จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ววัน ได้ส่งผลกระทบวงกว้างไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องตั้งรับเรื่องสำคัญอย่างปัญหา “น้ำมันและพลังงาน” ที่รัฐบาล “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เร่งออกมาตรการแก้ไขเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด
ทั้งนี้ นับตั้งแต่การสู้รบในตะวันออกกลางปะทุขึ้น รัฐบาลได้ตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ขึ้นมาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกประชุมความมั่นคงทันที ทั้งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อมระดมทีมรัฐมนตรีมันสมองด้านพลังงานและเศรษฐกิจ
ทั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ร่วมกันแก้ไข
ภายหลังการเรียกประชุมอยู่หลายนัด กระทั่งนายกฯ หนูประกาศมาตรการแรกแก้ไขปัญหาน้ำมัน โดยสั่งการเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ให้กระทรวงพลังงานประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซล ในราคาลิตรละ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปั๊ม ปตท.ทุกปั๊ม จากนั้นจะทยอยออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน
ขณะที่น้ำมันสำรองของไทยในช่วงแรกรัฐบาลประกาศมีใช้ได้ประมาณ 60 วัน จากนั้นได้อัปเดตตัวเลขใหม่ จะมีใช้เพิ่มอีก 30 วัน รวมเป็น 95 วัน เนื่องจากเรายังมีแหล่งน้ำมันอื่นนอกตะวันออกกลางที่ยืนยันจะมีเข้ามาแน่ๆ ด้วยบริษัท ปตท.ที่มีการค้าขายน้ำมันและมีคู่สัญญาที่คุยกันอยู่ จึงสามารถซื้อเข้ามาได้ทันที และจะมีมาอีกเรื่อยๆ
โดยการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันใหม่ของรัฐบาลตอนนี้ นอกเหนือจากการนำเข้าน้ำมันดิบที่เป็นแหล่งหลักแล้ว ปตท.กำลังจัดหาจากแหล่งอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เซาท์แอฟริกา มาเลเซีย และออสเตรเลีย พร้อมดำเนินการควบคู่ไปกับการระงับการส่งออกน้ำมันไปยังต่างประเทศ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อยืดระยะน้ำมันสำรองของไทย
สำหรับการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศและภูมิภาค ได้ขอให้แหล่งก๊าซในอ่าวไทยและแหล่ง JDA (ไทย-มาเลเซีย) เพิ่มกำลังการผลิตขึ้น ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่าสามารถทำได้ รวมทั้งประสานงานขอซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาวเพิ่มเติม และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ส่วนการดูแลเรื่องราคาน้ำมัน ที่ขณะนี้เราใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยพยุงราคา ซึ่งถือว่าแบกรับภาระหนักมากจนกองทุนติดลบ รัฐบาลจึงจะให้ขยับราคาน้ำมันเบนซินขึ้นแบบขั้นบันได ขณะเดียวกันมีการปรับสูตรดีเซล โดยการใช้ส่วนของผสมของน้ำมันไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7% (B7) แทน น้ำมันไบโอดีเซล B5 ให้เริ่มวันที่ 14 มีนาคมนี้ พร้อมสนับสนุนการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 โดยทำให้ราคาถูกลง
เพื่อลดการใช้น้ำมันฟอสซิลและยืดระยะเวลาสำรองน้ำมัน กระทรวงพลังงานจะปรับให้ E20 มีราคาถูกกว่า E10 เพิ่มขึ้นเป็น 3 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ต่างกัน 2 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น ส่วนน้ำมัน E85 จะยังมีการสนับสนุนการใช้ต่อไป ซึ่งจะช่วยทั้งประหยัดเงินในกระเป๋าและสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วย
นอกจากนี้รัฐบาลยังขยายเวลาตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) อีก 2 เดือน จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน จนถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้
ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานได้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน (ICS) โดยมี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และกระทรวงพลังงานยังเสนอมาตรการลดใช้พลังงาน ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียวทันที
เช่น การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกไท ยกเว้นมีงานพิธีการ ซึ่งในการประชุม ครม.วันดังกล่าวบรรดารัฐมนตรีต่างพร้อมใจถอดสูทร่วมประชุมตามมาตรการทันที นอกจากนี้ยังให้ลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้ การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม เป็นต้น พร้อมมีข้อสั่งการจากนายกฯ ให้ข้าราชการงดไปดูงานต่างประเทศด้วย
แต่ทั้งนี้หากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน ให้ยกระดับมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ให้หลีกการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป และมีการกำหนดระยะเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก
หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม จากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด แม้รัฐบาลจะออกมาตรการแก้ปัญหาได้ในช่วงนี้ พร้อมยืนยันจะไม่ขาดแคลนพลังงาน แต่หากการสู้รบยังยืดเยื้อ จากที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนแล้วจะยิ่งส่งผลกระทบเพิ่มขึ้น นั่นยิ่งเป็นงานหินให้รัฐบาล “นายกฯ หนู” ต้องแก้จนหืดขึ้นคอเป็นแน่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"
เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์
ภท.ไวจัด!ชงกม.ปืน 100มาตราปชช.ปลอดภัยขึ้น‘หนู’เคลียร์ดรามา
“อนุทิน” สั่งจัดระเบียบปืน 10 ล้านกระบอก ย้ำห้ามพกปืนทุกคนเหตุใบอนุญาตหมดอายุแล้ว
'อนุทิน' โพสต์ภาพครอบครัว พร้อมถ้อยคำสั้นๆ กินใจ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วย นางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน

