'ปกรณ์' แนะหน่วยงานรัฐ-องค์กรอิสระ ไม่ทำงานรูทีน ต้องปรับตัว-กฎหมาย รับมือบริบทโลกไร้ระเบียบ ผลักดันปชช.ตระหนักถึงความละอายต่อบาป ทำงานเชิงรุกเพื่อความผาสุกประชาชน
23 ก.ค.2569 - นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายเพื่อความโปร่งใสที่ยั่งยืน” ในการสัมมนาวิชาการประจำปีพ.ศ 2569 จัดโดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่า ในการตรวจสอบหน้าที่รัฐยุคใหม่ อยากให้ตระหนักถึงปรัชญาของรัฐธรรมนูญ โดยได้ยกรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และใช้อำนาจผ่านทางสภานิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ และในวรรค 2 ระบุถึงการทำหน้าที่ของทุกองค์กรว่าต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และมีข้อความต่อท้ายว่าการใช้อำนาจต้องเป็นไปเพื่อความผาสุกของประชาชนโดยรวม ซึ่งถือเป็นหลักกฎหมายสำคัญ ดังนั้น ไม่ว่าการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ หรือองค์กรตรวจสอบ สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือความผาสุกของประชาชน ซึ่งการจะบรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้ องค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้งหมด รวมทั้งองค์กรอิสระล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการจับผิดแต่เป็นการทำให้การทำงานของแต่ละฝ่ายเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน
นายปกรณ์กล่าวต่อไปว่า งานที่หน่วยงานต่างๆ ทำไม่ใช่งานประจำ แต่มีเป้าหมายชัดเจนว่าเพื่อความผาสุกของประชาชน ทุกคนมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง แม้แต่ตนก็มีวาระการดำรงตำแหน่งเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่า การดำรงตำแหน่งของเราจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ซึ่งเปรียบเหมือนกับชีวิต เราไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดวันไหน ดังนั้นจึงต้องทกหน้าที่จนถึงวันสุดท้าย
"วันนี้นาทีนี้เรายังหายใจอยู่ เราไม่รู้หรอกครับว่านาทีข้างหน้า 10 นาทีข้างหน้า เราจะหายใจอยู่ไหม เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญในการทำงาน ผมฝากไว้อีกเรื่องหนึ่งคือวาระการดำรงตำแหน่งก็เหมือนกับวาระชีวิตของเรานั่นแหละ ถ้าเราทำงานไปเรื่อยๆ ทำเป็นงาน routine ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน มันจะเสียเวลาไปโดยใช้เหตุจริงๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำทั้งหมดอยากจะฝากบอกว่าขอให้คิดว่าพรุ่งนี้หรือวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้หายใจ และเราจะทิ้งสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้กับคนรุ่นใหม่ ไว้ให้กับสังคมในอนาคตของลูกเราหลานเราเหลนเรา" นายปกรณ์ กล่าว
รองนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการตรวจสอบรัฐยุคใหม่ว่า ปัจจุบันบริบทโลกเปลี่ยนแปลงไป เป็นรัฐยุคใหม่โลกไร้ระเบียบ ดังนั้น ทุกหน่วยงานจะต้องเข้าใจบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และการทำงาน การตรวจสอบ การกำกับดูแล การตรากฎหมาย รวมถึงการพัฒนากฎหมาย ต้องสอดคล้องกับบริบทดังกล่าวด้วย ซึ่งกฎหมายของประเทศไทย ยังอยู่ในยุคที่เรียกว่า ระบบควบคุม คือ มีการอนุมัติ อนุญาตตะบันรากไปหมด จึงต้องใช้คนจำนวนมากในการอนุมัติ อนุญาต เต็มไปด้วยกระบวนการและขั้นตอน ขณะที่รัฐหมุนไปข้างหน้า ผลคือค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 73 ซึ่งเป็นผลจากกฎหมายที่ไม่ได้มีการพัฒนา หรือพัฒนาน้อยมาก ทุกหน่วยงานเต็มไปด้วยอำนาจ แต่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งการค้าขายที่เป็นการค้าเสรีมากขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้น ถือเป็นความท้าทายแต่ไทยให้ความสนใจน้อยมาก รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์ โดยยกตัวอย่างสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แรงกว่ารอบที่มีการเซ็นสัญญาสงบศึก กระทบต่อซัพพลายเชนทั่วโลก รวมถึงสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ที่ประเทศนาโต้สนับสนุนอาวุธให้กับยูเครน เป็นเหมือนการเปิดหน้าสู้กัน และมีโอกาสที่ความขัดแย้งจะขยายออกไปมากขึ้น แม้กระทั่งใกล้กับประเทศไทยที่เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 วันก่อนที่มีข่าวการยั่วยุอย่างรุนแรงในทะเลจีนใต้ จึงเกี่ยวข้องกับผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ รัฐบาลจะต้อง เปลี่ยน ม่สามารถใช้รูปแบบเดิมได้ การทำงานของภาครัฐต้องมีความอ่อนตัวมากขึ้น มุ่งเน้นไปที่การอำนวยความสะดวก ให้กับประชาชนมากขึ้น ดูแลประชาชนมากขึ้น ถือเป็นหน้าที่การตรวจสอบรับยุคใหม่ ที่ไร้ระเบียบ กฎระเบียบ ระหว่าง ประเทศ ค่อนข้างที่จะไม่มีค่าบังคับ แตกต่างจากอดีตที่มีหน่วยงาน บังคับแต่ปัจจุบัน ไม่ค่อยมีคนสนใจระเบียบโลก
“ดังนั้น รัฐชุดใหม่ มีภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งไทยปรับตัวในเรื่องนี้น้อยมากและระบบกฎหมายยังคงเป็นเหมือนเดิม ทำหน้าที่อนุมัติอนุญาตเหมือนเดิม จึงทำให้ค่าใช้จ่ายประจำสูงเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะใช้ระบบควบคุมเกือบทั้งหมด ขณะที่รัฐอื่น เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน โดยบทบาทของภาครัฐ อำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชน สามารถประกอบธุรกิจได้ รัฐยุคใหม่ไม่ใช่รัฐข้าราชการ แต่เป็นรัฐของผู้ประกอบการ ฉะนั้นจะต้องเปลี่ยนภารกิจของรัฐจากการควบคุมกฎ เป็นผู้อำนวยความสะดวก และต้องไม่ทำงานแบบรูทีนเพียงอย่างเดียว โดยยึดกฎระเบียบว่าถูกต้อง ความถามคือเป็นภาระต่อประชาชนหรือไม่ ทุกหน่วยงานต้องช่วยกันหาคำตอบ เพื่อไม่ให้เพิ่มภาระให้กับประชาชน เช่นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ยึดราคาถูกและต้องทำตามกติกา เมื่อครบตามหลักเกณฑ์ก็ถือว่าผ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีงานก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จเต็มไปหมด การตรวจสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผล สิ่งที่เป็นสิ่งที่เราต้องการเห็นที่สุด ดังนั้น จึงมีการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 ที่ระบุว่าการตรากฎหมายจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด”
โดยเฉพาะปัจจุบันที่ไทยกำลังพยายามเข้าเป็นสมาชิก OECD ปรับโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางกฎหมาย โดยไทยจะต้องเพิ่มการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้มากที่สุด เพราะจะทำให้ได้รับข้อมูลมากขึ้น นโยบายเพื่อให้การออกนโยบายหรือการดำเนินงานต่าง ๆ สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอด อีกทั้ง เพื่อให้การออกกฎหมายมีความโปร่งใสอย่างยั่งยืน โดยต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยตลอด ถือเป็นการตรวจสอบก่อนร่างกฎหมาย ไม่ใช่ข้างบนเคาะลงมาอย่างไรก็ออกกฎหมายตามนั้น และเมื่อใช้กฎหมาย ไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง ก็ต้องมีกระบวนการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งจะเห็นว่าไทยไม่ค่อยมีการทบทวนกฎหมาย บางฉบับใช้มา 30-40ปี แต่มีการแก้ไขเพียงไม่กี่ครั้ง และที่แก้ไขส่วนมาก ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ / เพิ่มเติมองค์ประกอบของกรรมการ แต่ไม่ได้คิดว่าการเพิ่มนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร หากเพิ่มเติมแล้วตอบโจทย์ และแก้ไขปัญหาประชาชนให้เกิดความผาสุกได้ ตนคิดว่าสามารถตอบคำถามประชาชนได้ ดังนั้นจำเป็นต้องคิดระบบต่าง ๆ ให้มีความรอบคอบ
นายปกรณ์ยังกล่าวว่า สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ คือเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ ก็เป็นเรื่องสำคัญไทยจะดูแค่กฎหมายในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองออกไปข้างนอก เพราะกระทบถึงภูมิเศรษฐศาสตร์ และเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย และมองว่าสิ่งที่รุนแรงที่สุด คือการเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่รับฟังเสียงของคนอื่น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนแต่เกิดขึ้นในครอบครัว ดังนั้นหากมองในเรื่องของต้นทุนความเสียหาย (Loose cost) จะต้องมองลึกไปถึงว่าบุคคลนั้นปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ เหตุใดคนไทยจึงเป็นเช่นนั้น ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ใช่หรือไม่ เป็นค่านิยมของไทยหรือไม่ กฎมีไว้แหก เป็นค่านิยมของเราหรือไม่ อะไรเอาเปรียบได้ก็เอาเปรียบก่อน เป็นเช่นนั้นหรือเปล่า ดังนั้น ตนเห็นว่า ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือการแก้ไขต้นทุนความเสียหาย ไม่เช่นนั้นจะแก้ไขได้เพียงผิวเผินเท่านั้น แล้วจะเกิดความเสียหายมากขึ้น อย่างเช่นที่เป็นข่าวในปัจจุบัน คือการทุจริตการสอบ ซึ่งเรามาถึงอยู่ในจุดที่คนไม่นึกถึง การละอายต่อบาปและคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ไทยมีความเจริญทางวัตถุแต่จิตใจกับถอยลง ตนจึงเห็นด้วยกับแนวคิด บวร.ชร. (บ้าน-วัด-โรงเรียน เพิ่มเข้ามาคือ ชุมชน กับโรงพยาบาล) ที่ต้องนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ แต่วัดก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป เพราะปรากฏเป็นข่าวอยู่เรื่อยเช่นกัน จึงต้องพิจารณาให้ดี เพราะไม่เกี่ยวกับสถานที่แต่เกี่ยวกับหลักการ ซึ่งหลักการของวัดคือความสงบ ประพฤติดีไม่ประพฤติชั่ว หากหาทางถูกก็จะไปได้ ซึ่งบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินควรก้าวไปถึงจุดนั้น
ส่วนการผลักดันความโปร่งใสของกฎหมายนั้น ประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ แต่ปัญหาที่สำคัญไม่ใช่การเขียนกฎหมาย แต่คือทำอย่างไรให้กฎหมายเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้ ยอมรับกฎหมายอย่างแท้จริง ซึ่งต้องเริ่มต้นจากครอบครัว และต้องสร้างทัศนคติที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคม จึงจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ ขณะเดียวกันก็มีการปฏิรูปกฎหมายและราชการโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเป็นฐานข้อมูล รวมถึงตรวจจับการกระทำผิดจากดิจิทัลฟุตพรินท์ ตนจึงเน้นในเรื่องการปฏิรูปราชการ เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ประเทศเดินต่อไปได้ ไม่ใช่แค่ลดการใช้จ่ายไม่ใช่แค่ลดการใช้จ่าย แต่เป็นการ สร้างความโปร่งใสขึ้นในระบบราชการ จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นในประเทศนี้ให้ได้ในระยะเวลาที่กำหนด เหตุที่ต้องเร่งทำเพราะรัฐบาลมีวาระแค่ 4 ปี ซึ่งตนไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อมาอยู่ในจุดที่สามารถผลักดันได้ ตนจะทำให้ดีที่สุด และอยากให้ทุกคนคิดว่าเราทำงานเป็นวันสุดท้ายที่จะทำในชีวิต และทำให้เต็มที่ ใช้ตำแหน่งหน้าที่ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด พร้อมเน้นย้ำว่าความผาสุกของประชาชนคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ทรงศักดิ์' ลั่นหากเข้าองค์ประกอบฟ้องคืนแน่
'ทรงศักดิ์' ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. หลังถูกพาดพิง ย้ำบริสุทธิ์ใจ เล็งใช้กฎหมายดำเนินคดีปกป้องสิทธิ
'ผบ.ตร.' เร่งสรุปโกงสอบท้องถิ่น จ่อแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 11 ราย
'ผบ.ตร.' ประชุมคณะทำงาน เร่งสอบพยานหลักฐาน-ข้อกฎหมายคดี โกงสอบท้องถิ่น สรุปชง 'ปกรณ์' วันศุกร์นี้ จ่อเรียกผู้เกี่ยวข้องอีก 11 คน เข้ารับทราบข้อกล่าวหา
รัฐบาลบุกปิดดีลดึง 4 บิ๊กเทคและอีวีจีน หอบเงิน 7 หมื่นล้านลงทุนไทย
รัฐบาลบุกปิดดีลดึง 4 บิ๊กเทคและอีวีจีน ทั้ง "ฉางอาน-อินโนไลท์-อีออปโตลิงก์-เสียวหมี่" หอบเงิน 7 หมื่นล้านย้ายฐานหนีภูมิรัฐศาสตร์มาปักหมุดในไทย พร้อมงัดไม้เด็ด "BOI to IPO" ดันบริษัทข้ามชาติเหล่านี้เข้าตลาดหุ้น หวังโกยเม็ดเงินจากทั่วโลกดันเศรษฐกิจไทยให้พุ่งทะยาน
'ทรงศักดิ์' เชื่อไม่มีสึนามิการเมือง! รับต้องเร่งเคลียร์โกงท้องถิ่นให้เร็ว
'ทรงศักดิ์' ชี้สอบคดีทุจริตเข้าท้องถิ่นควรทำให้เร็ว-ชัดเจน ให้ประชาชนเห็น ยันเดินหน้าเอาผิด 'กิต-ส้ม' หมิ่นประมาท เป็นธรรมดาหลายเรื่องพุ่งใส่รัฐบาล แต่เชื่ออยู่ได้ บอกยิ่งเงียบมาก-ไร้คลื่นลม ยิ่งอันตรายอยู่ไม่นาน
ลอกการบ้านแดนปลาดิบ! ผุดประกันภัยพิบัติ
'ปกรณ์' เผย รัฐผุดแนวคิด 'ประกันภัยพิบัติ' ดึงเอกชนร่วมจ่าย ขณะที่เบี้ยประกันขึ้นอยู่กับความเสี่ยงแต่ละพื้นที่ เชื่อประชาชนได้เงินเร็ว จำนวนมากกว่ารัฐจ่าย รอสรุปตัวก่อนนำหลักการยึดโมเดลญี่ปุ่นชง ครม.โดยเร็ว
รองนายกฯ แนะคนไทยรู้เท่าทันสถานการณ์โลก รับมือปิดช่องแคบฮอมุส ปฏิบัติการรอบสามตะวันออกกลาง
รองนายกฯปกรณ์ ชี้การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ เราต้องรู้เท่าทันและตระหนักถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย จะได้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิมได้

