กุ้งไทยมีเฮ ภาษีทรัมป์รอบใหม่ 15% บวกเอดี 2.01% ไม่สะเทือนส่งออก เกษตรกรมั่นใจผลิตฉลุย 4 แสนตัน เตรียมยื่นหนังสือกระทุ้งรัฐหนุนช่วย “วาระแห่งชาติ” พร้อมเจรจารุกเปิด FTA ยุโรป-แคนาดา-เกาหลี ชิงส่วนแบ่งตลาดโลกเพิ่ม สร้างรายได้เกษตรกรในระยะยาว
17 มี.ค. 2569 - นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมกุ้งไทยท่ามกลางความผันผวนของนโยบายการค้าโลก ว่าอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปีนี้มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการทางภาษีและนโยบายการค้าที่คาดเดาได้ยากจากฝั่งสหรัฐอเมริกา แต่มีความเชื่อมั่นว่าในปีนี้ไทยจะผลักดันการส่งออกมากกว่า 250,000 ตัน หากสามารเพิ่มผลผลิตกลับมาได้มากกว่า 400,000 ตัน
"ปัจจัยบวกต้นปีจากที่รับทราบอัตราภาษีสหรัฐฯ ประกาศรอบนี้ให้ 15% เท่ากันหมด และเมื่อบวกกับอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ล่าสุดที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไทยเหลือเพียง 2.01% รวมแล้วสินค้ากุ้งจากไทยจะมีภาษีส่งออกไปสหรัฐที่ 17.01% แม้ว่าจะใกล้เคียงกันกับประเทศอื่น แต่ก็ซึ่งถือว่าไทยได้เป็นอัตราต่ำที่สุดเป็นที่น่าพอใจกับตัวเลขภาษีที่ปรากฏ เนื่องจากยังอยู่ในระดับที่สามารถส่งออกไปแข่งขันได้แม้จะมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนเพียงประมาณ 150 วันแต่ก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศ” นายเอกพจน์
สำหรับอัตราภาษีสินค้ากุ้งของประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายอื่น ได้แก่ อินโดนีเซีย 18.78% เอกวาดอร์ 15%-28.75% เวียดนาม 22.42% และอินเดีย 24.58% อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังคงมองว่าอัตราภาษีของสหรัฐฯ ยังมีความนโยบายส่วนตัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาต้องจับตามองต่อไป
ปัจจัยบวกอีกเรื่อง คือ การผลิตกุ้งหลังจากการที่สร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรในเรื่องการทำการตลาดส่งออกและตลาดภายในที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้เกษตรกรมั่นใจในการลงลูกกุ้งช่วงไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
“แม้ว่าสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งในปีนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นซุปเปอร์เอลนีโญ แต่ผมมองว่าอากาศนี้กลับจะส่งผลดีต่อการเลี้ยงกุ้งมากกว่าอากาศหนาวหรือฝนตก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนสินค้า (Short Supply)”
นายเอกพจน์กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ ไทยต้องมุ่งขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดอื่น ไม่พึ่งพาเพียงตลาดสหรัฐเพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีตที่เคยครองสัดส่วนถึง 60% แต่ในปัจจุบันไทยพึ่งตลาดสหรัฐลดลงเหลือเพียงประมาณ 20% เท่านั้น ทำให้ผลกระทบจากนโยบายภาษี 15% ของสหรัฐฯ มีวงจำกัดมากขึ้น นอกจากนี้ไทยยังมีตลาดอื่นรองรับทั้ง ญี่ปุ่น 20% จีน 20% ตลาดอาเซียนและบริโภคภายในประเทศรวม 20-25% ซึ่งกลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนการทำให้มีแม่น้ำมีหลายสายมากขึ้น สร้างความมั่นคงกับรายได้เกษตรกรในระยะยาว
โดยเร็วๆนี้ ทางสมาคมฯเตรียมจะทำหนังสือและขอเข้าพบตัวแทนรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ดูแลสินค้ากุ้ง เป็นวาระแห่งชาติ แก้ไขปัญหาเรื่องโรคกุ้ง และเพิ่มผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืน เพราะตอนนี้ตลาดไม่ได้มีปัญหาแต่เอกชนไม่กล้ารับออร์เดอร์เพราะกังวลว่าจะผลิตได้ทันเพียงพอหรือไม่ รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินมาตรการ 11 มาตรการตามที่เสนอไปก่อนหน้านี้ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ สมาคมจะขอให้ภาครัฐ เดินหน้านโยบายเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับทุกประเทศที่ยังค้างอยู่ ทั้งสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งในอดีตไทยเคยส่งออกกุ้งไปยุโรปได้สูงถึง 60,000 ตันต่อปี ก่อนที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ทำให้เหลือเพียง 200 ตัน หากหากสามารถทำเอฟทีเอกับอียูสำเร็จ ช่วยฟื้นตลาดยอดส่งออกกลับมาได้ แม้เริ่มฟื้นมาได้เพียงแค่ 30,000 - 40,000 ตัน ก็ถือเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ นอกจากนี้ยังมีเอฟทีเอกับแคนาดา และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงเช่นกัน
“สมาคมเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในเร็วๆนี้อีกครั้ง เราคาดหวังถึงมาตรการระยะยาวที่รอไม่ได้ ที่จะแก้ปัญหาโรคกุ้ง และพัฒนาการเลี้ยงอย่างยั่งยืน ทำให้ปริมาณการผลิตสม่ำเสมอ และผู้ส่งออกจะกล้ารับคำสั่งซื้อ ราคาก็จะมีเสถียรภาพ ตอนนี้ที่สำคัญกุ้งไทยมีตลาดแน่นอน และที่สำคัญกุ้งไทยเรามีจุดแข็งเรื่องปลอดสารแอนติไบโอติก เกษตรกรลงทุนตรวจทั้งหมด 100% การใช้กุ้งไทยจึงทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจมากกว่ากุ้งบางประเทศ ที่เพิ่งจะมีตรวจสอบแอนติไบโอติก เช่น เวียดนาม และอินเดีย”.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯบิน 3 ประเทศ พร้อมร่วมประชุม UNGA81 ที่สหรัฐ
นายกฯบินโตเกียว ประชุมขับเคลื่อนหน่วยงานตัวแทนประเทศไทยในญี่ปุ่น ก่อนเดินทางต่อสหรัฐฯ ร่วม UNGA81 เผย เจรจาภาษีมะกัน ทุกอย่างยังอยู่ในกรอบ ย้ำ ไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว แต่ต้องหาข้อสรุปเพิ่มเติม ระบุ “ศุภจี” มั่นใจปิดดีลได้ ไม่ต้องแก้เนื้องาน เผย หากมีโอกาสต้องคุย”ทรัมป์“ อยู่แล้ว
'ศุภจี' เร่งปิดดีลภาษีทรัมป์ บินฟิลิปปินส์ถก 'รองผู้แทนการค้าสหรัฐ'
'ศุภจี' เร่งทำการบ้านปิดดีลภาษีสหรัฐ เตรียมถกรองผู้แทนการค้ามะกันที่ฟิลิปปินส์เสาร์นี้ เผยรายละเอียดส่วนใหญ่เรียบร้อย เหลือเพียงประเด็นย่อยในเอกสาร
อมตะดึงทุนจีน Homa ทุ่ม3.1 พันล้านปักฐานผลิตตู้เย็นส่งออก
อมตะดึงทุนจีน“Homa” ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก ลงทุนกว่า 3,100 ล้านบาท ตั้งฐานการผลิตในชลบุรี กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ตั้งเป้าสร้างมูลค่าส่งออก 12,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 50–60% และสร้างการจ้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง
พาณิชย์เตือนส่งออกไทยเตรียมรับมือสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้าโดรน
กรมการค้าต่างประเทศเตือนผู้ส่งออกไทยเตรียมรับมือสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าโดรนและส่วนประกอบ ตั้งแต่ ก.ย.69 แนะตรวจสอบรายการสินค้า วางแผนลดผลกระทบ ทั้งต้นทุน ราคาขาย เหตุตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้ากลุ่มนี้ของไทย

