การเดินทางมาเยือนไทยของ พล.ร.อ.ต่ง จวิน (Dong Jun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน (สปจ.) และหารือทวิภาคีกับ พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่คณะของนายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือน สปจ.อย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นการสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคง หลังจากบรรลุข้อตกลงในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างการเยือนระดับผู้นำไปแล้ว
ในด้านความร่วมมือด้านความมั่นคงนั้น เดินหน้าจัดตั้งกลไกหารือ "2+2": โดยไทยและจีนเห็นพ้องจัดตั้งกลไกระดับรัฐมนตรี (กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม) เพื่อหารือและยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์
รวมถึงความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ: ทั้ง 2 ฝ่ายบูรณาการความร่วมมืออย่างจริงจังในการปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) การค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการฟอกเงิน เพื่อลดผลกระทบต่อความมั่นคงของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ
ประเด็นหารือ มุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ที่สืบเนื่องจากการตกลงกันระดับผู้นำ ได้แก่
-การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่อยอดจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ผลักดันการ
ประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก 2026 (World AI Conference) ณ นครเซี่ยงไฮ้
-กรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างรับผิดชอบ หรือ Responsible AI
-ความมั่นคงไซเบอร์ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
-การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคีและการเจรจาอย่างสันติ ด้วยความสุจริตใจ
-ทั้ง 2 ฝ่ายมีแนวทางจัดตั้งกลไกระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อใช้เป็นเวทีหารือยุทธศาสตร์ความมั่นคง และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองและการบังคับใช้กฎหมาย
พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุถึงกำหนดการเดินทางเยือนครั้งนี้ พลเรือเอกต่ง จวิน เป็นมิติในเรื่องของความสัมพันธ์ เพื่อฉลองครบรอบความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีนัยสำคัญ หรือซ่อนเร้น
โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน จะหารือร่วมกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทย เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับกระทรวงกลาโหม และจะไปเยี่ยมชมภารกิจของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ที่จังหวัดลพบุรี ในวันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2569
ส่วนการหารือจะมีประเด็นที่จีนแสดงท่าที อยากเป็นตัวเชื่อมให้ไทย-กัมพูชาพูดคุยกัน ต่อยอดจากที่นายกรัฐมนตรีไปเยือนจีนหรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า ฝ่ายจีนได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าจะเป็นตัวเชื่อม โดยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายในรายละเอียด
สำหรับ นายพล “ต่ง” ปัจจุบันอายุ 65 ปี เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ และเคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการปราบเรือดำน้ำ มีบทบาทสำคัญในเรื่องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพ สปจ.
ในภาพรวมคือการหารือเพื่อให้การขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เกิดผลเป็น “รูปธรรม” เพิ่มน้ำหนักในความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารให้กระชับแน่นมากขึ้น
แต่ในเชิงสัญลักษณ์ต่อสถานการณ์ปัจจุบัน “จีน” ถูกมองว่า เข้าข้าง “กัมพูชา” ในช่วงสถานการณ์สู้รบชายแดนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์หลายรายการ แม้ถือเป็นสิทธิ์ที่ “จีน” จะส่งยุทโธปกรณ์ให้กับประเทศใดก็ได้ จากสัญญาเก่าที่ค้างเดิม หรือสัญญาเก่าที่ทำกับกัมพูชา แต่กระแสโซเชียลก็โจมตี “จีน” ในเรื่องนี้อย่างรุนแรง
อาจเป็นเพราะแนวทางของจีนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในการสนับสนุนกัมพูชาเพื่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเข้าถึงการใช้งานฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชาอย่างน้อย 30 ปี
อันเป็นส่วนหนึ่งของการวางยุทธศาสตร์ของจีนในทะเลจีนใต้ ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายดังกล่าวหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้ประเทศในอาณัติ ที่ได้ให้การสนับสนุนมาอย่างยาวนานเป็นฐานทัพที่สำคัญ
แต่เป้าหมายดังกล่าว จีนก็ระมัดระวังไม่ให้กระทบความสัมพันธ์กับไทย ซึ่งมีความแนบแน่นและต่อเนื่องในเรื่องความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีต
ดังนั้นการเดินทางมาเยือนไทยยังแสดงให้เห็นถึงการ “บาลานซ์” ท่าทีของจีนในปมความขัดแย้งระหว่าง “ไทย” กับ "กัมพูชา" ได้เป็นอย่างดี
แม้จะเป็นการตีความว่า ไทยให้การสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว” One Chaina policy ระหว่างที่นายกฯ ไทยไปเยือนนั้น “ออกตัวแรง” แต่ก็เป็นน้ำหนักทางการทูต ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า “ล้ำเส้น” จนเกินไป และเป็นเรื่องปกติที่จะใช้คำนี้ในมิติที่เรามีความสัมพันธ์ทางการกับจีน
เพราะหากย้อนดู “นโยบายจีนเดียว” ทุกชาติต่างก็ให้การยอมรับเกือบทั้งหมด และจีนเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง เป็นเป็นส่วนหนึ่งของที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ
อาจจะเรียกว่าเป็น “วลี” ทางการทูตที่ทุกชาติใช้กับจีน และในทุกครั้ง “ไต้หวัน” ก็จะออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับเรื่องนี้ ซึ่งไม่ใช่เกิดขึ้นกับไทยประเทศเดียว
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ในมิติ "ความมั่นคง" จึงยังไม่มีอะไรที่จะลดทอนลงจากเดิม และยังไม่มีสิ่งบ่งชี้ในการขยายความร่วมมือในระดับยุทธศาสตร์
ตามจุดยืนที่ “ไทย” ซึ่งไม่ยอมให้ประเทศไหนใช้เราเป็นฐาน ไม่ว่า “จีน” หรือแม้กระทั่งสหรัฐ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านการทหารกับไทยอย่างยาวนานก็ทราบดีถึง “ท่าที” ไทยในจุดนี้
แต่อย่างน้อย ในการหารือเรื่องความร่วมมือด้านการทหารครั้งนี้ ฝ่ายไทยอาจต้องติดตามโครงการที่เราได้จัดหายุทโธปกรณ์ และรอการส่งมอบจากจีน เช่น ระบบตรวจการณ์ต่างๆ กระสุนปืนใหญ่ การซ่อมบำรุงยานรบ ที่กองทัพจัดซื้อจากบริษัทเอกชนจีน รวมถึง "เรือดำน้ำ" ที่กำลังเดินหน้าต่อเรือตามสัญญาให้จบ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พลาดซ้ำเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ ทำ ‘รัฐบาลหนู’ เสียแต้ม
‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘บัตรคนจน’ ทำให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้อง ‘ถอย’ มาแล้วถึง 2 ครั้ง
ส่องโมเดลร้านอาหารแอบเปิดผับเถื่อน โศกนาฏกรรมสลดเซ่นระบบส่วยสีเทา
เหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 34 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ความสูญเสียดังกล่าวนำไปสู่การขยับตัวของกระทรวงยุติธรรม
'สรณ' หลังพิงฝา หารือ ทีม กม.กลางซอยสายลม ยื้อตกเก้าอี้ ปธ.กสทช.
เป็นไปตามคาดที่ฝ่าย "นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช." จะไม่ยอมง่ายๆ ต้องหาทางยื้ออยู่ในตำแหน่งให้นานที่สุด
กระบวนการยุติธรรม ตำรวจ-อัยการ-ศาล จัดทัพ เปลี่ยนผู้นำ
กระบวนการยุติธรรมประเทศไทย ที่ประกอบด้วย “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” พบว่า กันยายนปีนี้ 2569 จะมีการเปลี่ยนผ่าน “ผู้นำสูงสุด” พร้อมกันทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ ต้นน้ำ คือตำรวจ ที่ “บิ๊กต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.” จะเกษียณอายุราชการ 30 กันยายน
ประเดิมศึกชิงเก้าอี้ “ผบ.ตร.คนที่16 “กรมปทุมวัน”คึก4แคนดิเดตชิงดำ
บรรยากาศ “กรมปทุมวัน” ช่วงนี้คักคักเป็นพิเศษ เข้าสู่ช่วงการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับนายพล โดยเฉพาะหัวเรือใหญ่ผู้นำองค์กรสีกากี “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ที่จะเกษียณอายุราชการ วันที่ 30 ก.ย.นี้ หลังจากที่นั่งกุมบังเหียนมาครบ 2 ปีเต็ม
หลุมดำ 'งบประมาณ-เงินกู้' ในช่วงวิกฤต พยุงความเชื่อมั่น-เลิกแบกการเมือง
การตั้ง "งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570” เป็นปัญหาที่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลยอมรับตรงกันว่ามีความ “ตึงตัว” จากภาระรายจ่ายประจำ เม็ดเงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ

