
“พิชัย” สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมศุลกากร สคบ. อย. สคบ. ลุยมาตรการเข้มข้นต่อ หลังสถิตินำเข้าสินค้าไร้คุณภาพลดลงต่อเนื่อง และการดำเนินคดีผู้กระทำความผิดเพิ่มขึ้น ส่วนการจัดการนอมินี ดำเนินดคีไปแล้ว 747 ราย มูลค่า 11,720 ล้านบาท
10 ธ.ค. 2567- นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสินค้าไร้คุณภาพที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งกรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้เพิ่มความเข้มงวดและเพิ่มความเข้มข้นต่อไป หลังจากผลการทำงานที่ผ่านมา ได้ผลเป็นอย่างดี และแก้ไขปัญหาลงไปได้มาก สามารถดูแลผู้บริโภคและผู้ประกอบการ SME ได้เป็นอย่างดี
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานอย่างเข้มข้น ทำให้สินค้าไร้คุณภาพเข้าสู่ประเทศลดลง โดยช่วงก่อนมีมาตรการ ม.ค.-มิ.ย.2567 มีการนำเข้าเฉลี่ยเดือนละ 3,112 ล้านบาท และตั้งแต่เดือน ก.ค.-ปัจจุบัน การนำเข้าลดลงเหลือ 2,279 ล้านบาท ลดลง 27% ลดลงทุกกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่มีมาตรฐาน
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มมาตรการในการกำกับดูแล โดยสินค้าเกษตร ให้เพิ่มการตรวจสอบสารปนเปื้อน สารเคมีตกค้าง แมลงตกค้าง จาก 500 ครั้งต่อเดือน เป็น 5,000 ครั้งต่อเดือน และระยะกลาง เพิ่มการตรวจสอบเป็นวันละ 200 ครั้ง หรือปีละ 7.2 หมื่นครั้ง สินค้าอุปโภคบริโภค ที่จำหน่ายผ่านเว็บไซต์ ให้ อย. และ สคบ. ตรวจสอบการติดสลาก คุณภาพสินค้า จากปกติ 1,200 ครั้ง เป็น 1,600 ครั้งต่อเดือน และเพิ่มเป็น 3,000 ครั้งต่อเดือน ส่วนที่นำเข้า ให้ตรวจเข้ม 100% ในบางสินค้า และ 20-30% ในบางสินค้า และให้ชะลอการจ่ายเงินไว้ 5 วัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตรวจสอบสินค้า รวมทั้งต้องตรวจสอบการติดสลาก อย. มอก. อย่างเข้มข้น
ส่วนการดำเนินคดี กรมศุลกากรได้ดำเนินคดีแล้ว 12,145 ราย มูลค่าความเสียหาย 529 ล้านบาท สมอ. 59 คดี 33 ล้านบาท สคบ. 159 คดี 57.8 ล้านบาท กรมทรัพย์สินทางปัญญา 177 คดี 153 ล้านบาท และ อย. 30,393 รายการ ยังประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้
นายนภินทร กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหานอมินี ได้แบ่งกลุ่มตรวจสอบธุรกิจที่มีความเสี่ยง 6 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจขนส่งทางบก ธุรกิจโกดังและคลังสินค้า ธุรกิจซื้อขายที่ดินเพื่อการเกษตร และธุรกิจอื่น ๆ โดยผลการตรวจสอบตั้งแต่ 1 ก.ย.- 4 ธ.ค.2567 สามารถดำเนินคดีได้ 747 ราย มูลค่า 11,720 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าของธุรกิจที่ได้เข้าไปตรวจสอบ
“ขอแจ้งเตือนไปยังผู้ที่กระทำการเป็นนอมินีให้กับคนต่างด้าว เข้ามาทำธุรกิจในไทย ขอให้หยุดการกระทำ และแจ้งขอมูลมายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะกันตัวไว้เป็นพยาน แต่ถ้ายังขืนดื้อดึง และทำผิดต่อไป หากจับกุมได้ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่มีละเว้น” นายนภินทรกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' ห่วงผู้บริโภคสั่ง สคบ.ลุยตรวจโรงงานปลากระป๋อง
'ศุภมาส' เผย 'นายกฯ อนุทิน' ห่วงใยผู้บริโภค สั่ง สคบ.ลุยตรวจโรงงานปลากระป๋องบ่ายนี้ ขอผู้ประกอบการอย่าซ้ำเติมปชช.
ฉับไว! 'ศุภจี' เผยทุเรียนประสบภัยธรรมชาติ ขายหมดแล้ว ยันติดตามใกล้ชิดทั้งช่วยเหลือเยียวยาและหาตลาด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอแสดงความห่วงใยไปถึงพี่น้องสวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พายุเมื่อวานนี้นะคะ
ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่งแต่งตั้ง ที่ปรึกษา-เลขานุการ รมต.ศุภจี
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่ ๖๗๔/๒๕๖๙ เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง
'นราพัฒน์' มองไลฟ์ขายทุเรียน เจตนาดีช่วยเกษตรกร แต่ไม่ถูกจังหวะเวลา พร้อมข้อเสนอแนะ 'ศุภจี'
นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ประเด็นร้อน “ขายทุเรียนลูกละร้อย” หลายท่านสอบถามความคิดเห็น
'ศุภจี' เซ็น MOU ผนึก 23 หน่วยงาน ปราบนอมินี-ทุนเทา อุดช่องโหว่ภาคการลงทุนไทย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด “ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี”พร้อมด้วยนายไชยชนก ชิดชอบ
'ศุภจี' รับกดซื้อแต่ไม่ทัน หลังสื่อจี้ถามปมพิมรี่พายไลฟ์ขายทุเรียน ปลัดพาณิชย์รีบดึงออกจากวงสัมภาษณ์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีสภาผู้แทนราษฎรเตรียมตั้งกระทู้ถามกรณีการไลฟ์สดขายทุเรียน และเตรียมตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาแก้ไขปัญหาราคาพืชผล โดยให้เหตุว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุดเกาไม่ถูกที่คัน

