ฉลุย ‘อัยการ’ ไฟเขียวร่างสัญญาไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน

รฟท.เผยอัยการตอบกลับร่างแก้สัญญา ‘ไฮสปีดสามสนามบิน’ เห็นชอบเดินหน้าแก้สัญญา ยึดกรอบให้เอกชนวางหลักประกันสัญญาและแบงก์การันตีเพิ่มเติมค้ำประกันงานก่อสร้าง 1.6 แสนล้านบาท เตรียมเสนอ กพอ. 5 มิ.ย.นี้ เคาะแนวทางเดินหน้าโครงการ

3 มิ.ย. 2569 – นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการและรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาและส่งร่างสัญญาฉบับใหม่ตอบกลับมายัง รฟท. แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีประเด็นข้อสังเกต 18 ประเด็น รฟท.ได้ตอบกลับชี้แจงทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะประเด็นการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลกำหนดให้เอกชนคู่สัญญานำไปพิจารณา ที่ผ่านมาได้มีการหารือร่วมระหว่างรัฐและเอกชน คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เพื่อแจ้งเงื่อนไขและหลักการในการแก้ไขมติ ครม. ให้ทางเอกชนได้รับทราบและนำไปทบทวนแล้ว ปัจจุบัน รฟท.อยู่ระหว่างรอคำตอบอย่างเป็นทางการจากฝั่งเอกชน เพื่อที่จะนำความเห็นดังกล่าวมารายงานที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ก่อนเสนอไป ครม.ตามขั้นตอน

ทั้งนี้ประเด็นข้อสังเกตของอัยการสูงสุดเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้มีประเด็นสำคัญอย่างเรื่องการวางหลักประกันโครงการ ที่ผ่านมาอัยการสูงสุดมีข้อสังเกตว่าควรให้รวมหลักประกันทั้งส่วนของหลักประกันสัญญา และหลักประกันเพิ่มเติมไว้ด้วยกัน ซึ่ง รฟท.ได้ชี้แจงกลับไปแล้วถึงประเด็นนี้ โดยหลักประกันทั้งสองส่วนถูกแยกกันมาตั้งแต่ต้น เป็นไปตามมติของ กพอ. เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการโครงการ โดยภายหลังชี้แจงอัยการได้รับทราบและไม่ขัดข้อง

“ตอนนี้กระบวนการพิจารณาร่างสัญญาฉบับใหม่ ถือว่าได้เห็นชอบจากอัยการสูงสุดไม่ได้มีข้อขัดข้องแล้ว หลังจากนี้ก็จจะรวบรวมรายงาน กพอ. และเป็นขั้นตอนการพิจารณาของ กพอ. พร้อมทั้งรอการตอบกลับจากทางเอกชนคู่สัญญาที่กลับไปพิจารณารายละเอียด”นายอนันต์ นายอนันต์ กล่าว

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า กรณีกระทรวงคมนาคมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาโครงการไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุนเป็นสร้างไปจ่ายไป ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิจารณา เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอกชน เนื่องจากการแก้ไขหลักการครั้งนี้เป้นข้อเสนอที่เอกชนต้องการนำไปใช้ประกอบการขออนุมัติเงินกู้จากสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตาม จากการหารือร่วมระหว่างรัฐและเอกชนเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางเอกชนเข้าใจนโยบายของรัฐบาล และเอกชนต้องกลับไปเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อพิจารณาหาแนวทางอื่นในการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ได้ หากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วค่อยกลับมาหารือกับ รฟท.อีกครั้ง เพื่อให้การดำเนินงานในโครงการนี้มีทางออกใหม่ที่สอดคล้องกับเงื่อนไขนโยบายของรัฐบาล

