
‘พิพัฒน์’ เดินหน้าสั่งฯศึกษาการย้ายท่าเรือกรุงเทพไปท่าเรือแหลมฉบัง ย้ำช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพขนส่งโลจิสติกส์ ก่อนนำพื้นที่กว่า 2,353 ไร่ พัฒนาเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ Entertainment Complex ท่าเรือสำราญ ท่าเรือยอชต์ ลั่นพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนคลองเตย
21 ก.ค.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) พร้อมมอบนโยบายการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ว่า กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดที่จะทบทวนนโยบายเดิมเกี่ยวกับการจัดตั้งท่าเรือแหลมฉบัง โดยจะหารือร่วมกักทท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นเพื่อรองรับการย้ายบทบาทของท่าเรือกรุงเทพออกไปยังแหลมฉบัง และให้มีการบริหารจัดการท่าเรือหลักเพียงแห่งเดียวของประเทศ
ในเบื้องต้นจะต้องตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงก่อนการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังว่ามีการกำหนดนโยบายไว้อย่างไร หากพบว่ามีมติให้ทยอยย้ายภารกิจจากท่าเรือกรุงเทพไปยังแหลมฉบัง ก็จะยึดตามแนวนโยบายเดิม แต่หากไม่มีมติดังกล่าว กระทรวงคมนาคมจะนำเรื่องเข้าสู่การหารือภายในกระทรวง ร่วมกับ กทท. และเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาในลำดับต่อไป
“ส่วนตัวเห็นว่าประเทศไทยไม่ควรบริหารท่าเรือสินค้าหลักถึง 2 แห่งพร้อมกัน เพราะเป็นการสิ้นเปลืองทั้งงบประมาณ บุคลากร และต้นทุนการบริหาร อีกทั้งการคงท่าเรือกรุงเทพไว้ในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์และการจราจร เนื่องจากรถบรรทุกจำนวนมากต้องเข้าสู่ใจกลางเมือง ขณะที่เรือสินค้าขนาดใหญ่ในปัจจุบันก็มีแนวโน้มใช้ท่าเรือกรุงเทพลดลงอย่างต่อเนื่อง”นายพิพัฒน์ กล่าว
ด้านการขนส่งทางทะเล ท่าเรือแหลมฉบังมีศักยภาพมากกว่า เพราะสามารถรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้โดยตรง ต่างจากท่าเรือกรุงเทพที่เรือต้องเดินทางผ่านปากอ่าวไทยและล่องเข้ามาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เสียทั้งเวลาและต้นทุน อีกทั้งในหลายกรณียังต้องมีการขนถ่ายสินค้าหลายทอด หากสามารถรวมการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ไว้ที่แหลมฉบังเพียงแห่งเดียว จะช่วยลดขั้นตอนการขนถ่าย ประหยัดเวลา และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ
นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า ปัจจุบันท่าเรือกรุงเทพยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แต่ในระยะยาวควรมีการวางแผนลดบทบาทลง เพราะไม่สามารถใช้ท่าเรือแห่งนี้ต่อไปได้ตลอดไป โดยต้องพิจารณาตามนโยบายตั้งต้นของการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเป็นสำคัญ โดยมองว่าไม่ควรบริหารสองท่า เราควรบริหารท่าเรือหลักเพียงแห่งเดียว จะช่วยประหยัดบุคลากร ประหยัดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันไม่มีเหตุผลที่จะแล่นเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ทั้งเรื่องร่องน้ำ ความคดเคี้ยวของแม่น้ำ และข้อจำกัดต่าง ๆ
“เป้าหมายในระยะยาวคือการปิดท่าเรือกรุงเทพ หลังจากลดบทบาทลงจนสามารถรวมศูนย์การขนส่งสินค้าไว้ที่แหลมฉบังได้ทั้งหมด ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนได้ เพราะต้องผ่านกระบวนการศึกษารายละเอียด การหารือกับ กทท. คณะกรรมการ กทท. ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งต้องพิจารณามติ ครม. เดิมก่อนที่จะกำหนดทิศทางอย่างเป็นทางการ”นายพิพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวยังต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการ กทท. และฝ่ายบริหารของการท่าเรือฯ ซึ่งอาจมีความเห็นแตกต่างกันได้ โดยรัฐบาลจะใช้แนวทางรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ไม่ใช่การใช้อำนาจสั่งการฝ่ายเดียว โดยเฉพาะประชาชนในชุมชนคลองเตยที่จะได้รับผลกระทบ หากในอนาคตสามารถย้ายภารกิจออกจากท่าเรือกรุงเทพได้ พื้นที่ทั้งหมดจะถูกนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะกันพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ให้ชุมชนเดิม ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ กทท. และนำผลตอบแทนบางส่วนกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนคลองเตย
สำหรับแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวกว่า 2,353 ไร่ นั้นจะอยู่ภายใต้รูปแบบ Entertainment Complex ที่ไม่มีคาสิโน โดยย้ำว่าไม่ใช่โครงการกาสิโน แต่เป็นการพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ที่ประกอบด้วยกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เช่น ท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) ท่าเรือยอชต์ โครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง พื้นที่พาณิชยกรรม และกิจกรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนผ่านการให้สัมปทานระยะยาว เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับ กทท.
“รายได้ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพื้นที่จะถูกนำกลับมาพัฒนาชุมชนคลองเตย ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ และสาธารณูปโภค โดยรัฐบาลมีแนวคิดจัดสรรพื้นที่ประมาณ 500-600 ไร่ สำหรับพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ให้กับประชาชนกว่า 40,000 คน หรือประมาณ 12,600 ครัวเรือน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ทั้งอาคารพักอาศัย สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และโรงพยาบาลชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่”นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวยอมรับว่า นโยบายดังกล่าวอาจเผชิญแรงคัดค้านจากผู้ประกอบการและประชาชนบางส่วน แต่เชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถอธิบายให้เห็นถึงประโยชน์ในระยะยาว และแสดงแผนพัฒนาที่ชัดเจน รวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน ก็จะทำให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับได้มากขึ้น
ทั้งนี้ ในด้านศักยภาพของท่าเรือ ปัจจุบันท่าเรือกรุงเทพรองรับตู้สินค้าประมาณ 1.2-1.3 ล้านทีอียู (TEUs) ต่อปี ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังรองรับได้ราว 6-7 ล้านทีอียู และในอนาคตจะขยายเป็นประมาณ 10 ล้านทีอียู ทำให้สัดส่วนของท่าเรือกรุงเทพเหลือเพียงประมาณ 10% ของกำลังรองรับทั้งหมด จึงเห็นว่าการรวมศูนย์การบริหารไว้ที่แหลมฉบังจะเกิดประโยชน์มากกว่า ทั้งด้านการขนส่ง การวางผังเมือง และการใช้ประโยชน์พื้นที่ริมน้ำใจกลางกรุงเทพมหานครอย่างเต็มศักยภาพ
นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า นโยบายดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดและการหารือทุกภาคส่วน โดยจะยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ควบคู่กับการดูแลสิทธิและคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนคลองเตย เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของท่าเรือกรุงเทพเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

