
ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ กระทบความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน อาทิตย์ที่แล้วแฟนคอลัมน์เขียนมาให้ผมวิเคราะห์เรื่องเศรษฐกิจ ที่พรรคการเมืองหาเสียงกันอยู่ ผมตอบว่าไม่ได้ตามเลย คิดว่าส่วนใหญ่คงคุยอย่างเดียวเพื่อหาเสียง และแม้เป็นรัฐบาลก็คงไม่ทําอะไร เพราะไม่ได้คิดจะทําอยู่แล้ว หรือไม่มีงบทํา หรือถูกเบรกไม่ให้ทํา ประเทศเราเป็นแบบนี้ การเลือกตั้งกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงเป็นคนละเรื่อง นี่คือคําตอบที่ให้ไป และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
บรรยากาศในบ้านเราช่วงหาเสียงเลือกตั้งจะคึกคักเสมอ คราวนี้ก็เช่นกัน มีกว่า 50 พรรคการเมืองเข้าแข่งขัน ต่างฝ่ายต่างพูดถึงสิ่งที่จะทําสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงเต็มไปด้วยไอเดียมากมาย ฟังแล้วเคลิ้ม สำหรับประชาชนช่วงเลือกตั้งคือโมเม้นท์แห่งความหวัง หวังจะได้คนดีนโยบายดีเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อให้ชีวิตของตนและประเทศดีขึ้น แต่พอเลือกตั้งจบทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน รัฐบาลก็คนกลุ่มเดิมเพียงแต่สลับหน้าสลับพรรคสลับตำแหน่ง นโยบายก็แบบเดิม มีแต่ชื่อใหม่ สีสันใหม่แต่เนื้อหาเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ การเลือกตั้งจึงเหมือนสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นแบบนี้มาตลอด คําถามคือทําไมถึงเป็นเช่นนั้น
คําตอบคือการเลือกตั้งได้ถูกออกเเบบมาแบบนี้ คือทำหน้าที่สร้างความรู้สึกว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลเปลี่ยนได้ มีการเลือกตั้ง ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนประเทศอื่น แต่ลึกไปกว่านั้นคือรัฐบาลจากการเลือกตั้งทําอะไรได้ไม่มาก ต้องอยู่ในขีดในวงที่กำหนดพอควร ขีดและวงเหล่านี้ถูกกําหนดโดยทั้งกฏระเบียบ การตีความ และทัศนคติของภาคราชการที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คืออนุรักษ์นิยม ต้องการรักษาสถานะหรือสิ่งที่มีอยู่เอาไว้มากกว่า ภาคธุรกิจก็เช่นกัน โดยเฉพาะผู้นําธุรกิจบางกลุ่มที่จะไม่สนับสนุนไม่ร่วมมือในสิ่งที่ไม่ชอบ แม้เป็นนโยบายรัฐบาล ถ้ามองว่าเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของตน อีกกลุ่มคือ “รัฐพันลึก”หมายถึง กลุ่มบุคคลนอกการเมืองที่ทําตัวเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ใช้อํานาจแทรกแซงและชี้นําการเมืองและการบริหารประเทศให้ไปในทางที่ตนต้องการ เมื่อการใช้อํานาจในประเทศเป็นแบบนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจึงมีข้อจํากัด ทําอะไรได้ไม่มาก จึงแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ ที่ผ่านมาเราจึงเห็นรัฐบาลอยู่ในโมชั่นของบริหารประเทศ แต่ไม่แก้อะไรจริงจัง และอาจไม่ค่อยรับผิดชอบ เพราะทุกอย่างดูเหมือนถูกขีดเส้นไว้แล้ว
นักการเมืองรู้กติกานี้เป็นอย่างดี การเลือกตั้งจึงไม่ใช่การแข่งกันเพื่อการบริหารหรือแก้ปัญหาประเทศ แต่แข่งกันให้ได้จำนวน ส.ส มากสุด เพื่อให้ได้นั่งร่วมโต๊ะเจรจาตั้งรัฐบาล เจรจาเอาตำแหน่ง เอากระทรวง รวมถึงอํานาจและผลประโยชน์ที่จะตามมา การแข่งขันในการเมืองไทยจึงต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์และมันนี่โพลิติก ผ่านระบบเครือข่ายบ้านใหญ่ที่มีกว่า 200 กว่าบ้านทั่วประเทศ เพื่อให้ได้จำนวนส.ส มากที่สุด นี่คือที่มาของอํานาจและตําแหน่งของนักการเมือง และเมื่อเป็นรัฐบาลก็ไม่คิดจะทําอะไรเพราะหลายอย่างถูกขีดเส้นไว้ ทําได้เพียงเอ็นจอยตําแหน่งและใช้โอกาสหาประโยชน์เพื่อเครือข่ายของตน เรื่องนี้ผู้ที่ใกล้ชิดกับการเมืองไทยทราบดี ทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน และภาคธุรกิจ แต่ยอม”ขึ้นป้าย” เออออไปตามบทแม้จะไม่เห็นด้วย หวังแต่เพียงว่า วันหนึ่งทุกอย่างจะดีขึ้น วันหนึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น
ถ้าผมวิเคราะห์ถูก ซึ่งคิดว่าคงวิเคราะห์ผิด คําถามคือแล้วเราจะเลือกตั้งไปทําไม คำตอบคือ ต้องไปเลือกตั้ง ต้องไปใช้สิทธิในฐานะพลเมือง เพราะเป็นโอกาสเดียวที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ในอดีตในต่างประเทศเราก็เคยเห็นการเลือกตั้งที่พลิกประเทศได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น การเลือกตั้งในประเทศแอฟริกาใต้ปี 1994 ที่ได้นายเนลสัน แมนเดลลา เป็นประธานาธิบดี ปลดปล่อยประเทศแอฟริกาใต้จากการปกครองของคนแอฟริกาใต้ผิวขาวที่เป็นคนส่วนน้อย ที่ปกครองประเทศมาต่อเนื่อง มาเป็นผู้นําผิวสีซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายใต้กติกาที่ผู้ปกครองประเทศเดิมคือแอฟริกาใต้ผิวขาวกำหนดขึ้น
ถ้าเจาะลึกความสำเร็จของการเลือกตั้งในแอฟริกาใต้ปี 1994 ที่เปลี่ยนโครงสร้างอํานาจในประเทศแบบหน้ามือเป็นหลังมือมาจากสี่ปัจจัย หนึ่ง จํานวนผู้ลงคะเเนนเสียงครั้งแรกที่มีมาก สอง อัตราไปเลือกตั้ง คือการเข้าร่วมลงคะแนนออกเสียงของประชาชนสูงมากเป็นประวัติการณ์ สาม พรรคการเมืองฝ่ายค้านจับมือกันภายใต้สโลแกนเดียว คือเปลี่ยนประเทศ สี่ มีผู้นําคนเดียวที่ชัดเจนที่เป็นจุดรวมของทุกพรรคฝ่ายค้าน คือ นายเนลสัน แมนเดลลา ผลคือ คะเเนนเสียงที่สนับสนุนฝ่ายค้านและไม่เอาระบบเดิมออกมาถล่มทลาย ชนะกว่า 62 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนเสียงทั้งหมด เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศ
สําหรับประเทศเรา ปรากฏการณ์แบบนี้ก็อาจเกิดขึ้น เพราะประชาชนส่วนใหญ่ต้องการทางเลือกใหม่ คือเห็นหมดแล้วในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาที่ทุกพรรคใหญ่ในระบบการเมืองเดิมได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นนายกรัฐมนตรีครบทุกคน รวมถึงผู้ที่มาจากการยึดอำนาจ ทุกคนได้แสดงฝีมือหมดแล้วและผลคือทําได้แค่นี้ ประเทศมีปัญหามากและตกต่ำอย่างที่เห็น ถูกเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย แซงหน้า จนถูกเรียกว่า “คนป่วยของเอเซีย” ชี้ชัดว่าความคิดแบบเดิมๆ ความกลัวแบบเดิมๆ และระบบของการเมืองแบบปัจจุบันทำร้ายประเทศมากกว่าที่จะสร้างสรรค์
สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ สี่ปัจจัยอย่างที่เกิดขึ้นที่แอฟริกาใต้ยังอาจมีไม่ครบ อย่างน้อยก็มีได้สองหรือสามในสี่ปัจจัยถ้าช่วยกันและไปกันเต็มที่ แต่ในรอบต่อๆไป เราจะเข้าใกล้ทั้งสี่เงื่อนไขมากขึ้น และเมื่อถึงวันนั้นเสียงเรียกร้องให้ประเทศเปลี่ยนแปลงจะถล่มทลาย และเมื่อวันนั้นมาถึงการเลือกตั้งและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องเดียวกัน
เขียนให้คิด
ดร. บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'นักวิชาการ' ชี้ 'ภท.' ปราศรัยสวนลุม สำเร็จเกินคาด ส่งตรงอนุรักษ์นิยม
'เชษฐา' ชี้ 'ภูมิใจไทย' ปราศรัยสวนลุมฯ สำเร็จเกินคาด 'อนุทิน' ตอกย้ำภาพจำอนุรักษ์นิยมร่วมสมัย มีความเด็ดขาด พร้อมเป็นผู้นำในยามวิกฤต