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังคงยืนยันไม่มีนโยบายแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในโครงการไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน โดยเฉพาะประเด็นปรับเงื่อนไขการชำระค่าร่วมลงทุนเป็นรูปแบบสร้างไปจ่ายไป โดยภายหลังการตอบกลับของอัยการสูงสุด ซึ่งเห็นชอบร่างสัญญาแก้ไขแล้วนั้น เชื่อว่าทาง รฟท.จะนำข้อมูลมาหารือร่วมกันอีกครั้งในการประชุม กพอ. วันที่ 5 มิ.ย.นี้

สำหรับข้อกำหนดในสัญญาฉบับแก้ไขในประเด็นการวางหลักประกันร่วมลงทุนนั้น เอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ต้องวางเงินหลักประกัน หรือ แบงก์การันตีเพิ่มเติมจากกรอบสัญญาเดิม รวมประมาณ 160,000 ล้านบาท เพื่อรับประกันว่าจะก่อสร้างเสร็จภายใน 5 ปี ซึ่งเอกชนจะต้องนำมาวางให้กับ รฟท.ภายใน 270 วันหลังลงนามแก้ไขสัญญา ประกอบด้วย

1.หนังสือค้ำประกันค่าก่อสร้างงานโยธา 125,932.54 ล้านบาท 2.หนังสือค้ำประกันงานระบบ 14,813.49 ล้านบาท 3.หนังสือค้ำประกันคุณภาพเดินรถ 748.25 ล้านบาท และ 4.หนังสือค้ำประกันค่าสิทธิบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) 10,671 ล้านบาท โดยเมื่อเอกชนลงนามแก้สัญญาต้องชำระค่าสิทธิบริหาร ARL งวดแรกทันที 1,500 ล้านบาท และส่วนที่เหลือทยอยชำระ 7 งวดส่วนหลักประกันเดิมที่กำหนดให้เอกชนต้องนำมาวางเพื่อดำเนินโครงการ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ หลักประกันสัญญา วงเงิน 4,500 ล้านบาท ตลอดสัญญา 50 ปี และหนังสือค้ำประกันผู้ถือหุ้น วงเงิน 149,650 ล้านบาท ตลอดสัญญา 50 ปี

นอกจากนี้ เอกชนยังไม่ต้องวางหลักประกันก้อนใหม่ทันทีในวันลงนามแก้ไขสัญญา โดยใช้เวลาหาหลักประกันได้ และนำมาวางให้ รฟท.ภายใน 270 วันนับจากลงนาม หรือเมื่อต้องการเบิกรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ เอกชนต้องวางหลักประกันทันที และทำการเบิกเงินจากรัฐพร้อมกับการคืนวงเงินหลักประกันของเอกชน เบื้องต้นประเมินว่าหลักการสร้างไปจ่ายไปนี้ จะทยอยจ่ายเงินสนับสนุนงานโยธาส่วนของรัฐเป็น 5 งวด งวดละ 25,000 ล้านบาท ยืนยันว่าเมื่อเอกชนสร้างงานโยธาเสร็จ และส่งงาน ภาครัฐจะคืนแบงก์การันตีเท่าจำนวนงวดงานทันที

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ ถึงโตเกียวเตรียมงานส่งเสริมลงทุน พร้อมเชียร์นักกีฬาไทย

นายกฯ ถึงโตเกียวแล้ว เตรียมคุย “ทีมประเทศไทย” กระชับการลงทุน ส่งเสริมเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น พร้อมส่งใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทย

รฟท. ชูโมเดล ‘Open Access’ เดินหน้าต้นแบบขนส่งสินค้าทางราง ดึงเอกชนร่วมเดินรถ เก็บข้อมูลจริงปั้นโมเดลโลจิสติกส์ เชื่อมแหลมฉบัง–หนองคายสู่โครงข่ายภูมิภาค

ชลบุรี 18 กันยายน 2569 – การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าติดตามการทดลองเดินรถโครงการต้นแบบการขนส่งสินค้าทางราง (Pilot Project) เส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง–หนองคาย–ท่าเรือแหลมฉบัง ภายหลังนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม