ส.อ.ท.เผยรถอีวีดันยอดผลิตรถยนต์เดือนส.ค.โต 10.93% ชี้น้ำท่วมยังไม่สะเทือน

ส.อ.ท.เผยรถอีวีดันยอดผลิตรถยนต์เดือนส.ค.โต 10.93% ชี้น้ำท่วมยังไม่สะเทือน คงเป้าปีนี้ 1.45 ล้านคัน จี้บอร์ดอีวีเร่งสร้างความชัดเจน เหตุยังไม่ฟันธงภาษีอีวีนำเข้า 10-30% หวั่นค่ายรถแห่ตุนสต๊อก-ทำสงครามราคา พร้อมอุ้มซัพพลายเชนไทย

28 ก.ย. 2569 – นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดผลิตรถยนต์เดือนส.ค.2569 อยู่ที่ 124,646 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.93% จากการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออก 83,612 คัน เพิ่มขึ้น 12.24% ตามยอดส่งออกที่พิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา อเมริกาเหนือ ขณะที่ตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้ยังส่งออกลดลง และไม่สามารถประเมินได้ว่าสงครามจะยุติอย่างถาวรได้เมื่อไร

ส่วนยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 41,034 คัน เพิ่มขึ้น 8.34% ตามยอดขายรถยนต์ภายในประเทศอยู่ที่59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% มีสัดส่วน 32.97% หรือเกือบหนึ่งในสามของยอดขาย

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ขณะนี้ ยังไม่กระทบต่อเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 โดยยืนยันว่าโรงงานผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ยังสามารถเดินสายการผลิตได้ตามปกติ หากสถานการณ์น้ำท่วมสามารถคลี่คลายได้ภายใน 2-3 วัน กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ยังยืนยันเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 ตามเดิมที่ปรับไว้ตั้งแต่เดือน ก.ค.2569 จำนวน 1.45 ล้านคัน แบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน

ทั้งนี้ แม้บางโรงงานในพื้นที่ประสบภัยจะมีน้ำเข้าท่วมและต้องฟื้นฟูเล็กน้อย แต่ระบบขนส่งชิ้นส่วนและซัพพลายเชนโดยรวมยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง โดยเฉพาะการขนส่งด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ ขณะที่ ส.อ.ท. ได้กำชับผู้ประกอบการให้ตรวจสอบสต็อกชิ้นส่วนในคลังสินค้าและความพร้อมในการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำคัญของประเทศ

ด้านนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าภาครัฐจะปรับขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นำเข้าเป็น 30% โดยอัตราที่จะกำหนดยังต้องพิจารณาหลายปัจจัย และยังไม่มีการฟันธงว่าจะอยู่ที่ 10% 20% หรือ 30%

ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เร่งสร้างความชัดเจน เนื่องจากกระแสข่าวเรื่องการปรับขึ้นภาษีที่ยังไม่มีข้อสรุป ส่งผลต่อการตัดสินใจของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยผู้บริโภคอาจเร่งซื้อรถก่อนการปรับภาษี ขณะที่ค่ายรถอาจเร่งนำเข้ามาสต๊อกล่วงหน้า ก่อนเข้าสู่การแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นเพื่อระบายสต๊อกเดิม

ทั้งนี้ ตัวเลขภาษี 30% ไม่ได้เป็นข้อเสนอจากกลุ่มอุตสาหกรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นหนึ่งในแนวทางที่ 10 สมาคมยานยนต์เคยเสนอภาครัฐ โดยมีเหตุผลเพื่อให้รถนำเข้ากับรถที่ผลิตในประเทศสามารถแข่งขันกันได้ใกล้เคียงกัน ขณะที่แนวทางปรับอัตราภาษีให้แตกต่างกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ จะช่วยจูงใจให้ผู้ผลิตลงทุนและขยายฐานการผลิต รวมถึงเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

นายสุวัชร์ กล่าวว่า หลังมติบอร์ดอีวี เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมยังรอประกาศอัตราภาษีอย่างเป็นทางการ และจะเดินหน้าหารือเรื่องการกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนหรือมูลค่าที่ผลิตในไทย (Local Content/Thai Content) รวมถึงการกำหนดปริมาณนำเข้า หรือโควตา โดยเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสร้างขึ้นในประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยและระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม

อีกประเด็นที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญคือ การคัดเลือกนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้ามาทำตลาดโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนตั้งโรงงานในประเทศ ซึ่งหากยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อาจยุติการดำเนินธุรกิจได้ ดังนั้น แผนขอรับสิทธิประโยชน์จาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ควรกำหนดแนวทางดูแลลูกค้า รวมถึงความรับผิดชอบและการเยียวยาหากผู้ประกอบการถอนการลงทุนหรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ยอดผลิตและยอดจำหน่ายในประเทศกลับมาขยายตัว ขณะที่ยอดส่งออกลดลง โดยตลาดรถกระบะยังเป็นจุดกดดันสำคัญ ยอดจำหน่ายลดลงประมาณ 63% จากปี 2565 และการส่งออกรถกระบะยังติดลบ สะท้อนแรงกดดันทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยผลกระทบยังขยายไปถึงซัพพลายเชน เนื่องจากรถกระบะมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูง บางยี่ห้อมากกว่า 90%

นายสุวัชร์ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นมาตรการกระตุ้นตลาดจากภาครัฐในระยะใกล้ เพื่อรักษาระดับการผลิต ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และระบบนิเวศของรถกระบะ ซึ่งเป็น Product Champion ของไทย พร้อมร่วมกับภาครัฐจัดทำแผนระยะยาวเพื่อวางรากฐานซัพพลายเชน รองรับเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 12 ปีข้างหน้า

“เบื้องต้นประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วม จะมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 30,000 ล้านบาท แต่เศรษฐกิจยังมีโอกาสได้แรงหนุนจากการเร่งส่งออกสินค้าในกลุ่มดาต้า เซ็นเตอร์ และดิจิทัล รวมถึงการลงทุนอุตสาหกรรม AI ที่ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งจะช่วยสร้างการจ้างงานและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ”นายสุวัชร์ กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้ว่าฯตราด ประกาศภัยพิบัติฉุกเฉิน 3 อำเภอ น้ำป่าทะลักท่วม 138 หมู่บ้าน

สถานการณ์น้ำท่วมตราดยังวิกฤต! ผู้ว่าฯ ประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน 3 อำเภอ 138 หมู่บ้าน ด้าน ส.ส. ต้องพายเรือระยะทางกว่า 1 กม. เข้าแจกถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัยที่ถูกตัดขาด