
‘พิพัฒน์’ เปิดปมผลสอบ 2 อุบัติเหตุใหญ่ กรณีเครนรถไฟสร้างรถไฟความเร็วสูงหล่นทับขบวนรถไฟ พบหลักฐานมัดตัว ‘อิตาเลียนไทย’ ไม่แจ้งวิทยุระงับเดินรถตามสัญญา เตรียมชงบอร์ด รฟท. 29 ม.ค. ยกเลิกสัญญา ITD ส่วนเหตุบนถนนพระราม 2 ยังไม่ฟันธง พบร่วงหลังเลิกงาน สั่งปิดจราจรบริเวณงานก่อสร้าง 100% นาน 60 วัน รื้อสะพาน–เคลียร์จุดเสี่ยง พร้อมดันมาตรการเพิ่มโทษผู้รับเหมา คุมเข้มความปลอดภัยในอนาคต
23 ม.ค. 2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์กรณีเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดไทย-จีน)ในสัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้วของ และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ตอน7 บนถนนพระราม 2 ถล่มลงมา นั้น สำหรับบทลงโทษต่อคู่สัญญายืนยันว่า ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่เน้นย้ำให้หาผู้รับผิดชอบอย่างถึงที่สุด เนื่องจาก รฟท. เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อำนาจการบอกเลิกสัญญาจึงเป็นของคณะกรรมการ (บอร์ด) โดยรฟท.เตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ในวันที่ 29 มกราคมนี้ เพื่อพิจารณาข้อสรุปในการยกเลิกสัญญากับบริษัท อิตาเลียนไทยฯ
“กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน และจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เราทราบแล้วว่าความผิดพลาดเกิดจากตรงไหน ในสัญญาบอกชัดว่าคุณต้องแจ้งสถานีก่อนหน้า แต่จากการตรวจสอบไม่พบหลักฐานการสื่อสาร(วิทยุ)ใด ๆ จากไซต์งานไปยังสถานีรถไฟ แต่ไซต์งานกลับไม่แจ้ง นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องถูกนำไปพิจารณาบอกเลิกสัญญา” นายพิพัฒน์ กล่าว
ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์วันที่ 14 มกราคม ในไซต์งานก่อสร้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่อำเภอสีคิ้ว นั้น เบื้องต้นพบความบกพร่องชัดเจนในส่วนของมาตรการความปลอดภัยตามที่ระบุไว้ในสัญญา โดยข้อกำหนดในสัญญาระหว่าง รฟท.และผู้รับเหมา (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ระบุชัดเจนว่า ในขณะที่มีการทำงานในไซต์งานก่อสร้าง หากมีขบวนรถไฟเคลื่อนที่ผ่าน ผู้รับเหมาต้องใช้วิทยุสื่อสารแจ้งไปยังสถานีก่อนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 วัน หรือสูงสุดไม่เกิน 7 วัน เพื่อขอระงับการเดินรถชั่วคราว ให้รถไฟหยุดรอจนกว่าไซต์งานจะเคลียร์พื้นที่เสร็จสิ้น
นายพิพัฒน์ ระบุว่า วันนี้เป็นวันครบกำหนด 7 วัน ตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน จึงขอชี้แจงผลการตรวจสอบเบื้องต้น พร้อมมาตรการสั่งการเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกผลตรวจสอบเบื้องต้น กรณี สีคิ้ว พบว่า วัตถุที่ตกลงมาทับขบวนรถไฟ เป็นชิ้นส่วนฐานรองรับด้านหน้าของเครน ซึ่งเกิดการเสียสมดุลระหว่างการเคลื่อนย้าย แต่ประเด็นสำคัญที่พบคือ มีการทำงานก่อสร้างโดยไม่ปิดการจราจรด้านล่าง ทั้งที่มีข้อกำหนดชัดเจนว่าต้องทำงานเฉพาะช่วงที่ไม่มีรถไฟวิ่ง ถือเป็นการละเลยมาตรการความปลอดภัย
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่าได้ประกาศมาตรการสั่งการเร่งด่วนทันที เพื่อให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้อีกครั้ง ผมได้กำหนดให้เรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด และได้สั่งการไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการทันทีใน 5 มิติ ดังนี้ มิติที่ 1 พื้นที่ก่อสร้างต้องปลอดภัย 100% สั่งห้ามก่อสร้างเหนือทางรถไฟหรือถนนขณะมีการจราจรโดยเด็ดขาด หากจะมีการยกติดตั้งเครนหรือวัสดุอุปกรณ์ ต้องปิดการจราจร100% เท่านั้น และต้องมีการจัดตั้งเขตควบคุมความปลอดภัย (Safety Zone) อย่างเคร่งครัด
มิติที่ 2ยกเครื่องระบบตรวจสอบทางวิศวกรรมให้ตรวจทานแบบก่อสร้างและรายการคำนวณใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะเครน LG (Launcher Gantry) ต้องมีการติดตั้งระบบ Structural Health Monitoring (SHM) หรือเซนเซอร์ตรวจวัดโครงสร้างแบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ มิติที่ 3 เปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐานระดับสากล ในจุดที่มีความเสี่ยงสูงอย่างโครงการ M82 ผมได้สั่งการให้ เปลี่ยนชุดผู้ดำเนินงานเครน LG ทันที โดยให้ยุติการดำเนินงานของผู้รับเหมารายเดิม (ITD) ในส่วนนี้ และให้ใช้บริษัทผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเข้ามาดำเนินการแทน
มิติที่ 4เชิญวิศวกร-ผู้เชี่ยวชาญอิสระ ร่วมตรวจสอบ (Third Party)ได้เชิญ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ส่งวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมงานโดยอิสระ โดยให้อำนาจเต็มในการสั่งหยุดงานทันทีหากพบความเสี่ย และ มิติที่ 5 การสื่อสารที่โปร่งใสต้องเปิดเผยข้อมูลทางวิศวกรรมให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมา และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะยกระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้ 1. การดำเนินการต่อ ผู้กระทำความผิด คณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะเร่งวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกตามหลัก นิติวิศวกรรม (Forensic Engineering) ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน เพื่อชี้ชัด ผู้กระทำความผิด ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับบริหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ทั้งทางแพ่งและอาญา โดยไม่มีข้อยกเว้น
