม่อยากเห็นการกู้เงินมาแจกหรือนโยบายระยะสั้นที่มุ่งหวังคะแนนเสียง แต่อยากเห็นแนวทางที่วางไว้ยาวพอจะส่งผลถึงคนรุ่นต่อไป และมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้

ข้อหก ผลประโยชน์จากสิ่งที่ทำควรไปถึงคนไทยทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นอกจากเงื่อนไขทั้ง 6 ข้อ ดิฉันอยากให้ประชาชนที่มีความคิดหรือมีวิธีแก้ปัญหาประเทศสามารถนำแนวคิดออกมาท้าพรรคการเมืองได้ เจ้าของความคิดควรได้รับการยอมรับและมีสิทธิ์ในแนวคิดของตัวเอง ไม่ใช่เสนอออกไปแล้วถูกหยิบไปใช้หาเสียงจนไม่มีใครรู้ว่าความคิดนั้นเริ่มต้นมาจากใคร

ช่วงแรกอาจเปิดเพียงโจทย์และผลลัพธ์ที่ต้องการ ส่วนรายละเอียดของวิธีทำยังไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งหมด เพื่อให้แต่ละพรรคแสดงความสามารถและวิธีคิดของตัวเองออกมา ประชาชนจะได้เห็นว่า พรรคไหนมีความสามารถแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เพียงนำความคิดของคนอื่นไปเขียนเป็นนโยบาย

อีกข้อเสนอหนึ่งคือ ก่อนเลือกตั้ง พรรคการเมืองควรประกาศให้ประชาชนรู้ว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะเสนอใครเป็นรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง คนเหล่านั้นมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านใด จะเข้าไปทำอะไร และมีแนวทางทำงานอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาทั้งพรรค นโยบาย และคนที่จะเข้าไปทำงาน ก่อนตัดสินใจลงคะแนน

ดิฉันไม่อยากเห็นการเลือกตั้งเสร็จแล้วจึงค่อยต่อรองว่า พรรคใดได้กระทรวงไหน ใครจะได้นั่งเก้าอี้อะไร เพราะประชาชนควรมีโอกาสเห็นคนที่จะเข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง

สิ่งที่อยากเห็นคือ “การเมืองแบบใหม่” ที่พรรคการเมืองแข่งขันกันด้วยความสามารถในการแก้ปัญหา เปิดพื้นที่ให้คนมีความรู้ พรรคเล็ก หรือคนธรรมดาที่มีความคิดดีๆ ได้แสดงสิ่งที่ตัวเองคิด และให้ประชาชนเป็นคนพิจารณาว่าแนวทางของใครมีโอกาสทำได้จริง

ดิฉันอาจเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา ไม่มีชื่อเสียง และไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งมากมาย เพียงแต่มีมุมมองของตัวเองและอยากเห็นประเทศไปรอด คนรุ่นเราวันหนึ่งก็ต้องจากไป แต่ลูกหลานยังต้องอยู่กับประเทศนี้ต่อ

ถ้ามีสิ่งที่พอทำได้ในวันนี้ ดิฉันก็อยากทำ

ด้วยความนับถือ
เจี๊ยบ ผู้หญิงธรรมดา

ผมสรุปซองของพี่ได้คร่าวๆ ประมาณนี้ครับ

ต้นฉบับจริงมีรายละเอียดมากกว่านี้เยอะ แต่ส่วนที่ผมติดอยู่เป็นพิเศษกลับอยู่ตอนต้นซอง

เงินเยียวยา 5,000 บาทเมื่อปี 2554

เรื่องผ่านมาสิบกว่าปี พี่ยังจำและหยิบมาเขียนถึง ผมว่ามันคงค้างอยู่ในใจพอสมควร

คนทำโรงงานเล็กๆ จด VAT เสียภาษีทุกเดือน พอเกิดน้ำท่วมกลับพบว่าตัวเองอยู่ในอีกประเภทหนึ่ง ความช่วยเหลือที่เห็นคนข้างๆ ได้จึงมาไม่ถึงตัวเอง ส่วนของ SME มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้

หลักเกณฑ์ในวันนั้นเป็นอย่างไร ผมไม่ขอย้อนไปตัดสิน เพราะรายละเอียดผ่านมานานแล้ว อีกอย่าง ความรู้ของผมในเรื่อง SME และเรื่องธุรกิจพวกนี้มีค่อนข้างจำกัด จะลงไปชี้ว่าตอนนั้นอะไรถูกอะไรผิดก็คงไม่เหมาะ

แต่ถ้าเรื่องนี้มีแค่เงิน 5,000 บาท ผมว่าเวลาสิบกว่าปีน่าจะพามันผ่านไปแล้ว

ที่ยังติดอยู่คงเป็นความรู้สึกของคนทำมาหากิน อยู่ในระบบ เสียภาษีมาตลอด แต่พอถึงวันที่ตัวเองเดือดร้อน กลับรู้สึกว่าความช่วยเหลือของรัฐเดินผ่านไปอีกทาง

ผมเลยพอเข้าใจว่า ทำไมจากเรื่องน้ำท่วม พี่ถึงเขียนมาไกลถึงเรื่องงบประมาณ นโยบาย พรรคการเมือง และ “วิธีทำ”

ใน 6 ข้อของพี่ ผมอาจไม่ได้คิดเหมือนทั้งหมด อย่างเรื่องการใช้งบประมาณ รัฐคงหลีกไม่พ้นอยู่แล้ว แต่ผมเข้าใจว่าพี่กำลังพูดถึงอะไร

ใช้เงินแล้วได้อะไรกลับมา

ประกาศนโยบายแล้วจะทำอย่างไร

โดยเฉพาะคำว่า “วิธีทำ”

อันนี้ผมชอบครับ

เวลาเลือกตั้ง เราได้ยินกันเยอะว่าแต่ละพรรคจะเพิ่มรายได้ ลดหนี้ ลดค่าไฟ สร้างงาน แก้ปากท้อง

สัญญากับชาวบ้านว่าจะทำนั่นทำนี่ ฟังแล้วก็ดีทั้งนั้น

แต่จะทำยังไง อีกเรื่องหนึ่ง

ตัวอย่างวงเวียนเล็กไปบางแคของพี่จึงเห็นภาพดี จะบอกว่าไปบางแคไม่ยาก แต่ถ้าไม่บอกว่าขึ้นรถตรงไหน สายอะไร ลงตรงไหน คนฟังก็ยังไปไม่ถูกอยู่ดี

การเมืองก็ประมาณนั้นครับ

ยิ่งช่วงหาเสียง สารพัดจะรับปาก สารพัดจะทำโน่นทำนี่ให้ชาวบ้าน

ถึงมีคนเอาไปเปรียบกันว่า นักการเมืองบางคนไปรับปากชาวบ้านว่าจะสร้างสะพานให้ ทั้งๆ ที่แถวนั้นไม่มีแม่น้ำสักสาย

เรื่องความอ่อนน้อมก็เหมือนกัน ช่วงหาเสียงนี่ไหว้กันเก่ง

ไหว้ซ้าย ไหว้ขวา ไหว้หน้าบ้าน ท้ายซอย

เผลอๆ หมาโผล่พ้นรั้วมา “โฮ่ง!”

มือเกือบยกขึ้นไหว้ตามสัญชาตญาณ

แต่พอได้เป็นผู้แทน เข้าไปนั่งในสภาแล้ว บางคนก็เปลี่ยนท่าเร็วเหมือนกันครับ

คอเริ่มตั้ง หน้ามองสูง อาการหยิ่งเริ่มมา

เพราะฉะนั้น ผมถึงชอบข้อเสนอของพี่ตรงที่ไม่หยุดแค่ว่า พรรคไหนจะทำอะไร แต่อยากรู้ต่อว่าจะทำอย่างไร

