จุกอก! 'ดัชนีคอร์รัปชันไทย' ต่ำสุดรอบ14ปี วิกฤตธรรมาภิบาล : โจทย์ใหญ่ความโปร่งใสและการแข่งขันของประเทศ

ดัชนีคอร์รัปชัน เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศ ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน ภาคเอกชน และประชาชนโดยรวม ในหลายประเทศระดับคอร์รัปชันมักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในช่วงการเลือกตั้ง เนื่องจากประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาการทุจริต สร้างความโปร่งใส และยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และในบริบทของการเลือกตั้งเอง นโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอ โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม มักได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะในมิติหนึ่ง ต่างมองว่า นโยบายเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและสร้างแรงสนับสนุนทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หากขาดการวางแผนที่รอบคอบและกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านวินัยการคลัง เปิดช่องให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่โปร่งใส และส่งผลกระทบต่อดัชนีคอร์รัปชันในระยะยาว

ภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญในการจับตาและประเมินทิศทางนโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ไม่เพียงในมิติของเสถียรภาพทางการเมือง แต่รวมถึงความชัดเจนของกฎระเบียบ มาตรการป้องกันการทุจริต และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโดยรวม ความโปร่งใสและความรับผิดชอบของภาครัฐจะเป็นปัจจัยกำหนดความเชื่อมั่นในการลงทุน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

ดัชนีคอร์รัปชันไทยวิกฤติ

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระนานาชาติและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ได้รายงาน ‘ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ฉบับปี 2025’ ที่แสดงให้เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชันยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงในทุกส่วนของโลก ที่น่าสนใจคือ ประเทศที่ได้คะแนนสูงกว่า 80 ลดลงจาก 12 ประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา เหลือเพียง 5 ประเทศในปี 2568 โดยประเทศที่จัดเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ ‘เดนมาร์ก’ เคยได้คะแนนสูงสุดที่ 90 คะแนน ก็ลดลงมาอยู่ที่ 89 คะแนน, อันดับที่ 2 อย่าง ‘ฟินแลนด์’ ได้ 88 คะแนนเท่าปีก่อนหน้า ส่วนอันดับที่ 3 คือ ‘สิงคโปร์’ ก็ยังครองคะแนนเท่าปีที่ผ่านมา ที่ 84 คะแนน ขณะที่อันดับที่ 4 อย่าง ‘นิวซีแลนด์’ ในปี 2568 คะแนนลดลงมาอยู่ที่ 81 คะแนน จากปีก่อนหน้า 83 คะแนน

สำหรับ ประเทศไทย ปี 2568 ได้คะแนน CPI อยู่ที่ 33/100 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก อันดับของไทยร่วงลงมา 1 อันดับจากปีก่อนหน้า และตั้งแต่ปี 2012-2024 พบว่า คะแนน CPI ของประเทศไทย อยู่ในช่วง 34-38 คะแนน จึงนับเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก รวมถึงค่าเฉลี่ยภูมิภาคอีกด้วย

ทั้งนี้ TI ตั้งข้อสังเกตว่า ไทยมีคะแนนต่ำ และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2012 ขณะที่ลาวมีคะแนนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยประเทศที่มีคะแนนสูงที่สุดในภูมิภาคคือ ‘สิงคโปร์’ ขณะที่เมียนมานั้น ยังคงรั้งท้ายต่ำสุดในภูมิภาค

‘คอร์รัปชัน’ฝังรากลึก!

มานะ นิมิตมลคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ให้มุมมองเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า การจัดอันดับดัชนี CPI ในปีนี้ เป็นเรื่องเลวร้ายมากสำหรับไทย ซึ่งได้คะแนนต่ำสุดในรอบ 19 ปี และน่าละอายที่นานาชาติมองไทยเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน และคนขี้โกง การคอร์รัปชันฝังรากลึกอยู่ในระบบและกลไกทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีหลังนี้ รัฐบาลไม่ทำอะไรเลยเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชัน ทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น

และเมื่อรัฐบาลไม่สนใจที่จะทำเรื่องนี้ จึงทำให้บรรดาคนโกงทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ เอกชน เกิดความไม่ยำเกรง และอาจหาญที่จะคดโกงบ้านเมือง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น มันจะทำให้เราเห็นว่า ‘การคอร์รัปชันของไทย’ ไม่ใช่เรื่องแค่คนเลวไม่กี่คน แต่มันคือปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ที่ทำให้การคอร์รัปชันนับวันมีแต่ขยายตัว และเลวร้ายลงเรื่อย ๆ

“คำว่าเชิงโครงสร้างหลักที่พูด คือ ในระบบราชการเคยชินกับการทำงานอย่างไม่มีธรรมาภิบาล ไม่เปิดเผย ไม่โปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ เรามีปัญหาตั้งแต่การปฏิบัติงานของตำรวจ อัยการ ไปจนถึงศาล แม้กระทั่งองค์กรอิสระก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ประชาชนในการตรวจสอบและตรวจจับคนโกงได้ ดังนั้นประชาชนจึงขาดโอกาสรับรู้ความจริง หรือเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับคนทุจริต”