- การปฏิรูปมาตรฐานสัญญาและการกำกับดูแล โครงการก่อสร้าง กระทรวงฯ จะดำเนินการ ทำระเบียบและข้อกำหนดในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการใหม่นับจากนี้ ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดให้มาตรการด้านความปลอดภัย เป็นเงื่อนไขสำคัญของสัญญาจ้างงาน หากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตาม จะถือว่าทำผิดสัญญาและถูกยกเลิกสัญญาทันที
- การใช้มาตรการ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และการขึ้นบัญชีดำ(Blacklist) นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญครับ ผมได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้จัดทำระบบประเมินผลการทำงานของผู้รับจ้าง หรือ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ อย่างเป็นรูปธรรม การตัดแต้ม จะมีการบันทึกประวัติ ความบกพร่อง และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น หากผู้รับเหมารายใดบริหารงานหละหลวม หรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก จะถูกตัดคะแนนความน่าเชื่อถือ การลงโทษหากคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จะมีผลต่อการพิจารณาคุณสมบัติในการประมูลงานครั้งต่อไป จนถึงขั้น ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามรับงานของกระทรวงคมนาคม หรือ ภาครัฐ อีกต่อไป ย้ำว่าหากโครงการก่อสร้างต้องล่าช้าเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งยอมรับได้แต่เราจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการเดินทางได้อย่างปลอดภัย
นายจิระพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3 – 4 ช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และช่วงกุดจิก – โคกกรวด โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา ตกทับขบวนรถไฟ โดยได้ตรวจสอบข้อมูลภาพถ่าย ขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่าวัตถุที่ตกลงมากระแทกกับรถไฟและหลงเหลืออยู่ด้านล่าง เป็นชิ้นส่วนของฐานรองรับด้านหน้าของเครน (Front Support) สอดคล้องกับสภาพบริเวณคานรองรับด้านบนที่มีร่องรอยการติดตั้ง Front Support ก่อนที่ชิ้นส่วนดังกล่าวจะร่วงหล่นลงมาด้านล่าง และที่บริเวณคานรองรับไม่มีสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ซึ่งทำหน้าที่ยึดอุปกรณ์ Front Support เข้ากับคานรองรับหลงเหลืออยู่
ทั้งนี้จึงสันนิษฐานได้ว่าสาเหตุเกิดจาก การสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับด้านหน้า (Front Support) ของเครนเอียงล้ม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ที่ใช้ในการยึดฐานรองเครน (Tied-down) ขาด ขณะที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching) ส่งผลให้ Front Support ล้มเอนและตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง ซึ่งระหว่างการทำงานของเครนดังกล่าว
นายจิระพงศ์ กล่าวว่า กรณีเหตุคานปูน (segment) และเครน (Launching Gantry Crane) โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว ตอน 7 พังถล่ม จากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ ซึ่งในชั้นนี้ได้ดำเนินการโดยรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏ และตรวจพิสูจน์ทราบได้โดยประจักษ์ ประกอบด้วย ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากองค์กรภายนอกที่เป็นกลางซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้น วัตถุพยาน (ภาพถ่าย,ภาพเคลื่อนไหว) เอกสารขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่า จุดเริ่มต้นของการวิบัติเกิดจากจุดรองรับด้านหน้า (Front Main Support) ของชุดคานยกเกิดการทรุดตัว
ทั้งนี้ส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มลงมา โดยข้อสันนิษฐานเชิงวิศวกรรมถึงสาเหตุที่อาจส่งผลให้เกิดการทรุดตัว มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับระบบรองรับ (Support) และระบบยึดรั้งของเครน (Tie-down) รวมถึงความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างคอนกรีตบริเวณจุดรองรับ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแรงกระทำจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดด้านพฤติกรรมโครงสร้าง กลไกการรับน้ำหนัก และลำดับการวิบัติ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จำต้องตรวจสอบเพิ่มเติมในส่วนของรายละเอียดรายการคำนวณ และขั้นตอนการติดตั้งของเครน (Launching Gantry Crane) การวิเคราะห์พฤติกรรมการเคลื่อนที่และการรับน้ำหนักเทียบกับแบบก่อสร้าง รวมถึงการตรวจสอบเอกสารการปฏิบัติงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สมาคมวิศวกรฯ เปิด 4 ปัญหา เหตุเครนถล่มซ้ำซาก ชงแก้กม. 3 ฉบับ
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย พร้อมนายวัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ เลขาธิการสมาคมฯ และนายอนุพงษ์ สุขจิระ กรรมการสมาคมฯ ร่วมกันแถลงข่าว

