'เอกนัฏ' ปิ๊งไอเดีย ดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน โปะกองทุนน้ำมันอุ้มราคาพลังงาน

'เอกนัฏ' ปิ๊งไอเดีย ดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน โปะกองทุนน้ำมัน อุ้มช่วงสถานการณณ์น้ำมันแพง พร้อมจ่อถกคลังพิจารณานำเงินปันผลจากบริษัทน้ำมันที่มีคลังถือหุ้น มาช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน

22 ต.ค. 2569 - นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายในงาน สัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposion 2026 เรื่อง “Thailand Pragmatic Energy Transition พลังงานยุคใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันโลกอย่างยั่งยืน” จัดโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย (ส.อ.ท.) ว่า  แนวทางแก้ไขปัญหาฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาหลายแนวทางเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุน โดยมีเป้าหมายลดภาระทางการเงินโดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม หนึ่งในทางเลือกคือการพิจารณานำเงินจากกองทุนอื่นที่มีเงินสะสมอยู่แต่ยังไม่ได้ใช้ มาเติมให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยลดภาระการชดเชยราคาน้ำมันและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน

“เรากำลังพิจารณากองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีเงินสะสมจากการจัดเก็บเงินที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งกำลังศึกษาว่าจะสามารถนำเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้มาช่วยเหลือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้หรือไม่ เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง การนำเงินที่มีอยู่มาใช้บรรเทาผลกระทบให้ประชาชนถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา”นายเอกนัฏ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การนำเงินจากกองทุนอื่นมาใช้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยต้องพิจารณารายละเอียดและวัตถุประสงค์ของแต่ละกองทุนให้ชัดเจนก่อน ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะนำเงินมาใช้ได้เท่าใดหรือจะดำเนินการได้เมื่อใด 

นอกจากการพิจารณาเงินจากกองทุนอื่นแล้ว ยังขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาแนวทางนำเงินปันผลจากบริษัทน้ำมันที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น มาช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน โดยเห็นว่าเมื่อบริษัทมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจนมีเงินปันผลมากขึ้น ก็ควรพิจารณานำรายได้ดังกล่าวมาช่วยลดผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำมันในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบัน ยังอยู่ในระดับติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งกองทุนเคยติดลบถึง 150,000 ล้านบาท จะเห็นว่ายังมีทางเลือกในการบริหารจัดการอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเงินจากกองทุนอื่นมาเสริมสภาพคล่อง และการใช้มาตรการทางภาษีหากสถานการณ์จำเป็น 

ทั้งนี้รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะเป็นมาตรการที่ควรเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากประสบการณ์ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน การลดภาษีสรรพสามิตลงประมาณ 3-5 บาทต่อลิตรเป็นเวลานาน ส่งผลให้รายได้ภาครัฐลดลง และเพิ่มความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป

ในระหว่างนี้ รัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่กับการนำส่วนต่างผลประโยชน์จากค่าการกลั่นมาใช้ช่วยพยุงราคาน้ำมัน  มีการใช้กลไกค่าการกลั่นไปแล้วเกือบ 30,000 ล้านบาท และปรับลดราคาน้ำมันลง 4 บาท เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลกทั้งหมด หลังราคาน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้นอย่างมากในช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา 

ส่วนมาตรการภาษีเบื้องต้นมีการหารือกับกระทรวงการคลังถึงแนวทางลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ คือ E20 และ B20 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดย B20 เน้นภาคขนส่ง ขณะที่ E20 ใช้ในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ไรเดอร์ และผู้ใช้อุปกรณ์การเกษตร ปัจจุบันน้ำมันทั้งสองชนิดมีราคาถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานอย่าง B7 และ E10 ประมาณ 6 บาทต่อลิตร โดยรัฐบาลต้องการรักษาส่วนต่างราคานี้ไว้เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กลุ่มผู้ใช้งานที่จำเป็น

 

สำหรับปริมาณการใช้ B20 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีการใช้น้อยมากมาอยู่ที่ประมาณวันละ 6 ล้านลิตร สะท้อนว่ามาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือภาคขนส่ง ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกคลี่คลายลง รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาปรับลดราคาน้ำมันตามต้นทุนตลาด โดยไม่เพิ่มภาระให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมากไปกว่าเดิม

“เรื่องการเก็บเงินจากโรงกลั่นในรอบถัดไปก็ต้องเก็บ และคงไม่ได้เก็บอีกแค่ครั้งเดียว ผมจะเก็บไปเรื่อย ๆ จนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะดีขึ้น”นายเอกนัฏ กล่าว

ส่วนความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาหลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยเบื้องต้นมีการเสนอไว้ 4 ทางเลือก ซึ่งกำหนดกรอบการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดในช่วง 10 ปีแรกจากปัจจุบันประมาณ 20% เศษ เป็น 50% ก่อนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนในระยะต่อไป โดยคาดว่าทั้ง 4 ทางเลือกจะมีสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดตั้งแต่ 65% ไปจนถึงเกือบ 90%

 ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นทางเลือกใด แต่ก็พยายามทำทั้ง 4 ทางเลือกมาพิจารณาและอาจปรับบางอย่างให้เหมาะสมเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางใหม่ตามนโยบายและแผน สำหรับกรอบการพัฒนา PDP 2026 ในช่วง 10 ปีแรก ทุกทางเลือกจะมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดจากระดับประมาณ 20% เศษ เป็น 50% เหมือนกัน ส่วนการเพิ่มสัดส่วนหลังจากนั้น จะพิจารณาความเหมาะสมระหว่างการผลิตไฟฟ้าสะอาดกับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) โดยเปรียบเทียบต้นทุนและความคุ้มค่า เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

“ผมได้เรียกทุกหน่วยงานมาหารือเพราะเราต้องการขยับสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดให้สูงขึ้น โดยเป้าหมายเบื้องต้นในแต่ละทางเลือกอยู่ที่ 65% เป็นอย่างน้อย และมีความพยายามผลักดันให้สูงกว่า 70% ควบคู่กับการพิจารณาเทคโนโลยีด้านคาร์บอน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มพลังงานสะอาด ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว”นายเอกนัฏ กล่าว

ทั้งนี้ แหล่งข่าวเปิดเผยว่า แผน PDP 2026 อยู่ที่นายเอกนัฏเรียบร้อยแล้ว และน่าจะมีแนงทางที่ 5 หรือ 4 พลัส ซึ่งเป็นแนวทางนายเอกนัฏนำมาปรับให้เป็นแนวทางที่เหมาสมและดีที่สุดในแบบฉบับของตนเอง ที่จะต้องพิจารณาเรื่องการต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ต้องสอดคล้องกันกับทุกส่วนให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามยังมั่นใจแผน PDP ฉบับนี้จะถูกประกาศออกมาให้เห็นภายในปี 2569 นี้อย่างแน่นอน 

แหล่งข่าวยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับการใช้กลไกค่าการกลั่นในหลายรอบที่ผ่านมาก็ช่วยตรึงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไม่ให้มันดีดขึ้นจนมากเกินไปหรือขึ้นทั้นที และในรอบใหม่นี้ได้มีการประชุม กบง. ไปแล้ววานนี้ (21 ต.ค. 2569) สรุปจากการำคำนวนของรอบเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาซึ่งจะเก็บเข้ามาอีก 1,200 ล้านบาท แต่ก็กำลังรอประกาศเพราะตัวเดิมที่เก็บไป 4 บาท มันจะสิ้นสุดวันที่ 31 ต.ค. นี้ ซึ่งเขาก็ต้องประกาศก่อนสิ้นเดือน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

WHA Group ขานรับเวทีประชุม IMF–World Bankโอกาสทองดึงลงทุนจากต่างประเทศ

WHA Group ขานรับเวทีประชุม IMF–World Bank 2026 เชื่อมโยงเงินทุนทั่วโลก สู่ภาคอุตสาหกรรม ชูศักยภาพ โครงสร้างพื้นฐาน ดึงดูดลงทุนจากต่างประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนรองรับ New Economy