
GISTDA ข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) ระบบ VIIRS ระบุว่าจุดความร้อนในไทยเกิดขึ้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 3,218 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 1,386 จุด พื้นที่เกษตร 299 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 286 จุด พื้นที่เขต สปก. 183 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 12 จุด ในขณะที่จุดความร้อนของประเทศเพื่อนบ้าน พบมากที่สุด ลาว 4,208 จุด เมียนมาร์ 3,317 จุด เวียดนาม 354 จุด กัมพูชา 146 จุด และมาเลเซีย 56 จุด
พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายจังหวัดยังคงมีค่าฝุ่นสูง – สูงมากต่อเนื่อง อาทิ จ.บึงกาฬ ,เชียงราย ,พะเยา ,แม่ฮ่องสอน ,น่าน ,เชียงใหม่ ,ลำปาง ,ลำพูน ,แพร่,หนองบัวลำภู เป็นต้น

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าทั่วประเทศอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งการควบคุมสถานการณ์ การป้องกัน และการดูแลเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อหยุดยั้งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลังกระทรวงมหาดไทย เร่งปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง พร้อมบูรณาการความร่วมมือในทุกพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่า
รมว.ทส. กล่าวว่า ด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ยกระดับมาตรการป้องกันไฟป่าอย่างเข้มงวด ตนได้สั่งการให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามและเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างใกล้ชิด มุ่งเน้นการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นสูงสุด โดยได้สั่งการให้กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ปิดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าอนุรักษ์ ในทุกพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ห้ามบุคคลเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด พร้อมกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ลักลอบเข้าพื้นที่ เพื่อยุติพฤติกรรมที่ทำลายทรัพยากรของชาติ
ขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพย์ฯ ได้เสริมประสิทธิภาพการดับไฟในทุกพื้นที่และติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อใช้ชี้เป้าในการเข้าไปตรวจสอบพิกัดจุดความร้อนเพื่อให้สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างแม่นยำ พร้อมกันนี้ยังได้นำรถปฏิบัติการควบคุมไฟป่า เพื่อวางแผนการปฏิบัติงานภาคพื้นดิน ควบคู่กับการใช้ อากาศยานเฮลิคอปเตอร์ ปฏิบัติงานเข้าทิ้งน้ำ ในพื้นที่เข้าถึงยาก ขณะเดียวกันได้เน้นย้ำว่า ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ต้องมาก่อน โดยกำชับให้ตรวจสอบความพร้อมทั้งร่างกาย อุปกรณ์ และยานพาหนะ รวมถึงจัดกำลังพลหมุนเวียนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าสะสม และให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างทันท่วงที

ด้านกระทรวงมหาดไทย ได้นำข้อสั่งการเร่งด่วนมาขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ให้ทุกจังหวัดบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนเฝ้าระวังสถานการณ์ไฟป่าในทุกจังหวัดที่มีสถานการณ์ไฟป่าหรือมีค่าฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องให้วางแผนเชิงรุก โดยบูรณาการจัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ทีม อส. กู้ภัย จากพื้นที่ต่าง ๆ เข้าไปช่วยในพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัยทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด รวมไปถึงกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ข่าวสารสถานการณ์ภัย และมาตรการสำคัญ เช่น การปิดป่า การบังคับใช้กฎหมาย ผ่านหอกระจายข่าว และช่องทางสื่อต่าง ๆ พร้อมเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจได้ทันทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน
นายสุชาติยืนยันรัฐบาลจะเดินหน้าควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวิกฤต เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน ลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 และรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้คงอยู่ต่อไป เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการดับไฟ แต่คือการปกป้องลมหายใจของคนทั้งประเทศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าภาคเหนือสะสมมายาวนานกว่า 20 ปี และแนวโน้มในอนาคตจะเกิดซ้ำซากทุกปี กระทบทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน และเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน หลายฝ่ายตั้งคำถามต่อการจัดการปัญหาการเผา การชิงเผา และทางออกปัญหาฝุ่นควันพิษท่วมเมือง จะเดินไปทิศทางไหน
ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงทัศนะในวงเสวนาออนไลน์หัวข้อ “การจัดการไฟและการบริหารจัดการเชื้อเพลิงของชาวบ้านปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน จัดโดยมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือว่า การแก้ปัญหาจำเป็นต้องแยกไฟออกจากฝุ่นควัน มองปัญหาในเชิงระบบนิเวศและโครงสร้างนโยบายมากกว่าการมุ่งจัดการด้วยมาตรการห้ามเผาเพียงอย่างเดียว ปัญหาไฟไม่ได้เกิดเฉพาะในภาคเหนือ แต่เกิดในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เช่น ภาคอีสานที่มีป่าเต็งรังกว่า 30 ล้านไร่ และเกิดไฟเป็นประจำทุกปี แต่กลับไม่ถูกมองเป็นปัญหาในระดับเดียวกัน ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ไฟ หากแต่อยู่ที่ฝุ่นควันซึ่งเป็นผลกระทบที่ต้องจัดการโดยตรง
ศ.ดร.ปิ่นแก้วระบุไฟเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียงตัวทำลาย พืชหลายชนิดสามารถปรับตัวต่อไฟได้ และไฟยังช่วยหมุนเวียนธาตุอาหารในดิน รวมถึงระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนที่สะท้อนการใช้ไฟอย่างมีองค์ความรู้และเหมาะสมกับพื้นที่ แนวคิดการจัดการป่าในโลกตะวันตกช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 เคยมองว่าไฟเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดเพื่อปกป้องทรัพยากรไม้ในระบบอุตสาหกรรม แต่ผลกลับทำให้เกิดการสะสมเชื้อเพลิงในป่า และนำไปสู่ไฟป่าขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา คล้ายกับสถานการณ์ปัจจุบัน
แม้หลายประเทศจะปรับแนวทางกลับมาใช้ไฟเป็นเครื่องมือจัดการป่า แต่ประเทศไทยยังคงใช้นโยบาย ‘Zero Burning’ เป็นการซ้ำรอยแนวคิดเดิม ส่งผลให้เชื้อเพลิงสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย การทำให้ไฟเป็นสิ่งผิดกฎหมายและการตีตราชุมชนว่าเป็นผู้กระทำผิด ยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น ทั้งที่ในบางระบบนิเวศ เช่น ป่าเต็งรัง การไม่มีไฟเลยอาจกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่งานศึกษาหลายพื้นที่ชี้การงดเผาต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างป่าเปลี่ยนและทรัพยากรที่ชุมชนพึ่งพาลดลง
“ ความรุนแรงของไฟในปัจจุบันสะท้อนความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐ จากเดิมที่เคยมีการทำงานร่วมกับชุมชน กลับถูกแทนที่ด้วยมาตรการห้ามเผาแบบเข้มงวด ส่งผลให้ขาดการจัดการเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม และทำให้ภาระตกอยู่กับชุมชนและอาสาสมัครในพื้นที่ มีช่องว่างด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับรอบการชิงเผาในป่าแต่ละประเภท เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง รวมถึงระบบอนุญาตล่าช้าและไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลสภาพอากาศ ทำให้พลาดช่วงเวลาที่เหมาะสม เพิ่มความเสี่ยงควบคุมไฟไม่ได้ “ ศ.ดร. ปิ่นแก้ว กล่าว
นักวิชาการ มช. มองว่า โครงสร้างการจัดการไฟในปัจจุบันยังพึ่งพาผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับนโยบายจากส่วนกลางเป็นหลัก หากส่วนกลางกำหนดแนวทาง ‘Zero Burning’ ผู้ว่าฯ ต้องดำเนินตามทันที โดยขาดแผนเฉพาะพื้นที่ ขณะเดียวกัน การโยกย้ายตำแหน่ง ทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง วงจรการเริ่มต้นใหม่เกิดขึ้นซ้ำ แม้มีการถ่ายโอนภารกิจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ได้ถ่ายโอนงบประมาณตามไปอย่างเพียงพอ ทำให้การดำเนินงานติดข้อจำกัดอย่างมาก และยังไม่ชัดเจนว่าในหลายพื้นที่ งบประมาณดับไฟป่ามาจากแหล่งใด
“ ปัญหานี้เป็นเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในการจัดการทรัพยากร จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับอย่างจริงจัง เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อสร้างกลไกระดับนโยบายระยะยาว มีคณะกรรมการที่มีอำนาจกำหนดแผนงาน มีตัวชี้วัดในการติดตามผล และมีงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ ที่ผ่านมารัฐให้อำนาจหน่วยงานด้านทรัพยากรในลักษณะรวมศูนย์สูง แต่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง การแก้ปัญหาต้องรื้อทั้งระบบ ตั้งแต่กฎหมาย โครงสร้างอำนาจ งบประมาณ จนถึงกระบวนการทำงานกับชุมชน หากไม่เปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ปัญหาฝุ่นควันจะยังคงซ้ำเดิม ” ศ.ดร.ปิ่นแก้ว กล่าว
ด้านสภาลมหายใจเชียงใหม่โพสต์เฟสบุ๊กนับถอยหลังร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเข้าสู่รัฐสภา จับตาหลังสงกรานต์ นอกจากเรื่องสงคราม ราคาน้ำมันและข้าวของที่จะแพงขึ้นแล้ว ยังคงต้องติดตามการผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ว่าจะสามารถผลักดันเข้าสู่สภาฯ ได้ภายในเดดไลน์วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นี้หรือไม่ และพลังของคนที่เผชิญปัญหาฝุ่น การแก้ไขปัญหาที่จับแพะชนแกะมานานหลายสิบปี เราคงอยากเห็นการแก้ปัญหาที่เป็นระบบ และแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น อากาศคือสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิมนุษยชน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'รมว.สุชาติ' ขับเคลื่อนนโยบายนายกฯ เปิดงานสิ่งแวดล้อมโลก 2569 สู้วิกฤตโลกเดือด ผนึกทุกภาคส่วนเดินหน้าสู่ Net Zero
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Global Call for Climate Action : Inspired by Nature. For Climate. For Our Future.” หรือ “ร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน ร่วมสร้างประเทศไทยสู้โลกเดือด”
รมว.สุชาติ มอบหมาย คพ. จัดเวทีรับฟังเสียงประชาชน ร่วมหาทางออกแก้ปัญหาน้ำขุ่นแม่น้ำกระบุรี จ.ระนอง
ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ห่วงใยสถานการณ์แม่น้ำกระบุรีประสบปัญหาความขุ่นผิดธรรมชาติต่อเนื่องมากว่า 6 ปี ส่งผลกระทบต่อประชาชนและวิถีชีวิต มอบหมาย คพ.
“สุชาติ รมว.ทส.” นำผู้บริหารกระทรวงฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569
วันนี้ (2 มิถุนายน 2569) เวลา 09.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคลเเละลงนามถวายพระพร
ชาวอุตรดิตถ์ปลื้ม! หลั่งน้ำตา หลังกระทรวงทรัพย์ฯ มอบมอบสมุดประจำตัว คทช. ตามข้อสั่งการของนายกอนุทินฯ
ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ได้มอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางไปเป็นประธานในพิธีมอบ โดยมีประชาชนในของจังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 8 อำเภอ ได้รับสมุดประจำตัว คทช. จำนวนกว่า 1,800 ราย
'สุชาติ' นำคณะ ทส. ติดตามท่านราชเลขา ในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อเร่งฟื้นหุบกะพง-ห้วยทรายใต้ แก้น้ำแล้ง-เพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการตามข้อสั่งการของราชเลขานุการในพระองค์ แผนงานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกับน้ำในพื้นที่โครงการจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
“รมว.สุชาติ” สั่ง คพ. ปักหมุดห้วยตะเข้ ตรวจเข้มคุณภาพน้ำ คุ้มครองชาวบ้าน–บังคับใช้กฎหมายถึงที่สุด
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยกระดับเฝ้าระวังและตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่ห้วยตะเข้ ตำบลปากข้าวสาร อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี หลังพบปัญหาน้ำมีสีดำและมีกลิ่นเหม็น