ไม่ต้องถึงขั้นเอาแฟ้มโครงการมาวางบนเวทีหาเสียง เอาแค่ฟังแล้วพอเห็นทาง ไม่ใช่มีแต่ปลายทางสวยๆ ให้เลือก

ส่วนข้อเสนอที่ว่า ก่อนเลือกตั้งพรรคการเมืองควรบอกด้วยว่าเตรียมใครไว้ทำงานในแต่ละกระทรวง อันนี้ก็น่าคุยครับ

ทุกวันนี้เราเห็นหัวหน้าพรรค เห็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เห็นนโยบาย แต่คนที่จะเข้าไปคุมงานจริงในแต่ละกระทรวง บางทีต้องรอเลือกตั้งเสร็จเสียก่อนถึงจะรู้

ถ้ารู้ล่วงหน้าได้ก็ดี อย่างน้อยประชาชนจะได้ดูด้วยว่า คนที่พรรคจะส่งไปดูแลสาธารณสุขรู้เรื่องสาธารณสุขแค่ไหน คนที่จะไปดูการศึกษาคิดเรื่องการศึกษาอย่างไร

แต่จะให้ประกาศรายชื่อรัฐมนตรีครบทั้งชุดก่อนเลือกตั้ง ผมว่ายากอยู่เหมือนกันครับ

การเมืองไทยมักจบด้วยรัฐบาลผสม เลือกตั้งเสร็จยังต้องดูว่าใครได้ ส.ส. เท่าไร ใครจับมือกับใคร พรรคไหนได้ดูแลกระทรวงไหน คนที่ประกาศชื่อไว้ก่อนเลือกตั้งจึงอาจไม่ได้ไปนั่งตรงนั้นจริงๆ

ถ้าลดลงมาหน่อย พรรคไหนบอกว่าจะทำเรื่องใหญ่เรื่องไหน อย่างน้อยก็น่าจะบอกประชาชนได้ว่า มีใครในพรรคหรือในทีมที่รู้เรื่องนั้น และใครจะเป็นคนลงมือ

แบบนี้ก่อนเข้าคูหา เราไม่ได้เห็นแค่นโยบาย

แต่เห็นหน้าคนที่จะทำด้วย

ซองของพี่เจี๊ยบมีข้อเสนอมากกว่านี้ และอย่างที่บอก ผมไม่ได้เห็นเหมือนพี่ทุกข้อ

แต่ถ้าจะหยิบกลับไปฝากพรรคการเมืองสักเรื่อง ผมเอาเรื่องนี้ครับ

หาเสียงคราวหน้า สัญญากันได้เต็มที่

แต่อย่าลืมบอกด้วยว่าจะทำยังไง

อย่างน้อยก่อนเข้าคูหา เราจะได้รู้ว่า สิ่งที่ได้ยินนั้นเป็นทางที่จะเดินไปจริงๆ

หรือเป็นแค่สะพานที่ยังหาแม่น้ำไม่เจอ

—เสมอต้น
26 กันยายน 2569

📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘สัญญาณบอกเหตุ’

วัน “ไหว้พระจันทร์” ปีนี้ น่าเสียดายที่ พระจันทร์เปียกน้ำ! แต่ขนมไหว้พระจันทร์ไม่เปียก

ดร.ณัฏฐ์ ซัด 'โรม' ทำ กมธ.เป็นศาลโซเชียล ชี้ 'อนุทิน' ไม่ต้องไปแจง 8 ต.ค.

“ดร.ณัฐวุฒิ” ซัด “รังสิมันต์ โรม” ใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือ ทำตัวเป็น “ศาลโซเชียล” ปมเรียก “อนุทิน” แจงทุจริตสอบท้องถิ่น 8 ต.ค.

ขืนให้อยู่...‘กูฉิบหาย’!

คุยแต่เรื่องเมืองไทยทุกวันก็ซ้ำซาก...เนอะ! ฉะนั้น วันนี้ เราไปชะแง้แลโลกกันซักวัน ว่าเขาไปกันถึงไหนแล้ว