เครือข่าย NGO ต้านธนาคารโลก-IMF แฉรัฐคุกคามทั่วประเทศ ลั่นม็อบหน้าศูนย์สิริกิติ์ 12-18 ต.ค.

เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เปิดข้อมูลกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐตามคุกคามนักกิจกรรมถึงบ้านและที่ทำงาน ก่อนการประชุมใหญ่ 12-18 ต.ค. จวกใช้กฎหมายชุมนุมปิดกั้นสิทธิ แฉคู่มือผู้จัดประชุมระบุต้องขออนุญาต ทั้งที่กฎหมายกำหนดเพียงแจ้งล่วงหน้า ย้ำจุดหมายชุมนุมหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เรียกร้องรัฐบาลยุติการคุกคามและรับประกันไม่ใช้ความรุนแรง

9 ตุลาคม 2569 - ที่ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ จัดเวทีสาธารณะและแถลงข่าวหัวข้อ “ใครสั่ง ใครเจ็บ ใครรับผิดชอบ? จากความรุนแรงของตำรวจบนท้องถนน สู่หลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมของประชาชน” เพื่อสะท้อนปัญหาการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐต่อผู้ชุมนุม และประกาศท่าทีต่อการประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยมีฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters เป็นผู้ดำเนินรายการ

เวทีเริ่มต้นด้วยการสะท้อนประสบการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม โดยนายพายุ บุญโสภณ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งสูญเสียการมองเห็นตาขวาจากกระสุนยางในเหตุการณ์ชุมนุมกลุ่มราษฎรหยุด APEC 2022 กล่าวว่า การชุมนุมครั้งนั้นเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่เจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมขณะผู้ชุมนุมพักรับประทานอาหาร โดยไม่มีการแจ้งเตือนหรือหมายศาล และมีการใช้แก๊สน้ำตากับกระสุนยาง ปัจจุบันตนต้องใส่ตาเทียมและรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเอง ขณะที่คดีตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ และมีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเอาผิดผู้สั่งการ

นายวิศรุต ศรีจันทร์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกองเลขานุการสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) กล่าวถึงเหตุการณ์ธรรมยาตราที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกก โดยระบุว่าผู้ชุมนุมประมาณ 30 คน เดินเท้าไปยังสถานกงสุลจีน แต่ถูกตำรวจตั้งด่านสกัด 3 ชั้น และมีการสั่งให้เจ้าหน้าที่ผลักดันผู้ชุมนุมจนตนล้มและแขนหัก 2 ท่อน

ขณะที่นายจำนงค์ หนูพันธ์ ตัวแทนขบวนการพีมูฟ (P-Move) กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (อส.) ใช้โล่ผลักดันผู้ชุมนุมบริเวณหน้ากระทรวงมหาดไทย จนมีผู้สูงอายุได้รับบาดเจ็บ

ด้านนางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย ตัวแทนเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า เหตุการณ์ทั้ง 3 กรณีสะท้อนว่าพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งควรเป็นกฎหมายสนับสนุนสิทธิเสรีภาพ กลับถูกกลไกของรัฐนำมาใช้เป็นเครื่องมือควบคุมและจำกัดการชุมนุมของประชาชน

นางสาวสุภาภรณ์เปิดเผยว่า ก่อนการประชุมประจำปีธนาคารโลกและ IMF เครือข่ายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลายจังหวัดถูกเจ้าหน้าที่รัฐติดตามและคุกคามอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 มีชาย 2 คน ซึ่งภายหลังทราบว่าเป็นตำรวจสันติบาล เดินทางไปยังบ้านนักปกป้องสิทธิในจังหวัดเชียงราย เพื่อสอบถามว่าจะเดินทางไปร่วมกิจกรรมที่กรุงเทพมหานครหรือไม่

วันที่ 22 กันยายน มีชาย 2 คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ไปตามหานักปกป้องสิทธิในจังหวัดเชียงใหม่ตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร และเมื่อไม่พบตัวได้สอบถามญาติถึงจำนวนผู้ที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

ส่วนวันที่ 2 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเปิดตัวเครือข่ายฯ มีตำรวจท่องเที่ยวในเครื่องแบบพยายามเข้าพื้นที่จัดงานและสอบถามว่าจะมีชาวต่างชาติเข้าร่วมการชุมนุมหรือไม่ รวมถึงมีตำรวจสืบสวนจากนครบาลเข้ามาลงทะเบียนร่วมงานเพื่อประเมินจำนวนผู้เข้าร่วม

วันที่ 6 ตุลาคม มีเพจเฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อความโจมตีเครือข่ายในพื้นที่ปาตานี โดยเชื่อมโยงกับประเด็นความมั่นคงและกล่าวหาว่ามีต่างชาติสนับสนุน ซึ่งเครือข่ายยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ขณะที่จังหวัดหนองบัวลำภู มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเข้าพบผู้ใหญ่บ้านเพื่อสอบถามข้อมูลการเดินทางของกลุ่มผู้ชุมนุม

วันที่ 7 ตุลาคม ตำรวจในจังหวัดขอนแก่นเดินทางไปยังบ้านนักกิจกรรม และเมื่อไม่พบตัวได้สอบถามมารดาพร้อมใช้ถ้อยคำข่มขู่ ส่วนวันที่ 8 ตุลาคม มีชาย 6 คนเดินทางไปหานักปกป้องสิทธิสตรีถึงสถานที่ทำงานในจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อสอบถามเรื่องการเข้าร่วมประชุม IMF และพยายามขอหมายเลขโทรศัพท์ จนทำให้ผู้ถูกติดตามเกิดความหวาดกลัว

นางสาวสุภาภรณ์กล่าวว่า พฤติการณ์เหล่านี้คล้ายกับช่วงการประชุม APEC ที่รัฐมักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และภาพลักษณ์ของประเทศ เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชน ทั้งที่กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของธนาคารโลกและ IMF ควรมีสิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง

นางสาวสุภาภรณ์กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ธนาคารโลกและ IMF เข้ามามีบทบาทในประเทศไทย มีนโยบายหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ทั้งกรณีเขื่อนปากมูล กลุ่มผู้หญิงบริการ และการลดทอนสวัสดิการคนจนเมือง ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากยังไม่ได้รับการเยียวยา จึงเกิดการรวมตัวของเครือข่าย 26 กลุ่ม เพื่อสะท้อนปัญหาดังกล่าว

“เราขอยืนยันว่าการชุมนุมสาธารณะคือ ‘การแจ้ง’ ไม่ใช่ ‘การขออนุญาต’ ทุกครั้งเราแจ้งการชุมนุมตามกติกาเพื่อให้รัฐอำนวยความสะดวก แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐใช้เป็นเครื่องมือคุกคาม” นางสาวสุภาภรณ์กล่าว

พร้อมยืนยันว่า ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ เครือข่ายจะเดินทางไปแสดงออกบริเวณหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อให้เสียงของผู้ได้รับผลกระทบไปถึงผู้เข้าร่วมการประชุมและสาธารณชน

ขณะที่นางสาวปรานม สมวงศ์ จากองค์การ Protection International (PI) กล่าวถึงหลักนิติธรรมและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยตั้งคำถามต่อบทบาทของรัฐบาลไทย ธนาคารโลก และ IMF ในการคุ้มครองสิทธิผู้ชุมนุม พร้อมระบุว่ามีประกาศภาษาอังกฤษของผู้จัดงานที่กล่าวถึงอำนาจการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับการชุมนุม ซึ่งควรตรวจสอบว่าเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่

นางสาวปรานมกล่าวว่า ในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์ใช้กำลังต่อผู้ชุมนุมระหว่างการประชุมของสถาบันการเงินระหว่างประเทศในต่างประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซีย โดยยกกรณีในสหรัฐฯ ที่ศาลมีคำสั่งให้รัฐบาลและผู้บัญชาการตำรวจจ่ายเงินชดเชยรวมกว่า 280 ล้านบาท พร้อมหนังสือขอโทษผู้เสียหาย

นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยปล่อยให้ผู้จัดประชุมจัดทำ “คู่มือประชาสังคม” ที่บิดเบือนกฎหมายไทย โดยระบุว่าการชุมนุมต้องได้รับอนุญาต ทั้งที่พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะกำหนดให้ผู้จัดชุมนุมแจ้งการชุมนุม ไม่ใช่ขออนุญาต จึงเห็นว่าเป็นการสร้างความสับสนและผลักภาระให้ประชาชน

นางสาวปรานมยังเปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลว่าตำรวจเตรียมตั้งด่านสกัดประชาชนในจังหวัดชุมพร โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบติดตามนักกิจกรรมถึงบ้านและที่ทำงาน รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เคลื่อนไหว ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่น่ากังวลต่อความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

นางสาวปรานมกล่าวอีกว่า บทเรียนจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม APEC สะท้อนปัญหาความรับผิดชอบของผู้สั่งการ โดยเฉพาะการออกคำสั่งด้วยวาจาและการให้ตำรวจสอบสวนกันเอง พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และองค์การสหประชาชาติ (UN) เข้ามาสังเกตการณ์การชุมนุมอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันความรุนแรงก่อนเกิดเหตุ

ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถถอดบทเรียนเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมได้อย่างจริงจัง โดยยกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และการชุมนุมของเยาวชนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีปัญหาการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

นางอังคณากล่าวถึงเหตุการณ์ชุมนุมหน้ารัฐสภาระหว่างการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยระบุว่าตำรวจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีกับผู้ชุมนุม ส่งผลให้ตนมีเลือดออกทางจมูกและหายใจไม่สะดวก ซึ่งเห็นว่าเป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุและไม่ได้สัดส่วน

ทั้งนี้ ตนและผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อศาลแพ่ง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้ชดใช้เยียวยาแล้ว และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ พร้อมกล่าวถึงกรณีนายวาฤทธิ์ สมน้อย เยาวชนที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้า สน.ดินแดง โดยเรียกร้องให้มีการติดตามผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ขณะที่นายอัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมายจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าวว่า เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 44 โดยรัฐต้องมองผู้ชุมนุมเป็นประชาชนที่ใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่อาชญากรหรือภัยความมั่นคง

นายอัมรินทร์อธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม 7 ประเด็น ได้แก่ การชุมนุมเป็นการแจ้งไม่ใช่การขออนุญาต โดยต้องแจ้งล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ไม่ใช่เขตห้ามชุมนุมในระยะ 150 เมตร การใช้เครื่องขยายเสียงที่ระบุไว้ในแบบแจ้งชุมนุมไม่ควรถูกกำหนดให้ขออนุญาตซ้ำ หน้าที่หลักของตำรวจคืออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนต้องแต่งเครื่องแบบ ผ่านการอบรม และหลีกเลี่ยงความรุนแรง การสลายการชุมนุมต้องดำเนินการตามขั้นตอนของศาล และประชาชนสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลปกครองเมื่อได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่

นายอัมรินทร์ยังยกกรณีการสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งศาลแพ่งมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ โดยหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะมีบทบาทเชิงรุกในการคุ้มครองสิทธิการชุมนุมมากขึ้น

ด้านนางสาวภัทรานิษฐ์ เยาวดำ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนประจำประเทศไทย สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) กล่าวว่า สิทธิในการชุมนุมได้รับการรับรองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี โดยรัฐต้องตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ

นางสาวภัทรานิษฐ์กล่าวว่า การอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงเพื่อจำกัดสิทธิในการชุมนุมต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด และรัฐต้องพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุผลเพียงพอ ขณะที่การติดตามนักกิจกรรมถึงบ้าน การสอบถามครอบครัว หรือการกำหนดพื้นที่ชุมนุมให้อยู่ในจุดที่ไม่สามารถมองเห็นหรือส่งเสียงถึงผู้ที่ต้องการสื่อสารด้วย อาจกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิในการชุมนุม

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีการสลายการชุมนุม APEC ว่ากลไกอิสระของสหประชาชาติเคยส่งหนังสือสอบถามรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ แต่รัฐบาลตอบกลับโดยอ้างรายงานของตำรวจที่ระบุว่าใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน ซึ่งผู้แทน OHCHR เห็นว่าไม่สอดคล้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ช่วงท้ายเวที นางสาวสุภาภรณ์และนายวิศรุตร่วมกันอ่านแถลงการณ์ของเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ หัวข้อ “จับตารัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน หลังพบปฏิบัติการข่มขู่คุกคามประชาชนทั่วประเทศ ส่อเจตนาสกัดกั้นและสลายการชุมนุมเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ”

แถลงการณ์ระบุว่า ตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา นโยบายของธนาคารโลกและ IMF ผ่านการให้เงินกู้และกำหนดทิศทางการพัฒนา ได้ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสวัสดิการประชาชน โดยเครือข่ายมองว่าเป็นการเพิ่มอิทธิพลของตลาดและกลุ่มทุนเหนือรัฐ และสร้างผลกระทบต่อประชาชนระดับรากหญ้า

เครือข่ายยังกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีพฤติการณ์ติดตาม ข่มขู่ และคุกคามนักกิจกรรมในหลายจังหวัดก่อนการประชุม โดยเห็นว่ามีรูปแบบคล้ายเหตุการณ์ก่อนการประชุม APEC ปี 2565 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการคุกคามประชาชน ไม่ตั้งด่านสกัดกั้นการเดินทาง เปิดเผยรายชื่อผู้มีอำนาจสั่งการ และรับรองว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงหรืออาวุธควบคุมฝูงชนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้เปิดทางแก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สื่อมวลชน และผู้แทนสหประชาชาติ เข้าสังเกตการณ์และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเต็มที่

แถลงการณ์ยืนยันว่า จุดหมายของการชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและ IMF ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม อยู่บริเวณหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและคุ้มครองความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามตัวแทนเครือข่ายว่า หากฝากข้อความหนึ่งประโยคถึงรัฐบาล ธนาคารโลก และ IMF จะกล่าวว่าอย่างไร ตัวแทนเครือข่ายตอบว่า “หยุดเอาเปรียบประชาชน หยุดนโยบายที่ทำลายชีวิตและสิ่งแวดล้อม และเคารพสิทธิของพวกเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ลลิดา' ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026

ลลิดาย้ำความพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026 ชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพ ต้อนรับผู้แทนเศรษฐกิจจาก 191 ประเทศ 12 - 18 ต.ค. นี้ชูศักยภาพไทยผ่าน Soft Power วัฒนธรรม - อาหารไทย - วัตถุดิบท้องถิ่น