
นโยบายด้านพลังงานของไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลมีมติเห็นชอบในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการจัดเก็บตาม “อัตราก้าวหน้า” (Tiered Tariff) ที่เข้มข้นขึ้น มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับราคาตามต้นทุนพลังงานโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ในการบริหารจัดการพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของภาคครัวเรือน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระงบประมาณในการอุดหนุนราคาพลังงานของภาครัฐ
แบ่งกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าตามเกณฑ์ 200 หน่วย
ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ รัฐบาลได้ใช้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ 200 หน่วยต่อเดือน เป็นมาตรวัดสำคัญในการแบ่งกลุ่มผู้ใช้ไฟ โดยกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกินเกณฑ์ดังกล่าวจะถูกจัดอยู่ใน “กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย” ซึ่งได้รับอานิสงส์จากอัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยคาดการณ์ว่าจะถูกจัดเก็บในอัตราไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับครัวเรือนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐานและไม่มีภาระการใช้พลังงานในระดับสูง
ในขณะที่กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่เกินกว่า 200 หน่วยขึ้นไปจนถึง 400 หน่วย จะถูกจัดเก็บในอัตราปกติที่สะท้อนต้นทุนจริง (Base Tariff) และสำหรับครัวเรือนที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงกว่า 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป จะต้องรับภาระค่าไฟฟ้าในอัตราก้าวหน้าขั้นสูงสุด ซึ่งอาจมีราคาสูงถึง 5.00 บาทต่อหน่วย เนื่องจากเป็นการใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่บีบให้ประเทศต้องจัดหาพลังงานสำรองหรือนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มเติมในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak Demand)
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ใช้ตลอดวาระ 4 ปี
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การคิดคำนวณในอัตราก้าวหน้าของค่าไฟในโครงสร้างใหม่นี้ยังมีความเข้าใจผิด ไม่ใช่แบบเหมาจ่าย โดยยืนยันว่าค่าไฟเฉลี่ยหากบ้านไหนใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย หรือจ่ายค่าไฟอยู่ไม่เกิน 2,200 บาทต่อเดือน จะมีค่าไฟที่ถูกลง และมีผู้ได้รับประโยชน์ 23 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะเป็นโครงสร้างค่าไฟใช้ตลอด 4 ปี หรือตลอดวาระ 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้
ส่วนกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป จะใช้อัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น โดยมอบหมายให้ คณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.นี้
“โครงสร้างการคิดค่าไฟใหม่ยังเป็นแบบขั้นบันไดเช่นเดิม แต่จะมีการปรับตัวเลขในแต่ละช่วงให้แตกต่างจากเดิม โดยผู้ใช้ไฟน้อย เช่น กลุ่มที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย จะได้รับอัตราที่ต่ำกว่า ขณะที่ผู้ใช้ไฟในปริมาณสูง เช่น ใช้เกิน 400 หน่วยขึ้นไปมากๆ จะถูกคิดในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้ไฟปรับพฤติกรรม หันมาใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ไม่ได้อ้างอิงจากรายได้ของประชาชนโดยตรง แต่พิจารณาจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก โดยผู้ที่ใช้ไฟน้อยจะได้รับประโยชน์ ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากควรปรับตัวลดการใช้ลง ซึ่งการปรับครั้งนี้เป็นไปตามรอบการทบทวนโครงสร้างค่าไฟที่โดยปกติจะเกิดขึ้นประมาณทุก 4 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 4 พอดีที่ต้องปรับรอบ ซึ่งการปรับครั้งนี้มีลักษณะที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากรัฐบาลพิจารณาถึงสถานการณ์โลก เช่น ภาวะสงครามและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และต้องการให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
มาตรการค่าไฟก้าวหน้า ยังมีปัญหา
การปรับโครงสร้างนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำหรับครอบครัวขนาดเล็กหรือผู้ที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมที่มีเครื่องปรับอากาศเพียง 1 เครื่อง มาตรการนี้อาจส่งผลดีในแง่ของการลดค่าใช้จ่ายรายเดือนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับกลุ่มที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ครอบครัวขยาย หรือบ้านที่มีการใช้งานเครื่องปรับอากาศหลายเครื่องพร้อมกัน รวมถึงผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ทำการชาร์จไฟในช่วงเวลากลางวัน จะพบว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าจะปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดตามสัดส่วนการใช้งานที่เพิ่มขึ้น
นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) เปิดเผยถึงประเด็นมาตรการของคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่จะการปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า ว่ามาตรการนี้ครอบคลุมครัวเรือนส่วนใหญ่ โดยประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์ แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (65%) และกลุ่มที่ใช้ระหว่าง 200-400 หน่วย (อีก 20%) ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจแต่ไม่ได้จดทะเบียน จะได้รับผลกระทบหนักเนื่องจากมักใช้ไฟเกิน 500 หน่วย ซึ่งอาจต้องจ่ายในอัตราที่สูงกว่า 5 บาท
