‘แบงก์ชาติ’ ชี้ไทยหมดยุคเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ยันยังห่างไกลวิกฤตแบบอินโด/แนะปรับโครงสร้างปั้มขีดแข่งขัน

‘แบงก์ชาติ’ ชี้ไทยหมดยุคเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง หลังสงครามทำลายโครงสร้างราคาพลังงานยับเยิน ดันราคาพลังงานพุ่งอีกนานพอสมควร ระบุไทยยังห่างไกลวิกฤตความเชื่อมั่น-ค่าเงินแบบอินโดนีเซีย พร้อมกางโจทย์ใหญ่เร่งผ่าตัดเศรษฐกิจกู้ขีดความสามารถการแข่งขันของไทยกลับคืน

10 มิ.ย. 2569 – นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ‘Don Nakornthab’ ในประเด็น ดุลบัญชีเดินสะพัดไทย น่ากังวลแค่ไหน? โดยมีข้อความระบุว่า ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน เม.ย. ประกาศออกมาติดลบเป็นประวัติการณ์เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว จนมีคำถามว่า ธปท. มองตัวเลขนี้และทิศทางดุลบัญชีเดินสะพัดในอนาคตของไทยอย่างไร จะนำไปสู่วิกฤตค่าเงินเหมือนที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่หรือไม่

โดยต้องยอมรับว่าตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน เม.ย.ที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นประเด็นร้อนที่คนพูดถึงกันมาก เพราะสูงกว่าสถิติเดิมที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน เม.ย. 2556 เกือบสองเท่า และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมพลิกจากที่เป็นบวกในช่วง 3 เดือนแรกของปี เป็นติดลบ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงทำให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ ‘ภาวะขาดดุลแฝด (Twin Deficit)’ ซึ่งหมายถึง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ‘ควบคู่’ กับการขาดดุลงบประมาณ ในรอบ 4 ปี ซึ่งหากไปดูที่มาที่ไปของตัวเลขขาดดุลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นี้ ต้องบอกว่า ยังเร็วเกินไปมากที่จะเป็นจุดอ่อนใหม่ของเศรษฐกิจไทย

สำหรับตัวเลขขาดดุล 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน เม.ย. เป็นการขาดดุลจากนำเข้าพลังงานสุทธิถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน และการเร่งนำเข้าสำรองน้ำมันของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 110 วัน จากเดิมประมาณ 60 วัน มองไปข้างหน้า คาดว่ารัฐจะไม่มีการสำรองเพิ่มเติม เนื่องจากสำรองในปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว การขาดดุลพลังงานในระยะต่อไปจึงจะมาจากปัจจัยราคาเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ตามประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด ธปท. มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงในครึ่งหลังของปี ซึ่งจะทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง การขาดดุลจากการนำเข้าพลังงานจึงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ทำให้ตัวเลขรวมทั้งปีกลับมาสมดุลหรือติดลบไม่มากนัก ไม่เกิน 1% ต่อจีดีพี ห่างไกลจากช่วงปี 2540 มาก

“ต้องบอกว่ายุคที่จะเห็นไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงน่าจะจบลงแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานในตะวันออกกลางที่ถูกทำลายในช่วงแรกของสงครามทำให้ราคาพลังงานจะยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามนานพอสมควร อีกส่วนหนึ่งจากแนวโน้มการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มากับกระแสการลงทุนใน Data Center

มาถึงตรงนี้ ผมอยากอธิบายเพิ่มเติมว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป และในทางกลับกัน ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ที่สำคัญกว่า คือ การขาดดุลและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมีที่มาจากไหน ในมิติของการบริโภคและการลงทุน” นายดอน ระบุ

ในช่วงที่ผ่านมา ถ้าไม่นับช่วงโควิด-19 ที่รายได้จากการท่องเที่ยวหายไป ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เงินบาทแข็งค่า กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก และทำให้ไทยเข้าเกณฑ์การประเมิน Currency Manipulation ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่กำหนดว่า ประเทศไม่ควรเกินดุลเกิน 3% ของจีดีพี ซึ่งทำให้ ธปท. มีข้อจำกัดในการดูแลค่าเงินบาทมาก

