เปิดร่าง Oil Plan 2024 สร้างความมั่นคงพลังงาน  มุ่งพัฒนาเชื้อเพลิงรับกระแสเปลี่ยนผ่านดันเงินลงทุนกว่าแสนล้าน

สถานการณ์การใช้น้ำมันของประเทศไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอน ดังนั้น จึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มียอดจดทะเบียนรถ EV เพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนคัน นอกจากนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องแบกรับภาระพยุงราคาน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนตามนโยบายของรับบาล ส่งผลให้ปัจจุบันมีสถานะติดลบกว่า 1.1 แสนล้านบาท

29 มิ.ย. 2567- ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงแผนการบริการและจัดหาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน นอกจากรองรับกระแสการเปลี่ยนผ่านแล้ว ยังมุ่งให้เกิดเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งล่าสุด กรมธุรกิจพลังงาน  หรือ ธพ. ได้จัดทำร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2567–2580 (Oil Plan 2024) ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนพลังงานชาติ ที่ประกอบด้วย 5 แผน คือ 1.แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2567-2580 (PDP 2024) 2.แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ.2567-2580 (Gas Plan 2024) 3.แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2567-2580 (Oil Plan 2024) 4.แผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2567-2580 (AEDP2024) และ 5.แผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2567-2580 (EEP2024) และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานเปิดรับฟังความคิดเห็น Oil Plan 2024 ระบุว่า ทิศทางความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงโลกที่มีแนวโน้มลดลงในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ที่ส่งผลให้ Oil Peak demand ของประเทศไม่เกินปี พ.ศ.2573 (ค.ศ.2030) แต่น้ำมันยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยเฉพาะในภาคขนส่ง จึงได้วางกรอบการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้วิสัยทัศน์ “ก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยความมั่นคง และยกระดับธุรกิจพลังงานเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Transitioning with security and competitiveness)”

ถกเลือกชนิดน้ำมันพื้นฐาน

ขณะที่ นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า (ร่าง) แผน Oil Plan 2024 นอกจากจะมีการปรับลดชนิดน้ำมันที่จำหน่ายในประเทศลง โดยน้ำมันดีเซลจะกำหนดให้ไบโอดีเซล B7 และให้ดีเซล B20 เป็นน้ำมันทางเลือก และจะสนับสนุนให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ไปใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2578-2580 แล้วในส่วนของน้ำมันเบนซินอยู่ระหว่างกำหนดให้น้ำมันชนิดใดเป็นน้ำมันพื้นฐาน ระหว่างแก๊สโซฮอล์ 95 หรือ แก๊สโซฮอล์ E20 หรือแก๊สโซฮอล์ 91 หรือ E10  

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการขนส่งน้ำมันทางท่อให้มากขึ้น จากปัจจุบันการขนส่งน้ำมันทางท่อมีสัดส่วนประมาณ 36-39% นอกนั้นเป็นการขนส่งทางบก อย่างไรก็ตาม ในแผน Oil Plan 2024 จะเพิ่มสัดส่วนการขนส่งน้ำมันทางท่อเป็น 45% ในปี 2570 และเป็น 55% ในปี 2580 และมุ่งเน้นการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศให้ได้ 90 วัน ตามนโยบายรัฐบาล หรือประมาณ 14,310 ล้านลิตร จากปัจจุบันสำรองน้ำมันดิบ 6% และน้ำมันสำเร็จรูป 1% ของการจำหน่าย หรือเท่ากับเป็นการสำรองน้ำมันรวม 25 วัน แต่ยังมีในส่วนของผู้ผลิตที่สำรองไว้อีก 45-50 วัน ทำให้วันนี้ไทยยังมีการสำรองน้ำมันโดยรวมประมาณ 70-75 วัน แต่เพื่อความมั่นคงพลังงานจะต้องเพิ่มการสำรองเป็น 90 วัน

เอกชนมีความกังวล

อย่างไรก็ตามในการรับฟังความคิดเห็นนั้น มีตัวแทนภาคเกษตรกรและเอกชนที่เข้าร่วมงานแสดงความคิดเห็นครั้งนี้ สะท้อนผลกระทบไปในทางเดียวกันถึงผลกระทบและความยั่งยืนพลังงานของไทยที่ได้จากพืชผลทางการเกษตร รวมถึงมีข้อกังวลว่าการจัดทำแผน AEDP และ OIL PLAN ควรสอดรับกัน พร้อมวอนหน่วยงานจัดทำประสานงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครบทุกมิติในการจัดทำแผนนี้

ขณะที่ด้าน สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย สมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง และสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย แสดงความคิดเห็นว่า ด้วยปัจจุบันประเทศไทยได้มีการวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนพัฒนาประเทศตามหลัก BCG Model และยังได้มีการสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี ค.ศ.2065 

ดังนั้น เอทานอลที่ผสมในน้ำมันเบนซินถือได้ว่าเป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกัน ภาครัฐกลับมีการปรับลดเป้าหมายและลดการสนับสนุนการใช้เอทานอลในภาคการขนส่งลง ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ขัดแย้งต่อการบรรลุเป้าหมาย พร้อมชูประโยชน์ 3 ด้าน จากการส่งเสริม E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน

สาระสำคัญ 4 ด้าน

สำหรับสาระสำคัญของ (ร่าง) แผน Oil Plan 2024 ทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อความมั่นคงกรมธุรกิจพลังงานได้วางแผนทบทวนรูปแบบและอัตราการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม รวมถึงจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤตด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ

2.ด้านการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง เพื่อบริหารจัดการอุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งให้สอดคล้องกับความต้องการใช้มีแนวโน้มลดลง บนเงื่อนไขที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะไม่สามารถอุดหนุนราคาได้ในอนาคต มีราคาเหมาะสม และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ จึงได้กำหนดแนวทางดำเนินการ ดังนี้ ภาคขนส่งทางบก ปรับลดชนิดน้ำมันกลุ่มดีเซลและกำหนดให้มีเบนซินฐานที่เหมาะสมกับประเทศ นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและมาตรฐานเพื่อกำกับดูแลคุณภาพและความปลอดภัยของการนำเชื้อเพลิงไฮโดรเจนมาใช้ในภาคขนส่งที่คาดว่าจะพร้อมใช้เชิงพาณิชย์ในอนาคต

 ขณะที่ ภาคขนส่งทางอากาศ ส่งเสริมการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการบิน มุ่งใช้ศักยภาพวัตถุดิบจากในประเทศ เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (used cooking oil : UCO) น้ำมันปาล์มดิบ เอทานอล คาดว่าจะสามารถเสนอให้เริ่มมีสัดส่วนการผสม SAF ที่ 1% ในปี พ.ศ.2569 และ ภาคขนส่งทางน้ำ ส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

3.ด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง กรมธุรกิจพลังงานได้วางแนวทางปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย การกำกับดูแลการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นน้ำมัน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการคลังน้ำมัน ผลักดันการขนส่งน้ำมันทางท่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ และส่งเสริมการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง

 4.ด้านการส่งเสริมธุรกิจใหม่ในอนาคต เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงให้สามารถปรับตัวจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่สำหรับขับเคลื่อนในระดับนโยบายประเทศ ประกอบด้วย ธุรกิจปิโตรเคมีพลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ดีเซลชีวภาพสังเคราะห์ และน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ พร้อมเสนอกลไกการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2570

เม็ดเงินลงทุนกว่า 113,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตาม (ร่าง) แผน Oil Plan 2024 ฉบับนี้ คาดว่าในมิติเศรษฐกิจจะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 113,000 ล้านบาท สามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลกว่า 71,000 ล้านบาท/ปี และช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศจากการนำเข้าน้ำมันดิบได้ 59,000 ล้านบาท/ปี ส่วนทางด้านมิติสังคมนั้น จะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร 41,500 ล้านบาท/ปี และในมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 7.1 mtCO2 เทียบเท่า/ปี เทียบเท่าการปลูกป่าโกงกางขนาด 2.6 ล้านไร่/ปี.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

GPSC ลุยอัปเดท12 หน่วยผลิตไฟฟ้าลดการปล่อย CO2

GPSC ลุยอัปเดท12 หน่วยผลิตไฟฟ้า ลดใช้พลังงานได้ถึง 419,476 ล้านบีทียู ลดนำเข้า LNG ได้กว่า 8,000 ตันต่อปี มูลค่า 150 ล้านบาท พร้อมจับมือพันธมิตรศึกษาพัฒนานวัตกรรมพลังงาน มุ่งสู่ การพัฒนาธุรกิจยั่งยืน และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593

‘สุรเดช’ ซัดนโยบายน้ำมันพลาด เตือนศรัทธารัฐสั่น เสี่ยงม็อบลงถนน

‘สุรเดช’ ของขึ้น จี้รัฐบาล ฟื้นวิกฤติศรัทธา หลังตกต่ำหนัก ลั่นต้องลดราคาน้ำมันลงมาให้ได้ ก่อนเจอกระแสต้าน จากรักเป็นแค้น เกิดม็อบลงถนน