เพจดังขุดตำนาน 'จารชนขายชาติ' ไทยเสียพระวิหาร ระวังประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย ปมเจรจาเขตแดนทางทะเล

18 มิถุนายน 2569 - เพจเฟซบุ๊ก Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า จารชนคนขายชาติในคดีพิพาทเขาพระวิหารปี 2505 กับสถานการณ์ปี2569 ที่เรากำลังจะสู้คดีทางทะเลกับเขมรในเวทีโลก มันจะมีจารชนและคนขายชาติแบบเหตุการณ์นั้นอีกหรือไม่? บางคนคงคิดว่าข้าราชการไทยที่กินขี้เขมรมันมีอยู่แค่ในทฤษฎีสมคบคิด แต่ผิดแล้วครับ เรื่องข้าราชการไทยรับผลประโยชน์และกลายเป็นคนขายชาติสมคบคิดกับศัตรูมีประวัติมาช้านานหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือปี 2505 ในกรณีพิพาทศาลโลกตัดสินคดีเขาพระวิหาร

เรื่องมันเริ่มจากมีเจ้าหน้าที่ทางทูตของฝรั่งเศส 2 คน ที่อยู่ประจำสถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ร่วมกับคนไทยอีกจำนวนหนึ่ง แอบเอาข้อมูลลับของฝ่ายไทยไปให้ทางฝรั่งเศส ซึ่งแน่นอนว่าฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเดิมของเขมรและยังคงมีผลประโยชน์ในเขมรมหาศาล ย่อมจะเอาข้อมูลนี้ไปให้เขมรใช้ในการวางแผนรับมือกับไทย การที่ฝรั่งเศสมีข้อมูลลับท่าทีและแนวทางการต่อสู้ของไทย จึงเป็นหนึ่งในข้อเสียเปรียบและทำให้ฝ่ายไทยแพ้คดีเขาพระวิหาร

เรื่องเริ่มจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ตั้งข้อสังเกตว่า เวลาเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเข้าพบเพื่อหารือข้อราชการ เหตุใดทูตฝรั่งเศสจึงรู้ตื้นลึกหนาบาง และทิศทางนโยบายของไทยได้ดีเหลือเกิน ทั้งที่บางเรื่องเป็นความลับขั้นสุดยอดจากการประชุมภายใน

ขณะเดียวกัน มีรายงานแจ้งเบาะแสว่า มีข้าราชการไทยบางคนในทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย มีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยผิดปกติ กรมประมวลข่าวกลาง (ปัจจุบันคือสำนักข่าวกรองแห่งชาติ) และตำรวจสันติบาลจึงเริ่มสืบสวนเชิงลึกจนพบเครือข่ายจารกรรมที่หยั่งรากลึกในหมู่ข้าราชการไทย

โดยฝรั่งเศสได้ส่งสายลับมา 2 คน ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายฝรั่งเศส คือ ยอนนา ชอง ปอล ปรั๊ก และ มิแชล ลามาช (รายหลังพูดไทยชัดเจนและมีเพื่อนฝูงคนไทยจำนวนมาก)ทั้งคู่ทำหน้าที่ในสถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย

จากนั้นทั้งคู่ทำหน้าที่ไป สรรหาข้าราชการไทยที่สามารถเข้าถึงเอกสารชั้นความลับให้มาเป็น สายลับปฏิบัติการได้สำเร็จถึง 6 คน ซึ่งทำงานกระจายอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญเช่น ​ทำเนียบนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย ​สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ​สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ​ฝ่ายสารบรรณ กรมตำรวจ และเจ้าหน้าที่เวรนำสาร

วิธีการส่งมอบเอกสารลับ เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่แยบยล คือทุกครั้งที่ข้าราชการไทยหรือตำรวจที่เป็นเวรนำสาร ต้องถือซองเอกสารลับปิดผนึกเดินทางไปส่งระหว่างหน่วยงานต่างๆ (เช่น จากกรมตำรวจไปมหาดไทย หรือจากมหาดไทยไปทำเนียบฯ)

ผู้นำสารจะแวะออกนอกเส้นทาง นำซองเอกสารลับนั้นไปมอบให้ มิแชล ลามาช ณ จุดนัดพบ เช่น สวนลุมพินี หรือบริเวณใกล้สถานทูตฝรั่งเศส จากนั้นฝรั่งเศสจะนำซองเอกสารเข้าไปในห้องพิเศษในสถานทูต ทำการเปิดซองอย่างประณีต ถ่ายสำเนาเอกสารเก็บไว้ทั้งหมด แล้วปิดผนึกซองให้เหมือนเดิม ก่อนนำมาคืนให้สายลับนำไปส่งต่อยังจุดหมายปลายทาง โดยที่หน่วยงานปลายทางไม่มีทางรู้เลยว่าเอกสารลับนั้นถูกล่วงออกไปแล้วระหว่างทาง

ขณะเดียวกัน ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ จำเลยคนสำคัญซึ่งเป็นข้าราชการสามัญตำแหน่งเสมียนในกองโทรเลข มีหน้าที่เข้าและถอดรหัสโทรเลข ก็ได้แอบทำสำเนาโทรเลขสายตรงระหว่างกรุงเทพฯ กับสถานทูตไทย ณ กรุงเฮก และสถานทูตไทยในประเทศต่างๆ ส่งมอบให้เครือข่ายจารชนนี้เช่นกัน ทั้งหมดร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ปี 2501-2507 เป็นระยะเวลา 6 ปี

ค่าตอบแทนสำหรับความลับ สายลับไทยรายหนึ่งสารภาพว่า ได้รับเงินค่าตอบแทนสูงถึงเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งในยุคที่ข้าราชการปริญญาตรีบรรจุใหม่มีเงินเดือนเพียง 900 บาท (ข้าราชการทั่วไป 450 บาท) เงินจำนวนนี้ถือเป็นทรัพย์สินมหาศาลที่ล่อใจให้เกิดการขายชาติ

ความเสียหายต่อประเทศชาติ มีสำเนาโทรเลข ลับ-ลับมาก-ลับที่สุด ด่วนที่สุด ระหว่างกรุงเทพและสถานทูตไทยในต่างประเทศ หลุดรอดไปอยู่ในมือฝรั่งเศสไม่ต่ำกว่า 576 ฉบับ

ในคำพิพากษายาว 94 หน้า ระบุตัวอย่างเอกสารที่หลุดไปหลายสิบรายการ ซึ่งรวมถึง "แนวทางและท่าทีการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารของทีมทนายความฝ่ายไทยบนศาลโลก"

การรั่วไหลของข้อมูลลับเหล่านี้ส่งผลให้ฝรั่งเศสและกัมพูชา ล่วงรู้และดักทางนโยบายและแนวทางการสู้คดีเขาพระวิหารของไทยได้ทั้งหมด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อสถานทูตไทยในยุโรปได้รับคำสั่งด่วนให้ไปค้นหาเอกสารประวัติศาสตร์หรือแผนที่เก่าในหอสมุดแห่งชาติของต่างประเทศ

ปรากฏว่าฝรั่งเศสจะส่งคนไปตัดหน้าเอาเอกสารชิ้นนั้นออกไปก่อนทุกครั้ง จนเจ้าหน้าที่ไทยในยุคคดีสับสนว่าเหตุใดเอกสารหลักฐานสำคัญหลายชิ้นจึงหายสาบสูญไป

นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและอดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองเชื่อว่า เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยต้องแพ้ในคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี พ.ศ. 2505

