‘Buy Now Pay Later’ โจทย์หนี้ที่มาพร้อมความสะดวก สู่โจทย์ของ ‘แบงก์ชาติ’ กับการกำกับดูแลในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเฟื่องฟู

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่การซื้อสินค้าต้องชำระเงินเต็มจำนวนในทันที ปัจจุบันมีทางเลือกทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Buy Now Pay Later หรือ BNPL ซึ่งหมายถึงการ ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง บริการที่กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

แม้คำว่า Buy Now Pay Later อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เชื่อว่าผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเคยพบเห็นบริการนี้ผ่านแอปพลิเคชันช็อปปิ้งออนไลน์ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ หรือร้านค้าต่างๆ ที่มีตัวเลือกให้ผ่อนชำระค่าสินค้าเป็นงวดโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต บางครั้งบริการดังกล่าวถูกนำเสนอผ่านข้อความสั้นๆ เช่น ผ่อน 0% หรือ จ่ายทีหลัง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การซื้อสินค้าในยุคดิจิทัล โดยที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต

รูปแบบการให้บริการของ BNPL คือ การที่ผู้ให้บริการออกค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคไปก่อน เพื่อให้สามารถรับสินค้าไปใช้งานได้ทันที จากนั้นผู้ซื้อจึงทยอยชำระเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนด จุดเด่นสำคัญอยู่ที่ความสะดวก รวดเร็ว และขั้นตอนการสมัครที่ไม่ยุ่งยาก ทำให้บริการนี้ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการทำธุรกรรมผ่านสมาร์ทโฟนและแพลตฟอร์มออนไลน์

การเติบโตของ BNPL สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการเงินที่มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น หลายบริษัทด้านเทคโนโลยีการเงินหรือฟินเทคได้นำเสนอบริการดังกล่าวเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้จ่าย ขณะเดียวกันผู้ประกอบการร้านค้าและแพลตฟอร์มออนไลน์ก็มองว่า BNPL เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นยอดขายและเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความสะดวกสบายของบริการนี้ยังมีประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนักวิชาการ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เนื่องจากการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายอาจส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนใช้จ่ายเกินกำลังหรือสะสมภาระหนี้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ขาดความรู้ด้านการวางแผนการเงิน

ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริการ Buy Now Pay Later คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากเพียงใด แต่ยังรวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อวินัยทางการเงินของผู้บริโภคและเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว ที่กำลังถูกจับตาว่า สินเชื่อ Buy Now Pay Later อาจจะกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้บริโภคในยุคดิจิทัล

BNPL: ความเสี่ยงการเงินที่มาพร้อมความสะดวก

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (Economic Intelligence Center: SCB EIC) ได้ออกบทวิเคราะห์ ‘BNPL (Buy Now Pay Later) or Be NPL : ความเสี่ยงการเงินที่มาพร้อมความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้น’ โดยระบุว่า ผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey ปี 2568 ชี้ว่า ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ความเสี่ยงการชำระหนี้เริ่มลามไปกลุ่มบนมากขึ้น ซึ่งจะกดดันการบริโภคในระยะต่อไป ผลสำรวจครั้งนี้มี 4 ประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.รายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยกว่า 70% ของผู้บริโภคมีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ขณะที่กว่า 90% เผชิญรายจ่ายเท่าเดิม หรือเพิ่มขึ้นราว 1 ใน 3 ประสบปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งกว่า 60% ระบุว่า ‘กำลังเผชิญปัญหานี้’ ขณะที่กลุ่มรายได้สูงเริ่มแสดงสัญญาณเปราะบางเพิ่มขึ้น

2.ภาระหนี้หนักและเริ่มลามสู่กลุ่มรายได้สูง โดยความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เริ่มกระจายจากกลุ่มรายได้น้อยไปสู่กลุ่มรายได้ปานกลาง-สูง แม้ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังชำระหนี้ได้ปกติ แต่เริ่มกังวลปัญหาหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีหนี้หลายประเภทและผู้ที่อยู่ในวัยทำงานอายุต่ำกว่า 40 ปี 3.สินเชื่อดิจิทัล ความสะดวกที่มาพร้อมความเสี่ยง โดยเฉพาะ Buy Now Pay Later (BNPL) และสินเชื่อผ่านแอปบนมือถือ ช่วยเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค โดยมีผู้ใช้กว่า 25% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนคนที่ใช้บัตรกดเงินสด (16.5%)

ทั้งนี้ ผู้ใช้ BNPL และสินเชื่อผ่านแอปมีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้สูงกว่าสินเชื่ออื่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ใช้บริการสินเชื่อกลุ่มนี้มีแนวโน้มเป็นหนี้หลายประเภทและมีสัดส่วน DSR สูง โดยเฉพาะผู้ใช้ BNPL ราว 1 ใน 3 ที่มี DSR มากกว่า 60% สะท้อนความจำเป็นในการกำกับดูแลและออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ

และ 4. ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ระมัดระวังการใช้จ่าย เน้นชำระหนี้เป็นอันดับแรก โดยผู้บริโภคที่คาดว่าค่าใช้จ่ายในอนาคตจะลดลง ต้องการเพิ่มการออมและการลงทุนเพื่อรับมือความไม่แน่นอน ขณะที่ 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่คาดว่าค่าใช้จ่ายของตัวเองและครอบครัวในอนาคตจะเพิ่มขึ้น สะท้อนปัญหารายได้ที่เติบโตช้ากว่ารายจ่ายยังน่ากังวล

BNPL: จุดเริ่มต้นวิกฤตหนี้ครัวเรือน

แม้บริการ Buy Now Pay Later จะถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและทางเลือกในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริการดังกล่าวก็ก่อให้เกิดคำถามต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว ทั้งต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และระบบการเงินโดยรวม ในประเด็นนี้ ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้มุมมองและข้อสังเกตต่อสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพของ BNPL ในมิติที่กว้างกว่าการเป็นเพียงทางเลือกในการชำระเงินรูปแบบใหม่

BNPL อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกในอนาคต โดย ชญาวดี ระบุว่า ฟีเจอร์เหล่านี้ คือ สินเชื่อรูปแบบหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องไปขอสินเชื่อจากธนาคาร แต่เป็นลูกหนี้ที่อยู่ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ จึงสามารถให้สินเชื่อได้ง่าย แต่วงเงินที่ได้แต่ละคนไม่เท่ากัน ยิ่งวงเงินมากก็ยิ่งน่ากลัว สิ่งที่กังวล คือ บริการรูปแบบนี้ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ประชาชนคนอายุน้อยที่เพิ่งเริ่มทำงานเปลี่ยนไป เพราะต้องบริหารจัดการหนี้ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์เพียงพอ

เมื่ออ้างอิงสถิติตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน รายจ่ายโดยเฉลี่ยของคนไทยสูงกว่ารายได้มาโดยตลอด ประชากรจำนวนมากต้องกู้เงินเพื่อมาใช้จ่ายในชีวิต และปัญหาหนี้สินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มวัยทำงาน แต่ยังขยายตัวในกลุ่มคนอายุน้อยและกลุ่มผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ โดย ธปท.พบว่า มีคนไทยที่อยู่ในระบบกว่า 21 ล้านคน เป็นหนี้ในจำนวนนี้กว่า 3 ล้านคน หรือราว 16% กลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะหนี้เสียไม่ได้กระทบเพียงแค่การชำระหนี้ในปัจจุบัน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อในอนาคตด้วย

และยังพบอีกว่า 50% ของคนไทยที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี เป็นหนี้แล้ว! แต่ที่น่ากังวลคือ 1 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้ หรือในช่วงอายุประมาณ 29 ปี กลายเป็นลูกหนี้เสีย (NPL) ไปแล้ว สะท้อนว่าการเงินเริ่มมีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตแก่ก่อนรวย การเข้าสู่ภาวะ Super Aging Society แต่ประชากรส่วนใหญ่เข้าสู่วัยเกษียณภาระหนี้ก้อนโต โดยพบว่า กลุ่มอายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 450,000 บาท ขณะที่กลุ่มอายุ 70-79 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ไม่สามารถทำงานสร้างรายได้ได้แล้วนั้น พบว่า จำนวนหนี้คงเหลือเฉลี่ยกว่า 300,000 บาทต่อคน

ภายใต้การเติบโตแฝงความน่ากังวลทั้งในมิติของพฤติกรรมการใช้จ่าย ความเสี่ยงด้านวินัยทางการเงิน หนี้ครัวเรือน ตลอดจนช่องโหว่เชิงโครงสร้างของระบบกำกับดูแล ซึ่งอาจทำให้ BNPL กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

BNPL: ความเสี่ยง First Jobber

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงประเด็น BNPL ว่า บริการ BNPL จะไม่ใช่สิ่งผิดหรือเป็นธุรกิจที่ไม่ดี แต่หากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่เกินตัว ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องระวัง

ทั้งนี้ ปัจจุบันคนไทยกว่า 25 ล้านคนมีภาระหนี้ ขณะที่ประชากรอายุ 20-35 ปี มากกว่า 52.7% เป็นหนี้ และในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงินในอนาคต ขณะที่ ‘เด็กอายุน้อย First Jobber จึงเป็นหนี้เสียเร็วมาก’ ส่วนหนึ่งเพราะสินค้าหลายอย่างมีการนำเสนอบริการ BNPL