ภาคเอกชนชี้กระทบความเชื่อมั่น-มั่นใจ

แน่นอนว่าประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศ โดยมุมมองของภาคเอกชน อย่าง เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน โดย CPI หรือดัชนีการรับรู้การทุจริต คือมุมมองที่มีการให้คะแนน ซึ่งไทยตกต่ำสุดในรอบ 19 ปี อยู่อันดับที่ 7 ในภูมิภาค ซึ่งถือว่า ‘แย่’ เพราะแพ้ทั้ง สปป.ลาวและ เวียดนาม ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นแบบนี้ โดยในส่วนของเวียดนามนั้น มีการพัฒนาขึ้นมาเป็น 41 คะแนน และมีแนวโน้มจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น เพราะมีนโยบายแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

แต่ของไทยทรุดลงมาตลอด 4 ปีหลังสุด โดยสอดคล้องกับที่ทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ออกแคมเปญมา เพราะมองว่าความเชื่อมั่น Ease of Doing Business และต้นทุนแฝง จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสู้ประเทศอื่นในภูมิภาคไม่ได้ โดยในเรื่อง ต้นทุนแฝง เรื่องการขอใบอนุญาตและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้นในการที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนมาก เรื่องดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์อย่างแน่นอน อีกทั้งไทยเองกำลังถูกจับตามองจากบริษัท Credit Rating ต่าง ๆ ซึ่งดูจากภาพเศรษฐกิจของไทย โดย CPI ดังกล่าวจะยิ่งวสะท้อนให้มีผลหนักมากขึ้น

“จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้กระทบความเชื่อมั่น และความมั่นใจ อีกทั้งยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเวลาที่จะพิจารณาการลงทุน หากมาไทยแม้โลเคชันจะดี หลายอย่างดี แต่ต้นทุนแฝง รวมถึงขั้นตอนที่ยาว ทำให้เสียเวลาและเสียพลังมาก หากเป็นบริษัทที่ดีที่มีทางเลือกก็อาจไปลงทุนที่อื่นแทนไทย” เกรียงไกร ระบุ

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นยังส่งผลกระทบต่อคนในประเทศ เพราะต้องพบเจอกับปัญหาหลายเรื่องที่มาจากการคอร์รัปชัน เช่น เศรษฐกิจใต้ดินที่มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งทำให้มีผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนั้นมองว่า หากไทยยังมีการคอร์รัปชันระดับสูง งบประมาณการอัดฉีดจากภาครัฐที่จะลงไปสู่กระบวนการเศรษฐกิจ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างก็จะรั่วไหลหมด โดยทำให้นโยนบายไม่เกิดประสิทธิผล หรือเรียกว่าจะทำให้มาตรการที่ภาครัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผลเท่าที่ควร อีกทั้งยังกระทบความเชื่อมั่นของการลงทุนทั้งคนไทยและต่างประเทศ เพราะต้นทุนแฝงที่มีมากกระบวนการที่ยาว ซึ่งไม่ทำให้เกิดขีดความสามารถ แต่เป็นการบั่นทอนขีดความสามารถและความเชื่อมั่น

ชงข้อเสนอรัฐปราบปรามจริงจัง

สำหรับข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนนั้น กกร. และเพื่อนไม่ทน ต้องการให้ภาครัฐจริงจังกับการป้องกันและปราบปราม เพื่อส่งสัญญาณว่าจะพยายามทำให้การคอร์รัปชันลดลง ซึ่งเมื่อสามารถทำได้อันดับคะแนนของไทยก็จะดีขึ้นในปีหน้า

ปัญหาใหญ่ของไทยที่เป็นมะเร็งร้ายมาจนถึงจุดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากการคอร์รัปชัน เอกชนจึงมองว่าหากลดหรือปราบปรามคอร์รัปชันได้จริงจัง จะแก้ปัญหาที่ประเทศเผชิญอยู่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งได้ทันที ขณะที่ประเทศอื่นมีแต่รัฐบาลสนับสนุนช่วยให้ขั้นตอนเร็ว และง่าย เพราะถือว่านักลงทุนเป็นส่วนหนึ่งในการหารายได้ให้ประเทศ มีการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ แต่ไทยกลับต้องเจอกับปัญหาเรื่องอุปสรรค เรื่องดุลยพินิจการขอใบอนุญาติ ต้องมีการจ่ายต้นทุนแฝงเพื่อให้ได้รับการอนุมัติทุกขั้นตอน ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่น และกำลังใจ ทำให้ไม่ต้องการมาลงทุน

อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าเรื่องดังกล่าวจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ของประเทศ หรือที่ภาครัฐตั้งเป้าไว้ เพราะการลงทุนคือเครื่องยนต์หลัก (Engine) ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่กลับต้องติดขัดไปทั้งหมด ทำให้การลงทุนเอกชนลดลง ขณะที่การลงทุนจากภาครัฐก็ติดปัญหาเรื่องคอร์รัปชันจากระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่รั่วไหล 20-30% หรือประมานหลายแสนล้านบาท ประกอบกับเสถียรภาพรัฐบาลที่ไม่ดี มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐล่าช้า ยิ่งทำให้ตัวเลขการลงทุนหายไปเพิ่มมากขึ้น 

“ทุกประเทศจะเปรียบการลงทุนของภาคเอกชนเป็นด่านหน้า หรือทหารที่จะออกไปลงทุน ไปสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ แต่ต้องมีการส่งเสบียงเข้าไปบำรุง หรืออำนวยความสะดวกให้ แต่เวลานี้ไทยไม่เป็นแบบนั้น ดัชนีดังกล่าวสอดคล้องกับที่ภาคเอกชนออกมาเตือนก่อนล่วงหน้า และย้ำมาตลอด โดยต้องรีบแก้ไขไม่เช่นนั้นประเทศจะเสียหายเป็นอย่างมาก หากปล่อยไว้จนไม่สามารถแก้ปัญหาใดได้ จีดีพีของไทยก็จะร่วงลงไปอีก ซึ่งไทยต้องกลัวว่าจะเป็นไปตามคำทำนายของไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งระบุว่า หากไทยยังเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ ภายในปี 2030 ขนาดเศรษฐกิจของไทยที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 3 จากที่เคยอยู่อันดับ 2 ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาถูกสิงคโปร์แซง อาจจะร่วงไปอยู่อันดับ 5 หรืออันดับ 6 ของภูมิภาค จนได้สมญานามว่าเป็น Sick Man of Asia หรือคนป่วยแห่งเอเชีย ดังนั้นจึงต้องรีบแก้ไขเพื่อไม่ให้คำทำนายและฉายาดังกล่าวนี้เป็นจริง จะต้องรีบแก้ไขให้กลับมาเป็น Strong Man ของเอเชียให้ได้” เกรียงไกร กล่าว

รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ

ข้อมูลดัชนีการทุจริตคอร์รัปชันของไทยที่คะแนน 33 คะแนนจากเต็ม 100 ได้อันดับที่ 116 ของโลก ถือว่าอยู่ในคะแนนที่ค่อนข้างต่ำ และยังสะท้อนได้ว่าประเทศไทยมีการทุจริตสูง มีความโปร่งใสต่ำนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยืนยันว่า ‘รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ’ และได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มาสอบถามว่า มีเหตุผลหรือมีข้อสรุปยืนยันอันใดที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการประเมินจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติในระดับที่ต่ำ และได้สั่งการให้เลขาธิการ ป.ป.ท.ภายใต้การดูแลของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รักษาการรองนายกฯ ให้เตรียมการปรับปรุงวิธีการ กฎหมาย ขั้นตอน ระเบียบ ทั้งในรูปกฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวง พระราชกำหนด หรือการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อปราบปรามต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

พร้อมระบุด้วยว่า เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเอาเงินไปให้ซื้อความสะดวก แต่ต้องปฏิรูประบบการอนุมัติ อนุญาต ในการสร้างความมั่นใจกับนักลงทุน นักธุรกิจ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศไทย ต้องเร่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กฎหมายอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ บังคับใช้จริงจัง ซึ่งได้มีการมอบหมายหน่วยงานให้รับผิดชอบโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ท., สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อร่วมกันทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส และหลังจากนี้จะเร่งดำเนินการกับหน่วยงานที่คอร์รัปชัน ฉ้อราษฎร์บังหลวง และหากมีการคอร์รัปชัน จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด หากกฎหมายไม่เพียงพอ ก็จะบังคับใช้กฎหมาย

ท้ายที่สุด การยกระดับดัชนีคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงเป้าหมายเพื่อปรับอันดับในเวทีนานาชาติ หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจที่มั่นคง โปร่งใส และแข่งขันได้ในระยะยาว การป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างที่เอื้อต่อการทุจริต ไปสู่ระบบที่ยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง หากสามารถดำเนินการได้อย่างจริงจัง ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น และพลิกฟื้นศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

🔴 LIVE ‘แก้วสรร’ ขีดเส้นใต้ โจทย์หิน ‘อนุทิน’ ดักคอ ‘ส้ม’..จุดไฟ 6 ตุลา!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

‘แก้วสรร’ ขีดเส้นใต้ โจทย์หิน ‘อนุทิน’ ดักคอ ‘ส้ม’..จุดไฟ 6 ตุลา!! อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : : วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569

'ปิยบุตร' ยืนกรานการเมือง 2 ขั้วไม่ใช่ 3 ก๊ก ฟาดนักโต้วาทีเล่านิทานหลอกเด็ก!

ดุดือด ‘ปิยบุตร’ เปิดฉากฟาด ‘ณัฐวุฒิ’ ลั่นการเมืองไทยวันนี้ประลองกำลังระหว่างการเมือง 2 ขั้ว ‘เก่า VS ใหม่’ ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก ตามที่นักโต้วาทีที่มาเป็นนักการเมือง เล่านิทานหลอกเด็ก