ในท้ายที่สุด หน่วยต่อต้านข่าวกรองของไทยสามารถทลายเครือข่ายนี้ได้สำเร็จ จับกุมผู้ต้องหาได้รวม 8 คน (เป็นชาวฝรั่งเศส 2 คน และคนไทย 6 คน) อัยการส่งฟ้องศาลทหารกรุงเทพ และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกจารชนและคนขายชาติเหล่านั้นคนละหลายปีตามระเบียบกฎหมายและหลักนิติธรรม (ผมไม่ทราบผลที่แน่ชัด) ตามอ้างอิงคดีเลขดำที่ 570, 1337/2508 คดีเลขแดงที่ 2603,2604/2508

ส่วนอยากรู้ว่าคดีนี้มีใครบ้าง ก็ไปดูในช่องแสดงความคิดเห็น ผมโพสต์ภาพหน้าแรกของคำพิพากษาที่มีชื่อคนทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ลงวันที่ 1 พ.ย.2508

หันกลับมามองในสถานการณ์ปัจจุบัน การที่เราเตรียมการไปสู้กับเขมรบนเวทีโลกนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ จารชนและคนขายชาติปี 2568-2569 ทั้งเรื่องนักการเมืองบางกลุ่มที่มีความสนิทสนมกับเขมรในอดีต จนถึงขนาดลี้ภัยทางการเมืองไปซบใต้ไข่ของฮุนเซนก็มีมาแลัว

นี่ยังไม่รวมออกญาเขมรใหญ่ระดับประเทศคนสนิทฮุนเซน บางคนมีสองสัญชาติไทยเขมร ข้าราชการใหญ่น้อยที่อยู่ตามชายแดน นักการเมืองท้องถิ่น ต่างมีผลประโยชน์อาศัยพึ่งพากัน

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงจะไม่มีหลักฐานแบบจับได้คาหนังคาเขา หรืออาจจะมี แต่คนก็ไม่กล้าไปยุ่งเพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย

แต่คนไทยอย่างเราๆท่านๆก็คงทราบดีว่า นักการเมืองหรือข้าราชการไทยบางคน มีผลประโยชน์ส่วนตัวซึ่งขัดแย้งกับผลประโยชน์ของชาติ คือเข้าไปมีธุรกิจในเขมรทั้งขาว เทา ดำ หรือร่วมอำนวยความสะดวกในการกระทำผิดแถบชายแดน

ตามข้อสงสัยของคนไทยที่ว่า ประเทศไทยกองทัพเรามีศักยภาพมากกว่าเขมรหลายเท่า ประเทศเรามีอำนาจเศรษฐกิจมากกว่าเขมรมากมายนัก

แล้วทำไมเขมรยังกล้าทำกับเราเหมือนเราอ่อนด้อยกว่ามัน ทำไมฮุนเซนไม่ทำแบบนี้เป็นเวียดนามบ้าง(ขนาดกองทัพเวียดนามใหญ่กว่าไทยแต่ก็ไม่ได้หนีกันมาก) แต่กล้ามาทำกับไทย เพราะฮุนเซนและพลพรรคออกญาและนายทหารต่างรู้ว่า ข้าราชการไทย นักการเมืองไทยหลายๆคนต่างมีสายสัมพันธ์ธุรกิจในเขมรมากมาย คงไม่ปล่อยให้ธุรกิจหรือผลโยชน์ของตนเองมอดไหม้คามือของทหารไทยที่อยู่ตามชายแดนไปได้

นี่ถ้าไม่ได้พ่อใหญ่กุ้งเปิดปฐมฤกษ์แง้มพรมที่ปูบนพื้นบ้านประเทศไทยของพวกเราขึ้นมา เราคงไม่รู้ว่ามันมีทั้งเห็บ มีทั้งหมัด ที่คอยดูดเลือดคนในบ้าน หรือแมลงสาบที่กินเศษขยะเหลือเดน และยังมีสิ่งโสโครกต่างๆเต็มไปหมด

หลังจากการเปิดพรมของแม่ทัพกุ้ง ทำให้ทหารและข้าราชการน้ำดีหลายคนอดรนทนไม่ได้ก็แอบออกมาชี้ช่องบอกประชาชน ว่าใต้พรมผืนไหนมันมีพวกเศษสวะคอยแอบลักดูดเลือดคนไทยอยู่

หลังจากนั้นประชาชนก็เริ่มตาสว่างช่วยกันติดตามขยายผลต่อ จนพรมค่อยๆถูกรื้อขึ้นมาเรื่อยๆทีละผืนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับภาพความเน่าเละเทะและเหม็นโสโครกที่เราเห็นในปัจจุบัน

นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องคนขายชาติที่โทรขอให้พ่อใหญ่กุ้งหยุดยิงในการรบรอบแรก ใครจะด่าว่าพ่อใหญ่กุ้ง ว่าแก่โกหกตอแหลก็ตามนะครับ แต่ผมเชื่อพ่อใหญ่กุ้ง ว่ามันมีคนขายชาติโทรไปขอให้หยุดยิงจริงๆ แต่บิ๊กกุ้งเลือกที่จะเป็นลูกผู้ชายไม่ขายคนที่โทรมาขอให้หยุดยิง แล้วยอมกลืนเลือดตัวเองต่อถึงคนจะถ่มถุยดูถูกแก แต่อยากบอกว่าผมเชื่อท่านครับ เพราะถ้าบิ๊กกุ้งพูดออกมา ภาพลักษณ์แกจะเสียไม่ต่างอะไรจากฮุนเซนที่เอาคลิปอุ้งอิ๊งมาแฉครับ

พลเอกรังษี หรือใครต่อใครต่างออกมาพูดตลอดว่ามันมีคนขายชาติ คุณไม่ต้องเชื่อคนพวกนี้ครับ แต่ให้คุณมองดูรอบๆตัวคุณ กับสิ่งที่เราต้องประสบพบเจอมาในสังคมนี้ ผ่านมาปีกว่าแล้วกับเรื่องไทยเขมร แล้วคิดเองว่าไอ้คนขายชาติมันมีจริงหรือไม่

นี่ยังไม่รวมที่ผมได้เคยมีโอกาสพูดคุยกับทหารที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือแม้แต่ยังอยู่ในราชการยศใหญ่ตั้งแต่นายพลถึงยศนายสิบตัวเล็กๆ ล้วนแล้วแต่พูดเรื่องราวที่เขาไม่สามารถพูดออกมาสู่สาธารณะได้ เพราะมันมีผลต่อการงาน อาชีพ และชีวิตของพวกเขาครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพิมพ์ไปไม่เกินจริงแน่ๆคือ ทหาร ข้าราชการพลเรือนมีจำนวนมากที่เป็นวีรบุรุษตัวจริง ตั้งใจทำหน้าที่ของตน ไม่เคยไปรับผลประโยชน์จากเขมร และมันก็จะมีทหาร ข้าราชการพลเรือนจำพวกหนึ่งที่แดกขี้เขมร รับผลประโยชน์จากเขมรมา บางคนหนักข้อสร้างธุรกิจในดินแดนเขมร ขาว เทา ดำ

มันมีอยู่จริงครับคนที่เนื้อตัวมอมแมมจากขี้เขมร เมื่อได้ทำการรบกับเขมรก็รีบวิ่งมาร่วมกับทหารที่เนื้อตัวสะอาด(ที่ไม่ได้มีประโยชน์กับเขมร) แล้วสุดท้ายก็ลงบ่อชุบตัวกลายเป็นวีรบุรุษไปพร้อมๆกัน เนื้อตัวสะอาดเอี่ยมไร้คราบขี้เขมร

ที่เลวร้ายสุดๆคือเมื่อถึงเวลาตัวเองเกษียณราชการออกไปจากตำแหน่ง อำนาจไม่มี แต่ก็ยังพยายามหาทางดันลูกน้องหรือคนของตัวเองให้เป็นใหญ่เป็นโต ด้วยระบบอุปถมภ์วิ่งไปฝากเพื่อนฝากน้องที่มีสายสัมพันธ์ช่วยเหลือกันในอดีต

ที่ทำแบบนี้เพื่อจะได้มีคนของตัวเองคอยปกป้องรักษาผลประโยชน์ของตัวเองต่อไป มันคือผลประโยชน์ต่างตอบแทน ของระบอบอุปถัมภ์ คนที่ได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ได้ก็ต้องตอบแทนนายที่เกษียณไป(ซึ่งได้ช่วยให้ตัวเองขึ้นมามีอำนาจ) โดยการดูแลผลประโยชน์ต่อ สุดท้ายกลายเป็นทายาทอสูร

คนที่ชอบประวัติศาสตร์มักจะได้ยินว่า ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเดิม สถานการณ์ของไทยในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับตอนนั้น ถ้าข้าราชการในอดีตทำงานอย่างเต็มความสามารถตั้งแต่แรก มันจะไม่เกิดวันนี้ขึ้นครับ วันที่เราได้รบกับเขมร ทหารและคนของก็จะไม่ต้องมาเราล้มตาย งบประมาณก็ไม่เสียไปกับเรื่องสงคราม ผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า คนพวกนี้บางคนมันก็เจ็บแค้นผมนั่นแหละครับ แต่ผมถือว่าผมพูดในสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง

ใครอยากอ่านข้อมูล กรณีจรชนเรื่องเขาพระวิหาร อ้างอิงข้อมูลจรชนในคดีเขาพระวิหารจาก คุณคำนูณ สิทธิสมาน สำนักข่าวอิสระ19 และ 21 มิ.ย. 2568 ซึ่งข้อมูลนั้นได้มาจาก หนังสือ ไล่ล่าจารชน เขียนจากความทรงจำของท่าน ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการกฎหมายระหว่างประเทศ เปิดข้อเท็จจริง-มุมมอง เกม UNCLOS ศึกเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา

ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊ก "Take A Walk, Talk International Law ท่องโลกกว้างด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ" ระบุว่า คณะรัฐมนตรีตั้งหัวหน้าและรองหัวหน้าคณะเจรจาและผู้ประนอมฝ่ายไทย เพื่อเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตั้งหัวหน้าและรองหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย รวมถึงผู้ประนอมฝ่ายไทย 2 ท่าน เพื่อเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ซึ่งกัมพูชาได้ยื่นไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยมีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้

'สีหศักดิ์' นั่งหัวหน้าคณะเจรจา UNCLOS ตั้ง 2 อดีตประธานศาลทะเลสากล ชาวแอฟริกาใต้-เยอรมันร่วมทีม

นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ตนเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ​ เอกอัครราชทูต​ ณ​ กรุงคูเวต รองหัวหน้า เข้าร่วมคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS)

นายกฯ สยบข่าวกัมพูชาขนรถถังประชิดชายแดน ยันไม่มีรายงานในที่ประชุม สมช.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมประชุม

UNCLOS ประนอมภาคบังคับ จากติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย สู่แนวรบ ไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังจากที่รัฐบาลไทยแสดงท่าทีเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้กติกา UNCLOS ขณะเดียวกันหลังจากมีข่าวว่า จีนเตรียมส่งมอบรถถัง T-59D

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ชี้ไทยต้องพึ่งตัวเอง อย่าหวังชาติมหาอำนาจมาเป็นมิตร นอกจากมีผลประโยชน์

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า พึ่งตัวเอง ช่วงนี้​ เกิดดราม่า​ ไทยจีนพี่น้องกัน​

กองทัพไทย แจงสร้างรั้วกั้นชายแดนถาวร ต้องสอดคล้องสภาพพื้นที่ภูมิประเทศ

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยกรณีที่มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ระบบเฝ้าตรวจทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนว่า กองทัพขอขอบคุณประชาชนทุกท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็น