ทั้งนี้ ต้องเรียนว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มองว่ารัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ให้ชัดเจนมากกว่าการหว่านแห โดยมุ่งเน้นช่วยผู้ยากจนจริง ซึ่งควรจำกัดมาตรการช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่ยากจนและเดือดร้อนจริง สำหรับกลุ่มที่ไม่เดือดร้อนมากหรือชนชั้นกลาง ควรให้จ่ายค่าไฟใน อัตราปกติ หรือ 3.95 บาท เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้กลุ่มที่ใช้ไฟมากไม่ต้องรับภาระค่าไฟที่สูงเกินไป ขณะที่แนวทางการจัดการค่าไฟของภาคอุตสาหกรรมควรแยกออกจากภาคครัวเรือนอย่างชัดเจน ไม่ควรนำมารวมกัน
ขณะเดียวกันความเสี่ยงของมาตรการระยะสั้นนั้น การลดค่าไฟในลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะสร้างภาระหนี้ในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายหนี้นี้อยู่ดี ทางออกที่ยั่งยืนก็คือรัฐบาลควรเร่งปฏิรูปโครงสร้างราคา เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และหาทางทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศถูกลงกว่าที่เป็นอยู่
หากถามถึงแนวทางการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านที่ใช้ไฟมากนั้น มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด โดยการติดโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องราคาการติดตั้งที่สูง และหากไม่มีแบตเตอรี่จะผลิตไฟได้เฉพาะกลางวันซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน
ทั้งนี้สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนนั้นจะต้องจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเรื่องต้นทุนการติดตั้ง รวมถึงสนับสนุนมาตรการประหยัดพลังงานอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ราคาประหยัด ด้านราคารับซื้อไฟคืนที่ประกาศล่าสุดอยู่ที่ 2.20 บาท ถือว่าเหมาะสมเพราะเป็นราคาต้นทุน แต่โควตารับซื้อรวม 500 เมกะวัตต์อาจยังไม่เพียงพอ และควรทยอยเพิ่มขึ้นตามความสามารถของระบบโครงข่ายไฟฟ้า
การปรับตัวสู่ยุคพลังงานทางเลือก
การกำหนดอัตราก้าวหน้าที่เข้มงวดนี้ เป็นแรงผลักดันทางอ้อมให้ภาคครัวเรือนต้องมองหาทางเลือกในการประหยัดพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนมาใช้มิเตอร์ประเภท TOU (Time of Use) เพื่อบริหารจัดการเวลาการใช้ไฟให้ตรงกับช่วง Off-Peak หรือการตัดสินใจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อลดจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากระบบในราคาสูงในช่วงกลางวัน
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ประเทศไทยในระยะยาวจะต้องกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน เช่น ภาคขนส่ง จะต้องผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มากขึ้น ส่วนภาคไฟฟ้าจะต้องกระจายการใช้เชื้อเพลิงผ่านทางการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของไทย (PDP) ฉบับใหม่ ด้วยการกำหนดให้ใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น รวมทั้งการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในเวลาและปริมาณที่เหมาะสม
นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริมให้เกิดการประหยัดพลังงานในภาครัฐ โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าลง ด้วยรูปแบบบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO Fund) ที่ไม่ต้องลงทุนก่อน โดยให้บริษัทจัดการพลังงานดูแลทั้งด้านการติดตั้งและการซ่อมบำรุง ขณะที่ภาคเอกชนสามารถใช้กลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่ช่วยเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน โดยช่วยเงินลงทุน 20-30% เป็นต้น
นายคุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ (PEIP) กล่าวว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้สามารถใช้เป็นโอกาสในการปรับตัวและวางนโยบายที่เหมาะสมได้ เช่น การผลิตไฟฟ้ารองรับ Data Center ควรให้บริษัทที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามาวางมัดจำก่อน เพื่อป้องกันการบอกเลิกการลงทุนและยกเลิกใช้ไฟฟ้า, การส่งเสริมให้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ต้องใช้ไฟฟ้าสีเขียว และต้องเก็บภาษีให้กรมทางหลวงไว้ซ่อมแซมถนนเช่นเดียวกับรถทั่วไปด้วย รวมทั้งต้องมีการเปิดให้แข่งขันการผลิตไฟฟ้าแบบเสรีโดยเร็ว
ส่วนการส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ภาครัฐต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ปล่อยให้กระทรวงพลังงานและ กฟผ.เดินหน้าลำพัง ซึ่งหากจะให้สำเร็จกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม ต้องมาทำงานร่วมกันให้เป็นวาระแห่งชาติ
โดยสรุปแล้ว โครงสร้างค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้าฉบับปี 2569 คือมาตรการที่รัฐบาลใช้เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและการกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงานในภาพรวมของประเทศ ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจและวางแผนการใช้พลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบิลค่าไฟฟ้าที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คลัง’ปลื้มR&Iคงเครดิตประเทศไทย Thailand10Plusบูสศก./หนุนขึ้นVAT
‘คลัง’ ปลื้ม บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ R&I คงเครดิตประเทศไทยที่ระดับ A- และคง Outlook ที่ระดับมีเสถียรภาพ ชี้นโยบาย ‘Thailand 10 Plus’ บูสเศรษฐกิจโตถึง 3% จับตาวิกฤตพลังงานโลกหวั่นยืดเยื้อ ทำรัฐต้องปรับโครงสร้างทางการคลัง อาทิ ทบทวนรายจ่ายภาครัฐ-ปรับกลไกกองทุนน้ำมัน-ขึ้น VAT รักษาความยั่งยืน

