
‘เลขาฯ รมว.ต่างประเทศ’ เชื่อสองผู้นำมหาอำนาจโลก ‘สีจิ้นผิง-ปูติน’ ร่วมประชุมเอเปก ส่งคณะส่วนล่วงหน้ามาไทยแล้ว เตรียมเฮ นักลงทุนชุดใหญ่ซาอุฯ นับร้อยคน ยกคณะมาต้นเดือนหน้า
24 ต.ค. 2565 – นายนันทิวัฒน์ สามารถ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (นายดอน ปรมัตถ์วินัย) กล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปกที่จะมีขึ้นในช่วงวันที่ 18-19 พ.ย.ที่กำลังจะถึงนี้ว่า ขณะนี้รัฐบาลเตรียมความพร้อมไว้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว โดยขณะนี้ผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจ ที่จะเดินทางมาร่วมประชุมได้มีการจองโรงแรมไว้หมดแล้ว โดยไทยจะมีการเตรียมขบวนต้อนรับต่างๆ ให้สมเกียรติกับผู้นำที่จะมาประเทศไทย
เมื่อถามว่า วลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ยืนยันหรือยังว่าจะเดินทางมาร่วมประชุมด้วยตัวเอง เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ในส่วนของทั้งสองคนดังกล่าว ส่วนตัวเชื่อไว้ก่อนว่าท่านจะมา ซึ่งด้วยบรรยากาศการเมืองของไทย ด้วยการที่เราสร้างบรรยากาศของการพูดคุย ทาง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้พยายามคุยกับทุกฝ่ายในการสร้างบรรยากาศดังกล่าวนี้ เชื่อว่าทั้งสองท่านก็จะมาเหมือนกัน แม้จะยังไม่มีการยืนยันที่เป็นตัวหนังสือ
ส่วนกรณีมีข่าวออกมาจากวงประชุมผู้นำเหล่าทัพและ ผบ.ตร. เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ได้รับการแจ้งเรื่องประธานาธิบดีรัสเซียจะเดินทางมาร่วมประชุมเอเปกนั้น นายนันทิวัฒน์ กล่าวว่า อันนี้คิดว่าพอคุยกันได้ คือการมาของผู้นำเหล่านี้ ต้องมีการส่ง “คณะส่วนล่วงหน้า” มา เพื่อมาดูห้องประชุม ดูโรงแรมที่พัก มาดูสถานที่ต่างๆ เพื่อดูว่าเขาจะต้องอารักขาผู้นำของเขาอย่างไร เขาเห็นจุดอะไรที่อยากให้เราปรับปรุง ประมาณนั้น ตนเห็นส่วนล่วงหน้าของทุกประเทศที่ว่านี้แล้ว เขาก็ประชุมกับคนที่เกี่ยวข้อง
เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ เผยว่า จะมีสามผู้นำนอกเขตเศรษฐกิจเอเปกที่จะเดินทางมาร่วมประชุมด้วยในฐานะแขกของประธานการประชุม (พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี) คือผู้นำกัมพูชา ในฐานะประธานอาเซียนคนปัจจุบัน ที่เชิญมาเพื่อให้ได้ร่วมแสดงบทบาทในการประชุมเอเปก ประเทศที่สองคือซาอุดีอาระเบีย ที่เชิญนายกรัฐมนตรีของซาอุดีอาระเบียมาร่วมประชุมในฐานะแขกของประธานการประชุมเอเปก ที่เป็นเพราะว่า 32 ปีที่เราห่างเหินกัน วันนี้ก็ถือว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย จึงได้เชิญมาเป็นแขกของการประชุมในฐานะที่ไทยเป็นประธาน ซึ่งในเชิงการค้าการลงทุน เชื่อว่าหลังการประชุมครั้งนี้ จะมีนักลงทุนซาอุดีอาระเบียมาประเทศไทยจำนวนมาก
“เท่าที่พอจะเปิดเผยได้คือ ในช่วงประมาณต้นเดือนหน้า จะมีคณะของการลงทุนของซาอุดีอาระเบียมาเมืองไทยพร้อมกับนักธุรกิจ ที่จะมาคุยกับสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรือนร้อยคน ส่วนตัวผม มองว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีของการเปิดสัมพันธ์การค้าและการลงทุนกับซาอุดีอาระเบีย ไทยจะได้ประโยชน์มาก” นายนันทิวัฒน์ ระบุ
และประเทศที่สามคือ ฝรั่งเศส ที่เชิญประธานาธิบดี แอมานุแอล มาครง ให้มาร่วมประชุมในฐานะแขก โดยฝรั่งเศสไม่ใช่ประเทศสมาชิกเอเปก และส่วนตัวผมเชื่อว่าท่านแอมานุแอล มาครง จะมา ซึ่งฝรั่งเศสเป็นประเทศเดียวจากประเทศในกลุ่มอียูที่มาในฐานะแขก จึงเชื่อว่าการประชุมเอเปกครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทุกประเทศ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ย้ำชาติต้องมาก่อนเสมอ ไทยต้องบริหารสมดุลอำนาจ
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart เรื่อง ชาติต้องมาก่อนเสมอ
ท้า 'ฮุนเซน' รีบเปิดชื่อคนไทยทรยศชาติ ขนน้ำมันขายเขมร
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีสมเด็จฮุนเซน
'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' หวั่นหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ไม่ได้ เว้นแต่เปิดทางถอยให้มหาอำนาจ
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า
'สี จิ้นผิง' พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ขณะที่ผู้นำหลายประเทศเดินทางไปจีนเพื่อสันติภาพในตะวันออกกลาง
สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ เมื่อวันพุธ ขณะที่ผู้นำประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่างทยอยเดินทางมายังปักกิ่ง
ผวาสงครามรอบใหม่ จับตา 'ปากีสถาน' ผละบทบาทคนกลาง
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ข้อยเก็บฉาก
'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' เชื่อ ข้อตกลงหยุดยิง ต้องมีฝ่ายหนึ่งโกหก คาดมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

