เอกนิติ ชูยุทธศาสตร์ ‘S-T-I’ เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย ยันรักษาวินัยการคลังเข้ม ผนึกเอกชนปูพรมเติบโตยั่งยืน

‘เอกนิติ’ ปักธงเปลี่ยนผ่านประเทศไทย ผ่าทางรอดยุคโลกแตกขั้ว ชูยุทธศาสตร์ ‘สติ : S-T-I’ ปูพรมเศรษฐกิจเติบโตมั่นคง-ยั่งยืน ยืนยันรักษาวินัยการเงินการคลังเข้มข้น ยกปราการสุดแกร่งเศรษฐกิจไทย ลุยผนึกเอกชนปั้นกองหน้า-กองกลาง-กองหลัง บูม 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมงดโต้ดราม่าการเมือง เดินเครื่องทำงานในการพัฒนาประเทศไทย

5 ต.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวในงานครบรอบ 30 ปี ไทยโพสต์ ในหัวข้อ ‘เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย’ ว่า ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อปี ค.ศ. 1980 ที่กติกาเศรษฐกิจโลกถูกกำหนดโดย 3 ขั้วอำนาจใหญ่ ได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนจีดีพีโลกรวมกันราว 50-60% มาเป็นเศรษฐกิจโลกที่แตกขั้ว โดยสัดส่วนจีดีพีของเศรษฐกิจ 3 ขั้วอำนาจใหญ่ของโลก เหลือเพียง 25% เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ไม่เพียงขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นเหมือนในอดีตเท่านั้น แต่ยังมีการขาดดุลการค้ากับไทย จีน และหลายประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ โลกปัจจุบันที่แตกออกเป็นหลายขั้วเศรษฐกิจนั้น มีความญซับซ้อนมากกว่าในอดีตมาก เพราะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ที่ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ และยุโรปเท่านั้น แต่ยังมีสงครามภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในตะวันออกกลาง รัสเซีย และยูเครนด้วย อีกทั้งโลกยังได้แตกขั้วทางเศรษฐกิจด้วย สิ่งสำคัญที่สหรัฐฯ เร่งดำเนินการในตอนนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการทางค่าเงินเหมือนในอดีต แต่ยังมีการใช้มาตรการกำแพงภาษี (Tariffs) กับทุกประเทศที่เกินดุลการค้าด้วย

จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้น คือ นักลงทุนต่างชาติไม่เพียงมองหาแหล่งลงทุนที่มีต้นทุนถูกที่สุด แต่ยังมองหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย และสามารถค้าขายได้กับทุกคนอีกด้วย ดังนั้นวันนี้จึงได้เห็นกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยเป็นการย้ายออกจากประเทศต่าง ๆ ทั้งตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น และยุโรปมายังพื้นที่ปลอดภัย ซึ่ง ‘ประเทศไทย’ คือหนึ่งในหมุดหมายที่นักลงทุนทุกคนพร้อมจะย้ายเข้ามาลงทุน สะท้อนจากยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีที่ผ่านามาที่ขยายตัวสูงมาก อยู่ที่ราว 1.47 ล้านล้านบาท เติบโตเกือบ 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB/IC Substrate) และการทดสอบชิปเซมิคอนดักเตอร์

“ผมได้มีโอกาสเจอนักลงทุนต่างชาติ ก็มักจะสอบถามไปว่าเหตุใดถึงเลือกที่จะมาลงทุนที่ประเทศไทย ซึ่งนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยืนยันว่า เพราะประเทศไทยปลอดภัย และสามารถค้าขายได้กับทุกคน เนื่องจากเรามีความเป็นกลาง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมาสูงมาก และนี่คือความต่างของประเทศไทย เพราะคำว่าปลอดภัยนั่นเอง” นายเอกนิติ ระบุ

รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวอีกว่า ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไทยไม่สามารถเปลี่ยนตัวเลขเหล่านั้นให้เป็นการลงทุนจริงและสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยได้ ดังนั้นที่ผ่านมา จึงรัฐบาลมีการปรับกติกาการขอรับการส่งเสริมการลงทุน และเร่งกระบวนการอนุมัติผ่านโครงการ Thailand FastPass เพื่อปลดล็อกขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

นอกจากนี้ ยังได้มีการดำเนินโครงการ Skill Bridge โดยการดึงเทคโนโลยีที่จะเข้ามาจากการลงทุนของต่างประเทศ ให้มีการต่อยอด พัฒนาและถ่ายทอดให้เข้ากับทักษะของบุคลากร และแรงงานของไทย ผ่านการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของไทยในการพัฒนาบุคลากร สร้างทักษะแรงงาน และสร้างศูนย์วิจัยในประเทศ เพื่อยกระดับทักษะและแรงงานไทยให้สอดคล้อง และสอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเข้ามา

โดยตัวอย่างสำคัญ คือ การดึงดูดผู้ผลิต Optical Transceiver ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับ AI และ Data Center โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก ซึ่งได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อฝึกอบรมและจ้างงานวิศวกรและแรงงานไทยประมาณ 20,000–30,000 คน รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ R&D ในประเทศไทยด้วย ตรงนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสลงทุนจากอุตสาหกรรมยุคก่อน มาเป็นอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในวันนี้ คือ อุตสาหกรรม ดังนั้นหากไทยไม่เร่งปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยจะ ‘ตกขบวน’ สิ่งสำคัญคือการยกระดับ (อัปเกรด) อย่างไรให้อุตสาหกรรมเดิมเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ อัปเกรดและพัฒนาทักษะแรงงานให้มีความพร้อม เป็นเรื่องจำเป็นและปฏิเสธไม่ได้ โดยการขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคที่โลกมีความผันผวน จำเป็นต้องมี ‘สติ (STI)’ ผ่านกำหนดยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ S-T-I ประกอบด้วย Stabilize Today, Transition Now และ Invest for Tomorrow

สำหรับยุทธศาสตร์ S : Stabilize Today คือ การสร้างเสถียรภาพในปัจจุบัน โดยเฉพาะการรักษาวินัยทางการเงินและการคลัง รวมถึงการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งหนี้ครัวเรือนและสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านมาตรการต่าง ๆ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเร่งดำเนินการแก้ปัญหาที่ถูกมองว่าเป็นกรรมเก่าของเศรษฐกิจไทยที่ถูกหมักหมมมานาน โดยเฉพาะเรื่อง ‘หนี้ครัวเรือน’ ผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ และโครงการ SMEs Credit Boost เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การเน้นเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลอย่างเข้มข้นนั้น ได้สะท้อนให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเห็นและได้ปรับมุมมองเสถียรภาพของไทยจาก Negative เป็น Stable ส่วนหนึ่งเพราะไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 70% แต่หากนับเฉพาะหนี้ของรัฐบาลอยู่ที่ราว 60% ต่อจีดีพีเท่านั้น ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่หนี้สาธารณะสูงถึง 200% เป็นต้น ตรงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปราการด่านสำคัญที่เข้มแข็งของเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

ยุทธศาสตร์ T : Transition Now คือ การเร่งเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะด้านพลังงานไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดแรงกระแทกจากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นในโลกขณะนี้ โดยเฉพาะความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานของโลกแล้วกว่า 50% เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง คิดเป็นเกือบ 10% ของจีพีดี และในไตรมาส 2/2569 ไทยมีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 600,000 ล้านบาท จากราคาพลังงานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์สงคราม จากก่อนหน้านี้ที่เกินดุลมาโดยตลอด

“แนวทางหนึ่งที่สำคัญ คือ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพัฒนาระบบ Smart Grid รวมถึงส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟฟ้า เป็นผู้ขายไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน สร้างรายได้ และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน เพราะวันนี้ไม่รู้ว่าสงคราม การสู้รบกันจะจบเมื่อไหร่ เราจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน ที่เรียกว่าการ Jump Start แม้จะทำได้ไม่เร็ว แต่ก็ต้องทำ” นายเอกนิติ กล่าว

