
ต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศประเทศไทย เมื่ออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH ( ฉางเอ๋อ 7 แมทช์) (Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) ผลงานการออกแบบและพัฒนาโดยนักวิจัยไทย ได้รับคัดเลือกให้ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ “ฉางเอ๋อ 7” ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
นับเป็นครั้งแรกที่อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ทึ่่คิดค้น โดยคนไทยจะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเพื่อปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์ โดยมีกำหนดปล่อยจรวด ลองมาร์ช-5 Y14 จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 07:00 น. ตามเวลาประเทศไทย ช่วงเวลาอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศและข้อกำหนดทางวิศวกรรม ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้โครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS)
โดย CE-7 MATCH ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติของภารกิจ มีหน้าที่ตรวจวัดรังสีคอสมิกและอนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ นำไปสู่องค์ความรู้สำคัญสำหรับการสำรวจอวกาศระยะยาวและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์บนดวงจันทร์ในอนาคต เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ และอวกาศของไทย ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ วิศวกรรม และการวิจัยขั้นแนวหน้าที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และ Sea (ประเทศไทย) มีกำหนดถ่ายทอดสดการปล่อยจรวดลองมาร์ช-5 Y14 นำส่งยานฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 พร้อมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีอวกาศสู่ประชาชนทั่วประเทศ
ศ. ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ความสำเร็จของภารกิจ CE-7 MATCH เป็นผลจากการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาบุคลากร การสร้างองค์ความรู้ และความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และพันธมิตรระดับนานาชาติ จนสามารถยกระดับ ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ จากการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีของไทยเอง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

“ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ผู้สร้างเทคโนโลยี โดยใช้องค์ความรู้ของคนไทยเป็นฐานสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ การสนับสนุนการวิจัยขั้นแนวหน้า และการผลักดันอุตสาหกรรมอวกาศ ให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของประเทศ เพราะการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือการลงทุนเพื่ออนาคต และการสร้างเทคโนโลยีของตนเองคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว”รมว.อว.กล่าว
ดร.พีรพงศ์ ต่อฆีฑะ วิศวกรวิจัย NARIT และผู้จัดการโครงการ CE-7 MATCH กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการเข้าร่วมโครงการกับประเทศจีน มาจากการที่ทีมวิจัยไทยพยายามค้นหาโจทย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อภารกิจสำรวจดวงจันทร์ และสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับมนุษยชาติ ซึ่งหัวใจสำคัญคือการสร้างองค์ความรู้ด้านรังสีอวกาศ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยังมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต เพราะหากมนุษย์จะกลับไปปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์อีกครั้ง จำเป็นต้องเข้าใจผลกระทบของรังสีที่มีต่อทั้งมนุษย์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำขึ้นไปใช้งาน

ดร.พีรพงศ์ กล่าวว่า หลังจากนำเสนอผลงาน ประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 เพย์โหลดนานาชาติ จากข้อเสนอทั้งหมด กว่า 30 โครงการ และอีก 6 ประเทศที่ได้รับคัดเลือกจะพัฒนาอุปกรณ์ที่มีหน้าที่แตกต่างกัน เพื่อศึกษาดวงจันทร์ในหลายมิติ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของไทย เนื่องจากการคัดเลือกดำเนินการในรูปแบบการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยจีนจะพิจารณาจากคุณค่าของโจทย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพราะตามปกติหากหน่วยงานใดต้องการนำอุปกรณ์ขึ้นไปกับยานอวกาศในรูปแบบเชิงพาณิชย์ จะมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 70 ล้านบาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากน้ำหนักทุกกิโลกรัมส่งผลโดยตรงต่อเชื้อเพลิงที่ใช้ในการปล่อยยาน

“สำหรับการได้รับคัดเลือกครั้งนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการนำส่งอุปกรณ์ได้มหาศาล เพราะตัวเพย์โหลดของไทยมีน้ำหนักประมาณ 4.85 กิโลกรัม หากคิดตามอัตราค่าขนส่งเชิงพาณิชย์ จะมีมูลค่าพื้นที่บรรทุกกว่า 350 ล้านบาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประเทศไทยไม่ต้องรับภาระ เนื่องจากผ่านการคัดเลือกจึงนำส่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในขณะที่ประเทศไทยใช้งบประมาณในการพัฒนาอุปกรณ์และจัดทำแบบจำลองทั้งหมด 4 โมเดล ประกอบด้วย Structural, Electrical, Qualification และ Flight Model อยู่ที่ประมาณ 70 ล้านบาท โดยกระบวนการพัฒนาทั้งหมดได้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นในระยะเวลากว่า 2 ปี ภายใต้การตรวจสอบมาตรฐานทางวิศวกรรมอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานระดับโลก เช่น องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และผู้เชี่ยวชาญจากอิตาลี เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์สามารถใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมของดวงจันทร์ ก่อนจะนำข้อเสนอแนะกลับมาปรับปรุงจนได้แบบที่สมบูรณ์” ดร.พีรพงศ์ กล่าว

จุดเด่นของ CE-7 MATCH ดร.พีรพงศ์ กล่าวว่า ได้ออกแบบให้สามารถวัดรังสีได้พร้อมกัน 2 ทิศทาง ได้แก่ รังสีที่เดินทางมาจากอวกาศโดยตรง และรังสีที่สะท้อนกลับจากพื้นผิวดวงจันทร์ ทำให้เพย์โหลดเพียงชิ้นเดียวสามารถเก็บข้อมูลได้ครบทั้งสองส่วน ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของอุปกรณ์ที่ไทยนำเสนอ ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ในอนาคต เพราะดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศและไม่มีสนามแม่เหล็กคอยป้องกันรังสีจากอวกาศ รังสีจากดวงอาทิตย์และรังสีคอสมิกสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายของนักบินอวกาศ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง รวมถึงทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวัสดุต่าง ๆ เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ดังนั้น การมีข้อมูลรังสีที่แม่นยำจะช่วยให้สามารถออกแบบระบบป้องกันและวางแผนภารกิจได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
ดร.พีรพงศ์ กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาอาจยังขาดโอกาสในการทำงานกับโจทย์ที่มีความท้าทายในระดับโลก การได้เข้าร่วมโครงการระดับนานาชาติครั้งนี้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ไทยได้พัฒนาศักยภาพจากภารกิจจริง สั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์ ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอวกาศของประเทศในอนาคต และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับเยาวชนไทยในการหันมาศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และอวกาศ

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาอุปกรณ์โดยวิศวกรไทยที่จะจะถูกส่งขึ้นไปพร้อมภารกิจฉางเอ๋อ 8 คือ CE-8 ALIGN อุปกรณ์ตรวจวัดนิวตรอน ซึ่งมีกำหนดปล่อยในปี 2029 โดยปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการพัฒนามีความคืบหน้าประมาณ 30%


