เศรษฐกิจไทยปีม้าอาจไม่คึก! หลายปัจจัยกดโตแผ่ว คาดราคาทองคำยังไปต่อ/จับตาประธานFEDคนใหม่

เริ่มต้นปีม้า 2569 กับความท้าทายและความไม่แน่นอนที่ต่อเนื่องมาจากปีที่ผ่านมา ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ขณะเดียวกันจากคาดการณ์ของหลายฝ่ายต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวกว่าเดิม ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ โดย ttb analytics ประเมินเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัว 1.6% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี จากการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งแม้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากการขึ้นภาษีนำเข้าศุลกากรของทรัมป์จะไม่รุนแรงอย่างที่เคยประเมินไว้ แต่ปัจจัยชั่วคราวที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเร่งส่งออกสินค้าซึ่งส่งผลบวกต่อกิจกรรมในภาคส่งออกและภาคอุตสาหกรรมจะทยอยหมดลง ขณะที่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เคยผลักดันเศรษฐกิจในอดีตก็มีข้อจำกัดในการเติบโต และยังไม่มีตัวไหนเป็นเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

โดยปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็น 1. การชะลอตัวของภาคส่งออกจากหลายสาเหตุ มาจากผลของการเร่งตัวผิดปกติในช่วงต้น (Front-loading) ในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา จึงทำให้ปริมาณสต็อกสินค้าในต่างประเทศค่อนข้างสูง รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ จากผลกระทบของภาษีทรัมป์ที่จะเห็นชัดเจนขึ้นในปี 2569 และความกังวลจากภาวะฟองสบู่ในการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเสี่ยงจากการถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมภายใต้ข้อกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงจะถูกสวมสิทธิ (Transshipment Risk) และสินค้าที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (Strategic Products) และการแข่งขันในสินค้าส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ และตลาดหลักอื่นที่จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากความเสียเปรียบด้านราคา โดยเป็นผลพวงหลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการลดอัตราภาษีสูงเป็นระยะเวลา 1 ปี อีกทั้งจีนยังมีแนวโน้มกระจายการส่งออกไปยังประเทศอื่นมากขึ้นจากกำลังการผลิตที่อยู่ในระดับสูง

ส่วน 2. การใช้จ่ายภาครัฐมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง แม้มีการส่งสัญญาณเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองคาดว่าจะยังคงอยู่และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะต่อไป ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการภาครัฐจำนวนมากในปีงบประมาณ 2569 แล้ว ยังอาจส่งผลให้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีความเสี่ยงที่จะล่าช้าออกไปจากช่วงเวลาปกติ นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและความพยายามลดการขาดดุลทางการคลัง จะทำให้พื้นที่ทางการคลังที่เหลืออยู่ถูกดึงไปใช้แก้ไขปัญหาแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อประคองภาพเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่    

ขณะที่ 3. การบริโภคภาคเอกชนมีข้อจำกัดในการเติบโตมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากเม็ดเงินกระตุ้นการจับจ่ายถูกดึงมาใช้ตั้งแต่ปลายปี 2568 มาจนถึงต้นปี 2569 และอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อประชาชนและเม็ดเงินที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงเกินกว่า 80% ของจีดีพีมาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี จะยังคงบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้แรงซื้อในหมวดสินค้าคงทน (เช่น รถยนต์และที่อยู่อาศัย) อาจยังไม่สามารถกลับสู่ระดับเดิมเหมือนในอดีต

ในด้านเสถียรภาพทางการเงิน ttb analytics ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในรอบการประชุมเดือนธันวาคมสู่ระดับ 1.25% ณ สิ้นปี 2568 พร้อมกับการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อลงในปี 2568-2569 มองไปข้างหน้า ttb analytics ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอยู่ที่ 0.75-1% ณ สิ้นปี 2569 ซึ่งจะเป็นการปรับนโยบายทางการเงินให้มีความสมดุล (Recalibration) และสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลงในหลายภาคส่วน จากเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำลง อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างเป้าหมายต่อไป นอกจากนี้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้แก่ภาคครัวเรือนและ SMEs ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แบบเฉพาะเจาะจงอื่น ๆ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เป็นต้น

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2569 คาดว่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐมีทิศทางแข็งค่าขึ้นได้บ้างในช่วงครึ่งแรกของปี ตามการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงต่อเนื่องตลอดทั้งปี ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและวินัยทางการคลังของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทอาจมีค่อนข้างจำกัดจากความเปราะบางด้านปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ลดลงอย่างมีนัย โดยเฉพาะหลังจากที่ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณเข้ามากำกับดูแลธุรกรรมทองคำอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เงินบาทมีจังหวะผันผวนและอ่อนค่าได้เพิ่มเติมในปีหน้า

“ท่องเที่ยว-ลงทุน” ยังเป็นความหวังหลักแต่ฟื้นตัวจำกัด

ภาคท่องเที่ยวจะยังคงเป็นตัวแปรที่สำคัญ แต่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น โดย ttb analytics คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 34.5 ล้านคน หรือเติบโต 4.5% จากปีก่อน จากตลาดนักท่องเที่ยวในกลุ่มอินเดีย รัสเซีย และยุโรปที่คาดว่าจะยังขยายตัวได้ สวนทางกับตลาดนักท่องเที่ยวหลัก (อาทิ จีน อาเซียน และเกาหลีใต้) ที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ส่วนหนึ่งจากความสามารถในการดึงดูดการท่องเที่ยวของไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ มิติของรายได้จากการท่องเที่ยวคาดว่าจะเติบโตเพียง 4% โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปยังต่ำกว่าปี 2562 จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ยิ่งกว่านั้น รายได้จากนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเดียวกับจำนวนนักท่องเที่ยว ข้อจำกัดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากภาคบริการที่กระจุกอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจเมืองและภูมิภาคท่องเที่ยวหลัก เป็นจุดสะท้อนเพดานการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่จำกัดลงได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ จากสถานการณ์อุทกภัยอย่างฉับพลันในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมที่ผ่านมา ttb analytics ประเมินความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการท่องเที่ยวจะอยู่ที่ราว 1.4-2.7 หมื่นล้านบาทหรือ 0.07%-0.14% ต่อจีดีพี ภายใต้กรอบระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 1 ไตรมาส (ซึ่งความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเดือนธันวาคม 2568) อีกทั้งยังกระทบต่อรายได้ของภาคธุรกิจทั้งหมดในพื้นที่น้ำท่วมราว 8.2 แสนล้านบาท ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวหลักของหลายอำเภอในจังหวัดสงขลาช่วงเทศกาลท่องเที่ยว อีกทั้งยังส่งผลทางอ้อมต่อการตั้งเป้าหมายเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงที่มีการจัดงานซีเกมส์ในสนามหลายแห่งในเมืองสงขลาและหาดใหญ่ โดยเฉพาะการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่มาเยือนจังหวัดสงขลา

สำหรับมิติของการลงทุนจากต่างชาติยังมีความท้าทายสูง แม้ที่ผ่านมาความต้องการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย สะท้อนจากมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2567 และ 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่แตะระดับ 1 ล้านล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบหลายปีและเติบโตอย่างมีนัยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 แต่รูปแบบความต้องการลงทุนกลับไม่ได้กระจายไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีห่วงโซ่การผลิตยาวหรืออุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ซึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในวงกว้างอย่างที่เคยเป็นมา (เช่น ปิโตรเคมี การผลิตยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน เครื่องใช้ไฟฟ้า) แต่กลับมุ่งเป้าลงทุนในอุตสาหกรรมกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการให้บริการด้านเทคโนโลยีที่ยังมีห่วงโซ่การผลิตในประเทศค่อนข้างสั้น อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ (Cloud Infrastructure) และ AI เป็นต้น

โจทย์ท้าทายที่สำคัญของประเทศไทยคือ การยกระดับห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมดั้งเดิมให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมโลกผ่านการเพิ่มกฎเกณฑ์ด้านถิ่นกำเนิด (Local Content / RVC) เพื่อสร้างแรงจูงใจการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งระบบห่วงโซ่การผลิต (System-level Incentive) รวมถึงการเปลี่ยน “มูลค่าการขอรับการสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่” ให้กลายเป็น “มูลค่าการลงทุนจริง” ภายในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะการสร้างความพร้อมด้านทักษะแรงงาน ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความชัดเจนด้านนโยบายภาษีและกฎระเบียบในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

โดยสรุป ปี 2569 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความจริงมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจในระดับ 2% ต่อปีจะกลายเป็นภาพสะท้อนของดุลยภาพใหม่ในยุคที่เศรษฐกิจโตช้าลง (A New Balance of Lower Growth) ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของปัจจัยเชิงโครงสร้าง ภาระหนี้สูงรอบด้าน และแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กระจุกตัวในบางภาคส่วนในรูปแบบ K-Shape ที่รุนแรงมากขึ้น

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 มีโอกาสจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโต GDP ของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายสำนักอยู่ในช่วง 1.5% – 2.0% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปีหากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสำคัญ โดยการชะลอตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากการเผชิญกับ ความท้าทายเชิงโครงสร้างภายในประเทศ และแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซา ประกอบกับยังต้องติดตามการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี (8 ก.พ.69)อย่างใกล้ชิด เราคาดว่าดัชนียังคงแกว่งตัวลักษณะ Sideway ออกข้าง เพื่อรอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยให้เป้าดัชนีปี 69 ที่ 1,400 จุด

ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้นกลุ่มการเงินและเช่าซื้อ (Finance & Leasing) เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง จากการที่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ย

แนวโน้มราคาทองคำปีม้า 2569

สำหรับราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อจากความคาดหวังที่ FED จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีหน้า 2569 และการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำอาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงเหมือนปีที่ผ่านมา 2568 เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มผ่อนคลายลง ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามในตะวันออกกลาง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่งในช่วงต้นปี 2568 และได้เสนอเป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพ นอกจากนี้สงครามการค้าที่คลี่คลายลงหลัง ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐเปิดทางให้ประเทศคู่ค้าที่โดนสหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้า ได้เจรจาเพื่อตกลงการค้าร่วมกันกับสหรัฐ โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ ทำให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยคาดว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้โดยได้แรงหนุนจาก FED จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในการปี 2569 และความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่อาจทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น มองกรอบทองคำปีนี้ 4,165 – 4,650 $/Oz

ส่วนปัจจัยบวกมองว่าปี 2569 คาดว่า FED จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.75% ขณะที่ปี 2570 คาดว่า FED จะคงอัตราดอกเบี้ย โดย FED ให้เหตุผลว่าปัจจุบันเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายของ FED ที่ระดับ 2% ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้มาตรการภาษีศุลกากรของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ อีกทั้งตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การคัดเลือกประธาน FED คนใหม่ที่จะมาแทน นายเจอโรม พาวเวล ที่จะครบวาระในเดือนพ.ค.69 โดยตอนนี้มี 2 คน ที่อยู่ในการพิจารณา คือ 1.นาย เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และ 2. นาย เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการ FED  โดยทั้ง 2 คน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต แต่ “แฮสเซตต์” สนับสนุนให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกมากกว่า อีกทั้ง “แฮสเซตต์” มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ทำให้อาจเกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของ FED  (ประธานาธิบดีทรัมป์ สนับสนุนให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับ 1% หรือต่ำกว่านั้น ภายในปีหน้า)

ขณะเดียวกันธนาคารกลางทั่วโลกทยอยซื้อทองคำเพิ่มขึ้น โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่าในเดือนต.ค.68 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนจากนโยบายผ่อนคลายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่าธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำราว 49 ตันในเดือนต.ค. หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ย 12 เดือนที่ 66 ตัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2565 ที่ 17 ตัน

ขณะที่ปัจจัยลบยังเป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ โดยหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่ง ช่วงต้นปี 2568 ได้พยายามเข้าเป็นตัวกลางในการเจรจาให้กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ความรุนแรงจากสงครามชะลอตัวลง และมีแนวโน้มที่จะเจรจาสันติภาพได้ในอนาคต ทำให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่ง ช่วงต้นปี 2568 ได้เริ่มใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ต่อทุกประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะเกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เปิดทางเพื่อให้เกิดการเจรจาภาษีกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะกับประเทศจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของสหรัฐ ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าร่วมกันในหลายประเด็น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนำเข้าและรัฐต่างๆ ในสหรัฐ ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจตาม IEEPA ในการเก็บภาษีนำเข้าแบบกว้างขวาง โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนรอคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐ ซึ่งผู้พิพากษาแสดงความสงสัยต่อการใช้อำนาจของทรัมป์โดยอ้าง IEEPA และตั้งคำถามเชิงหนักแน่นเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่ามาตรการภาษีศุลกากรของ ประธานาธิบดีทรัมป์ อาจถูกระงับ หากศาลตัดสินว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทั้งนี้คาดการณ์ว่าศาลจะประกาศคำตัดสินในช่วงต้นปี – กลางปี 2569 นี้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตาไม่ว่าจะเป็นการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน  หรือการเจรจายุติสงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่น รวมถึงการคัดเลือกประธาน FED คนใหม่ที่จะเข้ามาแทนตำแหน่งของ นายเจอโรม พาวเวล ที่จะครบวาระในช่วงเดือนพ.ค. 69 และการตัดสินคดีมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์ว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจของรัฐบาลหรือไม่

มีโอกาสปรับตัวต่อและทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีก    

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่า แนวโน้มราคาทองคำในปี 2569 ยังคงอยู่ในทิศทางเชิงบวก โดยทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อและสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง หากปัจจัยสนับสนุนสำคัญยังดำเนินไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยกรอบเป้าหมายราคาทองคำโลกในเชิงบวกประเมินไว้ที่บริเวณ 4,750–4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งหากคำนวณเป็นราคาทองคำในประเทศ ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยราว 32 บาทต่อดอลลาร์ จะเทียบเท่าระดับประมาณ 72,000–74,000 บาท

ปัจจัยหนุนสำคัญที่ต้องติดตามในปี 2569ได้แก่ 1. สัญญาณทางเทคนิคของราคาทองคำ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กราฟราคาทองคำมีการเกิด Bullish Breakout หลายครั้ง และเมื่อพิจารณาในกรอบระยะยาวทั้งรายสัปดาห์และรายเดือน ยังคงสะท้อนภาพแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน การย่อตัวของราคาจึงถูกมองเป็นการพักฐานเพื่อสะสมกำลังมากกว่าการกลับทิศเป็นขาลง ส่วน 2. ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจ โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2025–2026 ซึ่งถือเป็นแรงหนุนโดยตรงต่อราคาทองคำ แม้ Fed จะส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยในปี 2026 เพียง 1 ครั้ง แต่ตลาดกลับคาดหวังว่าการปรับลดดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นได้ถึง 2–3 ครั้ง สะท้อนมุมมองที่แตกต่างระหว่างท่าทีเชิงนโยบายและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ขณะที่ 3. ความเป็นอิสระของ Fed และความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ อาจกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หากศาลฎีกามีคำตัดสินให้ ลิซา คุก พ้นจากตำแหน่งกรรมการ Fed ซึ่งคดีดังกล่าวมีกำหนดการตัดสินในช่วงปลายเดือนมกราคม นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนตัวประธาน Fed จากเจอโรม พาวเวล ไปสู่บุคคลที่มีแนวคิดผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น ย่อมถูกตลาดมองว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในระยะถัดไป 4. อุปสงค์ระยะยาวอย่างการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกยังคงดำเนินต่อเนื่อง แม้อัตราการซื้ออาจชะลอลงบ้างจากระดับราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือธนาคารกลางโปแลนด์ ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทองคำให้แตะระดับ 30% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

และ 5. แรงซื้อจากกองทุน ETF ทองคำเริ่มส่งสัญญาณกลับมาอีกครั้ง ควบคู่กับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ แม้ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนจะเริ่มมีการเจรจามากขึ้น แต่ยังขาดความชัดเจนที่เป็นรูปธรรม ขณะที่ความตึงเครียดในเอเชีย โดยเฉพาะประเด็นจีน–ญี่ปุ่นที่มีไต้หวันเป็นชนวนสำคัญ กำลังเพิ่มระดับความรุนแรง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนช่วยตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกการเงิน

ปัจจัยกดดันราคาทองคำไทยและบทบาทของค่าเงินบาท

แม้ภาพรวมราคาทองคำโลกจะอยู่ในทิศทางเชิงบวก แต่สำหรับราคาทองคำในประเทศยังคงต้องติดตาม ทิศทางค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Down หรือมีทิศทางแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นได้ช้ากว่าราคาทองคำโลก

กรอบค่าเงินบาทที่ประเมินไว้ในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 31.00–33.20 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวได้ค่อนข้างจำกัด รวมถึงผลกระทบจากปัจจัยภายในประเทศ อาจทำให้การแข็งค่าของเงินบาทมีกรอบจำกัด ซึ่งจะช่วยพยุงราคาทองคำในประเทศไม่ให้ถูกกดดันมากเกินไป
กลยุทธ์การลงทุนและกรอบราคาที่น่าสนใจ

ในเชิงกลยุทธ์ หากราคาทองคำโลกมีการพักตัวแต่ไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 3,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะยังคงถูกมองเป็นการพักฐานเพื่อขึ้นต่อ โดยมีจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ โซนประมาณ 4,050–3,990 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการพักตัวระยะสั้นในลักษณะรูปแบบสามเหลี่ยม และโซนลึกลงมาในกรณีที่ราคาปรับฐานแรงกว่าปกติที่ 3,885–3,750 ดอลลาร์ สำหรับเป้าหมายทำกำไร ด่านแรกอยู่ที่บริเวณประมาณ 4,450 ดอลลาร์ ก่อนที่จะลุ้นปรับตัวขึ้นต่อไปยังเป้าหมายใหญ่ตามกรณี Bull Case ที่ 4,750–4,900 ดอลลาร์ ต่อไป

ส่วนราคาทองคำไทยในปี 2569 ยังมีช่องว่างในการปรับตัว และในกรณีเชิงบวกสูงสุด มีโอกาสขยับขึ้นไปที่ช่วง 72,000–74,000 บาท ทั้งนี้ ค่าเงินบาทยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ หากเงินบาทแข็งค่าไปที่ระดับใกล้ 31 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองคำไทยอาจปรับขึ้นได้ช้ากว่าทองโลก แต่หากเงินบาทกลับมาอ่อนค่าในช่วง 33–34 บาทต่อดอลลาร์ อาจเห็นราคาทองคำในประเทศขยับขึ้นเหนือระดับ 75,000 บาทได้ไม่ยาก ดังนั้นหากเห็นการย่อตัวลงมาแถวโซนรับ 61,500-60,500บาท ก็สามารถพิจารณาเข้าเก็บสะสมเพิ่มเติมได้ 

ส่วนนักลงทุนที่ถือครองทองคำอยู่แล้วในระดับราคาปัจจุบันบริเวณ 64,000 บาท ยังถือว่ามี Upside ให้ทำกำไรอยู่ประมาณ 7,000–10,000 บาท ตามกรอบเป้าหมายสูงสุดของปี 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่ปัจจัยสนับสนุนหลักยังคงดำเนินไปตามที่ประเมินไว้

เพิ่มเพื่อน