และยุทธศาสตร์สุดท้าย I : Invest for Tomorrow คือ การลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะการลงทุนในคนและเทคโนโลยี เนื่องจากไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงจำเป็นต้องเร่ง Up-skilling และ Re-skilling แรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ โดยสิ่งที่รัฐบาลทำ คือ โครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ไม่ได้ช่วยประชาชนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังนำ AI มาใช้ช่วยผู้ประกอบการรายย่อย โดยพัฒนาแนวคิด AI นกกระซิบ ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์ยอดขายและบริหารต้นทุน รวมถึงนำข้อมูลยอดขายจริงมาใช้ประกอบการขอสินเชื่อจากธนาคาร เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อในระบบโดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ยังเสนอการปรับรูปแบบการทำงานของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเปรียบการทำงานเป็นทีมฟุตบอล มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารทีม ขณะที่ภาคเอกชนทำหน้าที่เป็นกองหน้า ร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ 1.เกษตรสมัยใหม่และการแปรรูปอาหาร 2.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3.ยานยนต์แห่งอนาคต 4.สุขภาพและการแพทย์ 5.การท่องเที่ยวคุณภาพสูง 6.โลจิสติกส์ระดับภูมิภาค 7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Soft Power

โดยที่ภาครัฐทำหน้าที่เป็นกองกลาง สนับสนุนการขับเคลื่อนใน 4 ด้าน ได้แก่ การลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาคนและมหาวิทยาลัย การสนับสนุนเอสเอ็มอี และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบและ Ease of Doing Business ขณะที่กองหลัง คือ การรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง รวมถึงวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

“นี่ไม่ใช่แค่การวาดอนาคตประเทศไทย แต่ในยุคที่โลกเปลี่ยน จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในการเป็นทั้งกองหน้า กองกลาง และกองหลังที่จะประกอบไปด้วย 4 รองนายกรัฐมนตรี โดยผมจะเดินหน้ายุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ BOI ในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและการลงทุนเพื่อเชื่อมทักษะกับแรงงาน ขณะที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะดูเรื่องการยกระดับทักษะแรงงาน ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ จะดูเรื่องการยกระดับเอสเอ็มอี และทำอย่างไรไม่ให้การลงทุนกระจุกตัวอยู่แค่กรุงเทพมหานคร ส่วนนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี จะดูในเรื่องกฎ กติกาต่าง ๆ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าทุกปราการ โดยเฉพาะปราการด่านสุดท้ายจะต้องแข็งแกร่ง เพื่อทำให้ประเทศไทยเชื่อมั่นว่าจะสามารถขับเคลื่อนผ่านปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยืนยันว่ารัฐบาลตั้งใจ และจะเดินหน้าทุกยุทธศาสตร์อย่างมีสติ

“สำหรับดราม่าเรื่องการเมืองทั้งหลายนั้น ผมเองก็ต้องมีสติ และยืนยันว่ายังมีความพยายามและตั้งใจดีในการที่อยากจะพัฒนาให้ประเทศไทยดีขึ้น ที่ผ่านมาผมจึงไม่มีการตอบโต้ใคร แต่มุ่งมั่นและตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวตั้งใจเอาไว้ โดยเฉพาะการอยากทำให้ประเทศไทยดีขึ้น เพราะเชื่อมั่นอย่างที่สุดว่า หากเราทุกคนช่วยกันทำอนาคตประเทศไทยจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอน” นายเอกนิติ ระบุ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' สวนคนจ้องโจมตี ปมวันเกิด 'เนวิน' ลั่นคนว่างมากก็คิดไปเรื่อยเปื่อย

"อนุทิน" แจงกระแสดราม่าร่วมงานวันเกิด "เนวิน" ยันสนิทกันเหมือนคนในครอบครัวและเดินทางไปร่วมงานทุกปี ชี้กรณีตอบกลับคำอวยพรนั่งนายกฯ อีก 2 สมัยว่า "เบื่อแล้ว" เป็นแค่การหยอกล้อกันระหว่างพี่น้อง ปัดเป็นประเด็นการเมือง พร้อมสวนกลับกระแสโจมตี "คนว่างมากก็คิดไปเรื่อย"

'สุชาติ' แจงร่วมวันเกิด 'เนวิน' แสดงมุทิตาจิตผู้ใหญ่ ขออย่ามองเป็นการเมือง

“สุชาติ” ขออย่ามองเป็นการเมือง หลัง ครม.-สส. แห่ร่วมวันเกิด “เนวิน” แจง เป็นการแสดงมุทิตาจิต คล้ายร่วมงานครบรอบสำนักข่าว บอก คนจะประสบความสำเร็จได้อยู่ที่การจัดสรรเวลา ยก “อนุทิน. ร่วมงานแล้วบินลงพื้นที่ปราจีนฯต่อ