
รฟท.เร่งรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) รายงานความคืบหน้าบอร์ด.เคลียร์ปมสัญญาร่วมทุน เล็งชง ครม.ใหม่เคาะ คาดออก NTP ตอกเสาเข็ม ส.ค.นี้ ปักธงเปิดให้บริการปี 2575
18 ก.พ.2569-นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ว่าได้รายงานให้บอร์ดรับทราบความคืบหน้าในโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ซึ่งขณะนี้ รฟท.ได้ส่งรายงานเสนอขอแก้ไขหลักการในโครงการดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแก้ไขหลักการร่วมลงทุนตามที่ กพอ.ได้มีมติไปแล้วก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาแก้ไขหลักการสัญญา รฟท.ก็จะหารือกับอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาจัดทำร่างสัญญาฉบับสุดท้าย ก่อนเตรียมลงนามแก้ไขสัญญากับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ที่มีเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ถือหุ้นใหญ่ โดย รฟท.ประเมินกรอบการดำเนินงานเบื้องต้น คาดว่าจะเสนอร่างสัญญาให้ ครม.พิจารณาในเดือน มิ.ย.นี้ ก่อนลงนามสัญญาในเดือน ก.ค.2569 และออกหนังสืออนุญาตเข้าพื้นที่ (NTP) ภายใน 30 วัน หรือในเดือน ส.ค.2569 ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี ทดสอบระบบอีก 6 เดือน จึงประเมินว่าจะสามารถเปิดให้บริการในปี 2575
ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดทำร่างสัญญาฉบับสุดท้าย ซึ่งก่อนหน้านี้อัยการสูงสุดมีข้อกังวลเกี่ยวกับการกำหนดเงินวางหลักประกันโครงการ 4,500 ล้านบาท และหลักประกันงานโยธาส่วนที่รัฐร่วมลงทุนที่ กพอ.พิจารณาให้เอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่ม วงเงิน 160,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงานโยธา 120,000 ล้านบาท และงานระบบ 40,000 ล้านบาท โดยเอกชนเสนอให้คืนหลักประกันทั้งจำนวนเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดเดินรถได้ภายในเวลา 5 ปีหลังเริ่มงาน
นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของเงินหลักประกันงานโยธาส่วนที่รัฐร่วมลงทุน เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมที่กำหนดขึ้นมาให้เอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่ม และจะสามารถเรียกคืนหลักประกันได้ต่อเมื่อก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จตามกำหนดในเวลา 5 ปี รวมติดตั้งและทดสอบระบบอีก 6 เดือน ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวเนื่องกับเงินหลักประกันโครงการที่จะสามารถใช้ได้ในกรณีทั่วไปที่อาจมีการกระทำผิดในสัญญารฟท. เชื่อว่าจะสามารถชี้แจงเหตุผลทั้งหมดนี้ และหารือกับอัยการสูงสุด จนได้สรุปเพื่อเริ่มจัดทำร่างสัญญาฉบับสุดท้าย
สำหรับพื้นที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน โดยเฉพาะช่วงโครงสร้างร่วม ในพื้นที่ก่อสร้างที่จำกัด จำเป็นต้องประสานแผนเข้าพื้นที่ก่อสร้างในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการรื้อทำซ้ำและลดความซับซ้อนด้านวิศวกรรม หากการแก้ไขสัญญาไม่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา รฟท. จำเป็นต้องรายงาน ครม. เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนขอบเขตงาน โดยอาจดึงงานโครงสร้างร่วมกลับมาดำเนินการเอง เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพรวมโครงการรถไฟไทย–จีน โดยเฉพาะช่วงอยุธยา สัญญา 4-5 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแบบเตรียมเปิดประกวดราคา และมีไทม์ไลน์สอดคล้องกับการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเดือนกรกฎาคมนี้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการป้องกันความเสี่ยงและสร้างความโปร่งใส ก่อนออก NTP รฟท. จะส่งร่างสัญญาที่ลงนามแล้วให้หน่วยงานตรวจสอบภายนอก เช่น สตง. และ ป.ป.ช. พิจารณาและเปิดเผยข้อมูล หากมีข้อเสนอแนะสามารถปรับปรุงได้ในช่วงก่อนเริ่มงานจริง โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน เป็นโครงสร้างในการพัฒนาพื้นที่ใน EEC เชื่อมโยงกับโครงการเมืองการบินอู่ตะเภาในการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง

