
สนพ. เผยราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเดือน เม.ย. 67 ปรับตัวเพิ่มขึ้น กว่า 22 % หลังคลังน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดต่ำลงสวนทางจากนักวิเคราะห์คาดการณ์
16 พ.ค. 2567 – นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกในเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมา พบว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 22 หลังปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ลดต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งสวนทางจากนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 1.8 ล้านบาร์เรล หลังโรงกลั่นในประเทศกลับมาดำเนินการจากการปิดซ่อมบ้ารุงในช่วงก่อนหน้านี้ อีกทั้งความกังวลด้านอุปทาน เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด รวมไปถึงเศรษฐกิจยุโรปขยายตัวสูงสุดในรอบ 12 เดือน จากตัวเลขดัชนี PMI ยุโรปของเดือนมีนาคม 2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 51.4 นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคยุโรปตะวันออกยังเป็นอีกปัจจัยที่มีส่วนสนับสนุนให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น
นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่น่าจับตามองในด้านต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคยุโรปตะวันออกกลางระหว่างรัสเซียและยูเครนที่มีความตึงเครียดมากขึ้น โดยยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย และล่าสุดได้มีการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันดิบแห่งหนึ่งในเมืองเนซนีกัมสก์ ซึ่งมีระยะห่างจากพรมแดนกว่า 1,500 กิโลเมตร โดยการโจมตีดังกล่าวถือเป็นการโจมตีที่ห่างจากพรมแดนมากที่สุดนับตั้งแต่ความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 อีกทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสำนักสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตในเดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 50.8 สูงขึ้นกว่าเดือนก่อนหน้า ที่ระดับ 49.1 โดยตัวเลขที่สูงกว่า 50 บ่งชี้ถึงภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 6 เดือน
นายวีรพัฒน์ กล่าวเพิ่มว่า สำหรับภาพรวมราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลในอาเซียนในเดือนเมษายน 2567 พบว่า ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเกือบทุกประเทศ ยกเว้นประเทศอินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่ปรับตัวลดลง ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลของประเทศไทยและต่างประเทศ ณ วันที่ 29 เมษายน 2567 พบว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน ประเทศสิงคโปร์มีระดับสูงสุดในกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 80.82 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 6 ของกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 40.35 บาทต่อลิตร ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลนั้น ประเทศสิงคโปร์ มีระดับสูงสุดในกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 73.47 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 7 ของกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 30.94 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง มาตรการด้านภาษี และนโยบายการชดเชยราคาน้ำมันของประเทศนั้น อย่างไรก็ตาม สนพ. จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อสามารถดำเนินการบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อประชาชนในระยะต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปตท.และโออาร์ ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน
ปตท. และ โออาร์ ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ตอบรับนโยบายรัฐบาล ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน
ชาวนาชัยนาทผวาสงครามยืดเยื้อ! แห่ตุนน้ำมันดีเซล
ชาวนาตุนน้ำมัน ไว้ใช้สูบน้ำทำนา หวั่นขาดแคลน หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
SPRC โชว์ผลการดำเนินงานQ4/68แกร่งทั้งปีกำไรโต 31.6%
SPRC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 4/2568รายได้รวม 1,778.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิ 33.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั้งปี 7,317.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรเพิ่มขึ้น 31.6% ปัจจัยหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะมีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันอันเนื่องมาจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบระหว่างไตรมาส
ราคาน้ำมันดิบขยับลดลง หลังอิหร่านยังไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงถึง 7% หลังอิหร่านยังไม่ตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีฐานทัพสหรัฐในกาตาร์ที่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ
ยันขยับภาษี ‘ดีเซล-เบนซิน’ ไม่กระทบราคาขายปลีกน้ำมัน
“สรรพสามิต” ยืนยันขยับภาษีน้ำมันดีเซล-เบนซิน ขึ้น 1 บาทต่อลิตร ไม่กระทบราคาขายปลีกน้ำมัน เหตุมีการปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกชะลอต่อเนื่อง
วราวุธ เผย 9 เม.ย. นี้ แถลงผลงานพม. รอบ 6 เดือน ชู พันธกิจ 9 ด้าน ต่อยอด 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร ยกระดับ คุณภาพชีวิตทุกกลุ่มเป้าหมาย
ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ได้มุ่งมั่นทำงานขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวง พม. เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่เด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัว ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยต่อยอดขยายผลจากนโยบาย 5 x5 ฝ่าวิกฤตประชากร