ตัวอย่างพฤติกรรมการใช้บริการ BNPL ที่เริ่มขยายตัวไปสู่การซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันมูลค่าไม่สูงมาก ซึ่งมีกรณีการซื้อชานมไข่มุก ราคาประมาณ 106 บาท หรือแม้แต่ข้าวมันไก่ ราคา 50 บาท ก็สามารถเลือกผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนได้ ตรงนี้สะท้อนว่าการบริการสินเชื่อกำลังถูกนำมาใช้กับการบริโภคที่ไม่จำเป็น

แบงก์ชาติ: เดินเกมคุม BNPL

อีกเหตุผลหนึ่งที่ ธปท.จำเป็นจะต้องเข้ามาควบคุมสินเชื่อ BNPL นั่นคือ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงถึง 16-18% ต่อปี โดยในประเด็นนี้ ผู้ว่าการ ธปท.อธิบายว่า ปัจจุบัน BNPL ในไทยมีผู้ให้บริการหลักอยู่ 2 รูปแบบ คือ ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาต Digital Personal Loan ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. โดยสามารถใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) แทนการวิเคราะห์รายได้แบบดั้งเดิมในการพิจารณาสินเชื่อ แต่ต้องปล่อยกู้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย และคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 25% ต่อปี

และผู้ประกอบการอีกส่วนหนึ่งที่มักจัดตั้งบริษัทอีกแห่งควบคู่กันไป เพื่อดำเนินธุรกิจสินเชื่อภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากกว่า 20,000 บาทต่อราย โดยมีเพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทนี้จะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติผู้ให้บริการบางรายอาจมีรายได้เพิ่มเติมจากส่วนลดทางการค้า (Discount) ที่ได้รับจากผู้ผลิตหรือร้านค้า ทำให้ต้นทุนรวมที่ผู้บริโภครับภาระจริงสูงกว่าที่ปรากฏในรูปดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

นั่นหมายถึง สิ่งที่ ธปท.กำลังดำเนินการในขณะนี้คือ การศึกษาแนวทางกำกับดูแลผู้ให้บริการ BNPL ทั้งกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาต Digital Personal Loan และผู้ให้สินเชื่อที่อาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยจะมุ่งกำกับกิจกรรมสินเชื่อที่ใช้สำหรับซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ได้มุ่งกำกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยตรง

โดยสิ่งที่ ธปท.จะเข้ามาดำเนินการสำหรับสินเชื่อ BNPL คือ การวางกติกาเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการ ได้แก่ การกำหนดคุณสมบัติผู้ใช้บริการ เช่น การกำหนดอายุขั้นต่ำ, ขอบเขตการให้บริการ เช่น การกำหนดประเภทสินค้า หรือมูลค่าสินค้าขั้นต่ำ และการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย เช่น อัตราดอกเบี้ยขั้นสูงสุด โดย ธปท.ยืนยันว่า แนวทางการกำกับดูแลที่อยู่ระหว่างการดำเนินการครั้งนี้จะยึดตามวัตถุประสงค์ของสินเชื่อเป็นหลัก โดยไม่คำนึงว่าผู้ให้บริการจะอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประเภทใด หรือคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด โดยคาดว่าการศึกษารายละเอียดจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน แต่หากรวมขั้นตอนการจัดทำหลักเกณฑ์และการออกประกาศด้วย ก็คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5-6 เดือน ดังนั้นภายในเดือน ต.ค.-พ.ย.2569 ก็น่าจะเห็นความชัดเจนของแนวทางการกำกับดูแล BNPL และเริ่มกำกับดูแลการทำธุรกิจดังกล่าวได้ภายในสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ดี จากนี้คงต้องติดตามความชัดเจนของแนวทางกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later ที่ ธปท.อยู่ระหว่างศึกษาและคาดว่าจะมีข้อสรุปภายในปีนี้ ว่าจะสามารถสร้าง สมดุล ระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค และการป้องกันความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือนได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริการรูปแบบดังกล่าวในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คลังปัดเช็กบิลย้อนหลัง ลุยเกณฑ์บัตรคนจนต่อ!

“ปลัดคลัง” ยันไม่มีตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กรณีใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้วไม่อุปการะบุพการี เดินหน้าเกณฑ์คัดกรองบัตรคนจนเข้มตามเดิม เชื่อคนจะหลุดสิทธิมากสุดจากเครดิตบูโร หวังปี 2571 ใช้ระบบภาษีติดลบได้