นายดอน ระบุอีกว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เป็นบวกก่อนหน้านี้สะท้อนการลงทุนที่น้อยเกินไป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่ทำให้ศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศลดลง ซึ่งหากมองในมิตินี้ เราไม่ควรพึงพอใจกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่เป็นบวกในช่วงก่อนหน้า แต่ในทางกลับกัน ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลได้จากการบริโภค และ/หรือ การลงทุนที่สูง ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลจากการบริโภคนั้น ไม่ดีแน่นอน แต่การขาดดุลที่มาจากการลงทุน ต้องลงลึกไปอีกว่าเป็นการลงทุนอะไร

“หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าในช่วงที่ไทยเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาล เตรียมเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย ไทยขาดดุลเดินสะพัดต่อเนื่องยาวนานจากการลงทุนในอีสเทอร์นซีบอร์ด เพื่อเพิ่มความสามารถในการหารายได้ในอนาคตของประเทศ ช่วงนั้นการขาดดุลของไทยถูกมองว่าเป็นเรื่องดี และเราเคยใช้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการลงทุนเป็นข้อโต้แย้งว่าไทยจะไม่ซ้ำรอยเม็กซิโกในปี 2537 ที่เกิดวิกฤตการเงินจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการบริโภคเกินตัว จุดตายของไทยในปี 2540 คือ เรามองว่าข้ามไปว่า ในช่วงหลังการลงทุนส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศแต่อย่างใด แต่สำหรับรอบนี้ ถ้าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะเกินดุลลดลงหรือติดลบบ้าง จากการลงทุนที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา แต่กลับกันเป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วยซ้ำ” นายดอน ระบุ

อย่างไรก็ดี จะว่าผมไม่เป็นกังวลเลยก็ไม่ใช่ เพราะการวิเคราะห์ข้างต้นอิงกับสมมติฐานว่าราคาพลังงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ถ้าราคาไม่ลง เราจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลต่อเนื่องจากการบริโภค (พลังงาน)

นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าเป็นการนำเข้ามาเพื่อส่งออกต่อ ก็จะไม่ปรากฏในดุลบัญชีเดินสะพัด ส่วนที่กังวล คือ ส่วนที่เป็นการนำเข้าเพื่อการบริโภคในประเทศ และยิ่งถ้าเป็นการนำสินค้าราคาถูกเข้ามาแข่งขันกับเอสเอ็มอีไทย ยิ่งน่าเป็นห่วงอนาคตเศรษฐกิจไทยครับ

สุดท้ายนี้ กลับมาที่คำถามที่โปรยไว้ตอนต้น ว่า แล้วไทยจะเกิดวิกฤตค่าเงินเหมือนที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่หรือไม่ นายดอน ชี้แจงว่า ต้องบอกว่าบริบทของเราต่างกันมาก แม้ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคของอินโดนีเซียในปัจจุบันจะดูดีกว่าไทย โดยเฉพาะตัวเลขการคลัง แต่ไส้ในของเขามีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ตลาดยังคาใจอยู่เยอะมาก ทั้งปัญหาระเบิดเวลาจากหนี้ของภาครัฐวิสาหกิจ (SOEs) ที่พุ่งสูง และการตั้งกองทุนใหม่อย่าง Danantara ที่โดนตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ผสมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากวิกฤตพลังงาน พอความเชื่อมั่นสั่นคลอน เงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้นที่อินโดนีเซียพึ่งพาอยู่มากจึงไหลออกทันที

อย่างไรก็ดี กันชนจากเงินสำรองระหว่างประเทศของอินโดนีเซียต่ำกว่าของไทยมาก มองในมิตินี้ โอกาสที่ไทยจะเกิดวิกฤตค่าเงินในระยะสั้นจึงต่ำมากครับ โจทย์ใหญ่ของไทยในเวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องวิกฤตค่าเงิน แต่คือเราจะผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร ให้กู้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาได้อีกครั้ง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง