'อัลฟ่าเซค' ชี้เกาหลีใต้ก้าวหน้าชาติแรกบังคับใช้กฎหมาย AI

22 ม.ค. 2569 นายนิพนธ์ นาชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอัลฟ่าเซค ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัย ให้ความเห็นต่อการบังคับใช้พระราชบัญญัติปัญญาประดิษฐ์ (Framework Act on AI) ของเกาหลีใต้ที่มีผลบังคับใช้วันที่ 22 มกราคม 2026 ว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจและสมดุล โดยเน้นการส่งเสริมนวัตกรรมควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัย
แนวทางที่แตกต่างจาก EU

นายนิพนธ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้กฎหมาย AI ของเกาหลีใต้แตกต่างจาก AI Act ของสหภาพยุโรป คือการใช้ “เกณฑ์ทางเทคนิค” มากกว่า “ความเสี่ยงตามการใช้งาน” ในการกำหนดว่า AI ใดต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล โดยเฉพาะการใช้ปริมาณการประมวลผลสะสม (cumulative computing) เป็นตัวชี้วัดสำหรับ “Frontier AI” หรือ AI สมรรถนะสูง

“วิธีนี้ทำให้มีเพียง AI ขั้นสูงระดับโลกเท่านั้นที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเข้มงวด ช่วยลดภาระกับผู้ประกอบการขนาดเล็กและสตาร์ทอัพ” ดร.นิพนธ์ อธิบาย

3 เสาหลักของกฎหมาย

กฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่:

High-Impact AI – ระบบที่ใช้ในภาคสำคัญ เช่น พลังงาน การแพทย์ การเงิน ต้องมีการประเมินความเสี่ยงและจัดการอย่างเป็นระบบ

Frontier AI – โมเดลขนาดใหญ่ที่ใช้การประมวลผลสูงต้องรายงานผลการบริหารความเสี่ยงต่อรัฐบาล

Generative AI – ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเนื้อหาสร้างโดย AI โดยเฉพาะภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นของจริง
“ผ่อนปรน” แต่มีทิศทาง

นายนิพนธ์ ชี้ว่า จุดเด่นของกฎหมายนี้คือการให้ “ช่วงผ่อนผัน” อย่างน้อย 1 ปี โดยไม่มีการตรวจสอบหรือลงโทษในระยะแรก แต่เน้นให้คำปรึกษาและความรู้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมตั้งศูนย์ช่วยเหลือเฉพาะทาง

“ค่าปรับสูงสุดอยู่ที่ 30 ล้านวอน หรือประมาณ 634,000 บาท ถือว่าไม่หนักจนเกินไป และจะปรับก็ต่อเมื่อเพิกเฉยต่อคำสั่งแก้ไขเท่านั้น ไม่มีบทลงโทษทางอาญา” ดร.นิพนธ์ กล่าวสถาบันความปลอดภัย AI และคณะกรรมการจริยธรรม

กฎหมายยังจัดตั้ง “AI Safety Research Institute” เพื่อทำหน้าที่ประเมินและวิจัยด้านความปลอดภัย รวมถึงส่งเสริมให้บริษัทและสถาบันวิจัยตั้ง “คณะกรรมการจริยธรรม AI” แบบอิสระเพื่อกำกับดูแลการพัฒนาและใช้งาน AI ภายในองค์กร

นอกจากนี้ บริษัทต่างชาติที่ให้บริการ AI ในเกาหลีใต้และมีจำนวนผู้ใช้หรือรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ต้องแต่งตั้ง “ตัวแทนในประเทศ” เพื่อประสานงานกับรัฐบาลบทเรียนและข้อเตือนใจสำหรับองค์กรไทย

ดร.นิพนธ์ เน้นย้ำว่า แม้ไทยยังไม่มีกฎหมาย AI แต่องค์กรที่กำลังนำ AI มาใช้ควรเริ่มเตรียมความพร้อมด้าน AI Governance ตั้งแต่วันนี้ เพราะเป็นเพียงเรื่องของเวลาที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะต้องปรับตัวตามมาตรฐานสากล
5 ขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อม AI Governance

จัดทำ AI Inventory และประเมินความเสี่ยง

“องค์กรต้องรู้ก่อนว่าตัวเองใช้ AI อะไรบ้าง ใช้ทำอะไร และมีความเสี่ยงระดับไหน” ดร.นิพนธ์ แนะนำ โดยแบ่งระดับความเสี่ยงตามลักษณะการใช้งาน เช่น

• ความเสี่ยงสูง AI ที่ใช้ในการตัดสินใจจ้างงาน อนุมัติสินเชื่อ วินิจฉัยโรค หรือประเมินผลนักเรียน
• ความเสี่ยงปานกลาง AI Chatbot ที่ให้บริการลูกค้า ระบบแนะนำสินค้า
• ความเสี่ยงต่ำ AI ที่ใช้ภายในองค์กร เช่น สรุปเอกสาร เรียบเรียงอีเมล

ตั้งคณะกรรมการจริยธรรม AI หรือ AI Ethics Committee

นายนิพนธ์ ชี้ว่า นี่คือสิ่งที่เกาหลีใต้ให้ความสำคัญมาก โดยคณะกรรมการควรประกอบด้วย
• ผู้บริหารระดับสูงที่เข้าใจธุรกิจ
• ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค (Data Scientists, AI Engineers)
• ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและจริยธรรม
• ตัวแทนจากส่วนงานที่เกี่ยวข้อง (HR, Legal, Compliance)
• ผู้เชี่ยวชาญภายนอกอย่างน้อย 1 คน เพื่อความเป็นกลาง
“คณะกรรมการนี้ไม่ใช่แค่ตั้งเพื่อสวยงาม แต่ต้องทำหน้าที่จริงในการพิจารณาทุกโครงการ AI ก่อนนำไปใช้งาน” ดร.นิพนธ์ เน้น

พัฒนา AI Policy และ AI Use Guidelines
องค์กรควรมีนโยบายชัดเจนครอบคลุม
• หลักการใช้งาน AI ที่สอดคล้องกับค่านิยมองค์กร เช่น ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความรับผิดชอบ
• ขอบเขตการใช้งานที่อนุญาต และต้องห้าม เช่น ห้ามใช้ AI ในการเลือกปฏิบัติโดยไม่มีเหตุผล
• กระบวนการขออนุมัติ สำหรับการนำ AI มาใช้ในงานที่มีความเสี่ยงสูง
• แนวทางการจัดเก็บและใช้ข้อมูล เพื่อฝึก AI อย่างถูกต้องตาม PDPA

สร้างระบบ Documentation และ Audit Trail
“สิ่งที่เกาหลีใต้กำหนดให้ทำคือการจัดเก็บเอกสารแสดงว่าเราบริหารความเสี่ยงอย่างไร” ดร.นิพนธ์ อธิบาย โดยเฉพาะ
• บันทึกการตัดสินใจในการเลือกใช้ AI แต่ละระบบ
• ผลการประเมินความเสี่ยงต่อสิทธิมนุษยชน (Human Rights Impact Assessment)
• การทดสอบความ Bias และความเป็นธรรมของ AI
• แผนการจัดการความเสี่ยงและการติดตามผล
• บันทึกการฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ

เตรียมระบบ Explainability และ Transparency
องค์กรต้องสามารถอธิบายได้ว่า

• AI ตัดสินใจอย่างไรในแต่ละกรณี (Explainable AI)
• ใช้ข้อมูลอะไรในการฝึก AI
• มีมาตรการอะไรป้องกันการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรม
• ผู้ใช้สามารถโต้แย้งหรือขอทบทวนการตัดสินใจของ AI ได้อย่างไร

นายนิพนธ์ แนะนำว่า “สำหรับระบบ Generative AI ที่สร้างเนื้อหา เช่น รูปภาพ วิดีโอ เสียง องค์กรควรมีการติด Watermark หรือ Metadata ระบุว่าเป็นเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้น เพื่อป้องกันการหลอกลวง”

กรณีพิเศษสำหรับภาคการเงินและการแพทย์

นายนิพนธ์ เตือนพิเศษว่า องค์กรในภาคการเงิน ธนาคาร บริษัทประกัน และโรงพยาบาล ต้องเตรียมความพร้อมมากกว่าองค์กรทั่วไป เพราะ AI ที่ใช้มักอยู่ในกลุ่ม High-Impact AI

“ถ้าธนาคารใช้ AI ในการอนุมัติสินเชื่อ ต้องแน่ใจว่าระบบไม่ Bias ต่อเพศ อายุ หรือภูมิลำเนิง และต้องสามารถอธิบายให้ลูกค้าฟังได้ว่าทำไมสินเชื่อไม่ผ่าน” ดร.นิพนธ์ ยกตัวอย่าง “โรงพยาบาลที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยโรคต้องมีแพทย์เป็นผู้ตรวจสอบและตัดสินใจสุดท้ายเสมอ ห้ามปล่อยให้ AI ตัดสินใจแทนมนุษย์ 100%”

สำหรับภาคการศึกษา นายนิพนธ์ เตือนว่า หากนำ AI มาใช้ในการประเมินผลนักเรียน ต้องระวังเรื่องความเป็นธรรมและต้องมีกลไกให้นักเรียนหรือผู้ปกครองสามารถตรวจสอบและโต้แย้งได้

แนวโน้มการกำกับดูแล AI ในไทย

นายนิพนธ์ คาดการณ์ว่า ในอนาคตไทยน่าจะมีการปรับปรุง PDPA และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการใช้งาน AI มากขึ้น โดยอาจมีแนวทางคล้ายเกาหลีใต้ คือเน้นการส่งเสริมและให้ความรู้มากกว่าการลงโทษ

“องค์กรที่เตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้จะได้เปรียบ เพราะเมื่อกฎหมายออกมาก็สามารถปฏิบัติตามได้ทันทีโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนระบบงานครั้งใหญ่” นายนิพนธ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายนิพนธ์ ยังแนะนำให้องค์กรไทยติดตามมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 42001 (AI Management System) และ NIST AI Risk Management Framework ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

ข้อเสนอต่อภาครัฐไทย

นายนิพนธ์ เสนอว่า ภาครัฐไทยควรเร่งจัดตั้ง “ศูนย์ให้คำปรึกษา AI” คล้ายเกาหลีใต้ เพื่อช่วยเหลือองค์กรในการประเมินว่าระบบ AI ของตนมีความเสี่ยงระดับไหน และควรปฏิบัติตัวอย่างไร

“การกำกับดูแล AI ไม่ควรเป็นภาระ แต่ควรเป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและสังคม องค์กรที่ทำ AI Governance ได้ดีจะกลายเป็นจุดขายสำคัญในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงความปลอดภัยและความเป็นธรรมของเทคโนโลยี” ดร.นิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

    เพิ่มเพื่อน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    AWS ล่มเผยช่องโหว่ความเปราะบางด้านความปลอดภัยระบบคลาวด์

    เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568 เหตุการณ์ที่ Amazon Web Services (AWS) แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกเกิดปัญหาระบบล่มทั่วโลก ได้เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่หลายองค์กรยังมองข้าม

    J&T Express จับมือ อัลฟ่าเซค ลุยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ยกระดับความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

    นายนิพนธ์ นาชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟ่าเซค จำกัด (AlphaSec) ในฐานะที่ปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้มอบวุฒิบัตรผู้ผ่านการอบรม Data Protection Officer ให้แก่ นางสุธีมนต์ อักเกอร์เวล กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท J&T Express และทีมเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

    อัลฟ่าเซค ลุยยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ในระบบสาธารณสุข

    อัลฟ่าเซคร่วมเป็นหัวทีมวิทยากรในงานอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะ CISO เพื่อยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระบบสาธารณสุข