'ดร.กนก' ยกคำกล่าวปธ.ธนาคารโลก ชี้โจทย์ใหญ่ประเทศไทย สร้างผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่สร้างงาน

19 ต.ค.2569-ศาสตราจารย์ ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “สร้างผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่สร้างงาน: โจทย์ใหญ่ของประเทศไทย” เนื้อหาดังนี้

คำกล่าวของประธานธนาคารโลกที่ว่า โลกอนาคตต้องสร้างผู้ประกอบการให้มากขึ้น เพื่อสร้างงานให้ทันกับคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานจำนวนมากกว่าตำแหน่งงานที่มีอยู่ สะท้อนปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจโลก นั่นคือ การรอให้ภาคธุรกิจสร้างตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป คนรุ่นใหม่จึงต้องมีโอกาสสร้างธุรกิจและสร้างงานให้ผู้อื่นด้วย

แนวคิดนี้มีความสำคัญต่อประเทศไทย แต่การนำมาใช้ต้องเข้าใจว่า ประเทศไทยต้องการทั้งผู้ประกอบการและคนทำงานมืออาชีพ (Professionals) เพราะธุรกิจที่เข้มแข็งต้องอาศัยทั้งคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าเสี่ยง กับคนที่มีความรู้ความสามารถในการทำงาน

1.ประเทศไทยควรทำอะไร และทำอย่างไร

1.1 เปลี่ยนการศึกษาจากการเตรียมคนไปสมัครงาน เป็นการเตรียมคนให้สร้างคุณค่าได้ โรงเรียน อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยควรสอนให้คนคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ใช้เทคโนโลยีเป็น และเข้าใจการทำธุรกิจ ให้นักเรียนได้ทดลองสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการจริง ไม่ใช่เรียนเฉพาะทฤษฎีหรือเขียนแผนธุรกิจเพื่อสอบให้ผ่าน

1.2 ยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยให้เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีเกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร ช่างฝีมือ ร้านค้า และ SME จำนวนมาก รัฐควรช่วยให้คนเหล่านี้เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ลดต้นทุน ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่เหมาะสม พัฒนาคุณภาพสินค้า และเข้าถึงตลาดออนไลน์ เพื่อให้ขายได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรเท่าเดิม ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนธุรกิจใหม่

1.3 เปลี่ยนความช่วยเหลือจากการให้เงินอย่างเดียว เป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน รัฐควรจัดบริการที่ผู้ประกอบการเข้าถึงได้จริง เช่น ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี การตลาด บัญชี การออกแบบผลิตภัณฑ์ และสินเชื่อที่เหมาะสม ควรให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้น ผลิตภาพที่ดีขึ้น และงานที่มีคุณภาพ มากกว่าจำนวนโครงการหรือจำนวนผู้เข้าอบรม

1.4 เปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่เกิดและเติบโตได้จริง รัฐต้องลดขั้นตอนอนุญาตที่ไม่จำเป็น ทำกติกาให้ชัดเจน เปิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงตลาด เงินทุน และการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้ โดยไม่ปล่อยให้ธุรกิจที่มีทุนและเส้นสายเหนือกว่าผูกขาดโอกาส

1.5 สร้างผู้ประกอบการในเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดต่าง ๆ ควรเลือกสินค้าที่มีศักยภาพจากวัตถุดิบและภูมิปัญญาของพื้นที่ เช่น เกษตรแปรรูป อาหาร สมุนไพร และงานหัตถกรรม แล้วเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต นักออกแบบ โรงงาน และผู้ขายเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนผลผลิตราคาต่ำให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นและสร้างรายได้ในท้องถิ่น

2.จุดอ่อนของแนวคิดนี้ในบริบทประเทศไทย

2.1 ไม่ใช่ทุกคนเหมาะจะเป็นผู้ประกอบการ การทำธุรกิจต้องใช้ความรู้ เงินทุน และความสามารถในการรับความเสี่ยง หากรัฐผลักดันให้ทุกคนเป็นผู้ประกอบการ อาจทำให้คนที่มีความถนัดด้านวิชาชีพหรือการทำงานในองค์กรเสียโอกาส ประเทศจึงต้องพัฒนาทั้งผู้ประกอบการและแรงงานมืออาชีพควบคู่กัน

2.2 การสร้างธุรกิจไม่ได้หมายความว่าจะสร้างงานที่มีคุณภาพ ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากอาจมีรายได้น้อย ไม่มั่นคง และไม่สามารถจ้างคนเพิ่มได้ หากเน้นเพียงจำนวนผู้ประกอบการ ประเทศอาจได้ธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ผลิตภาพหรือรายได้ที่ดีขึ้น

2.3 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของประชาชนเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน หนี้สิน การแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ กฎระเบียบ และการเข้าถึงตลาด หากไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การอบรมให้คนเป็นผู้ประกอบการก็อาจไม่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด

2.4 ระบบราชการและการเมืองอาจทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง หากแต่ละรัฐบาลเปลี่ยนโครงการตามวาระทางการเมือง หรือเน้นแจกเงินและสร้างผลงานระยะสั้นมากกว่าพัฒนาความสามารถในการผลิต ผู้ประกอบการจะไม่ได้รับการสนับสนุนที่ต่อเนื่องเพียงพอ

2.5 การส่งเสริมผู้ประกอบการอาจไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำโดยอัตโนมัติ คนที่มีทุน การศึกษา เครือข่าย และเทคโนโลยีอยู่แล้ว ย่อมได้เปรียบคนยากจน หากรัฐไม่ช่วยลดความเสียเปรียบตั้งแต่ต้น นโยบายนี้อาจทำให้คนที่มีโอกาสอยู่แล้วเติบโตเร็วขึ้น ขณะที่คนฐานรากยังติดอยู่ในวงจรหนี้สินและรายได้ต่ำ

บทสรุป

ประเทศไทยไม่ควรตีความแนวคิดของประธานธนาคารโลกว่า เราต้องสร้างผู้ประกอบการให้มากที่สุด แต่ควรตีความว่า เราต้องสร้างคนที่มีความสามารถในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างระบบที่ทำให้คุณค่านั้นกลายเป็นงาน รายได้ และความมั่นคงของชีวิต

เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่คือการทำให้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกทั้งการเป็นผู้ประกอบการและการเป็นมืออาชีพ พร้อมกับยกระดับ SME และเศรษฐกิจฐานรากให้ผลิตภาพสูงขึ้น

บทบาทของรัฐบาลไม่ใช่การรับภาระเลี้ยงดูประชาชนไปตลอดชีวิต หรือปล่อยให้ประชาชนต่อสู้ตามลำพัง แต่คือการสร้างโอกาสที่เป็นธรรม ลงทุนในความสามารถของคน และแก้กติกาที่ขัดขวางการแข่งขัน เพื่อให้ประชาชนสามารถสร้างรายได้ด้วยศักยภาพของตนเอง และให้เศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกับการลดความเหลื่อมล้ำ

นั่นคือการเปลี่ยนจาก รัฐที่เน้นช่วยเหลือเมื่อประชาชนมีปัญหา ไปสู่รัฐที่ช่วยให้ประชาชนมีความสามารถในการสร้างอนาคตของตนเอง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชัดเจน! 'ภราดร' ยันมีงบกลางปี 70 จำนวน 9.9 หมื่นล. เพียงพอเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม

‘ภราดร’ รับงบกลางปี 69 หมดแล้ว แต่มีงบกลางปี 70 จำนวน 9.9 หมื่นล้าน เพียงพอเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมแน่ ส่วนใหญ่ ตจว.ได้กว่า 90% แล้ว คาด ใช้ประมาณหมื่นล. ไม่ชัวร์ชงครม.พรุ่งนี้ทันหรือไม่

รัฐบาลปลื้ม! เวที IMF–World Bank 2026 พิสูจน์ศักยภาพไทย

'เอกภพ' ชี้ปิดฉาก IMF–World Bank 2026 พิสูจน์ 'มาตรฐานไทย' เวทีระดับโลกทำได้จริง พร้อมต่อยอดชื่อเสียงสู่โอกาสเศรษฐกิจ การลงทุน ท่องเที่ยว และงานนานาชาติ

คุมเข้มปัญหาหนี้! 'คลัง–ธปท.' เสนอวงเงินไม่เกิน 2 หมื่น ผ่อนสูงสุด 6 เดือน ดอกเบี้ย 15%ต่อปี

รัฐบาลเดินหน้าป้องกันหนี้จาก “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” คลัง–ธปท. เสนอคุมวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาท ผ่อนสูงสุด 6 เดือน ดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมไม่เกิน 15% ต่อปี เปิดรับฟังความเห็นถึง 15 พ.ย. นี้

เปิดเบื้องลึก! ปล่อยภาพ 'หนู-นัส' กินข้าวชื่นมื่น

นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "หวังผลการเมือง:ปล่อยภาพ หนู-นัส กินข้าว" โดยระบุว่า

โวยลั่นตั้งธง 3 วัน หักคอ - ทำลายระบบตรวจสอบ ลุยจัดทัพขุนพลร่วมเชือด 'รมต.'

‘โรม’ ย้ำ ‘ฝ่ายค้าน’ ขอเวลาซักฟอก 5 วัน ซัด ‘รัฐบาล’ ตั้งธงแค่ 3 วัน ทำลายระบบตรวจสอบสภาฯ แย้ม มีขุนพลร่วมเชือด 18 รัฐมนตรีครอบคลุมทุกกระทงความผิด

'ศุภชัย' สวน 'โรม' ไม่มีหรอก 'นาตาชา' มีแต่ 'นา-ทวี' นำข้อมูลได้โดยชอบหรือไม่ มาใช้โจมตีทางการเมือง

‘ศุภชัย’ ถาม ‘รังสิมันต์’ ใครกันแน่ ‘นาตาชา’ หรือ ‘นา-ทวี’ นี่กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือกำลังเล่าเรื่องจากหนังมาร์เวล