6 ม.ค.2566 - นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากกรณีมีข้อร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนว่ามีแรงงานต่างด้าวเข้ามาประกอบอาชีพ เร่ขายสินค้า ขายอาหาร นวดแผนไทย และช่างทำผม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลเป็นจำนวนมาก นั้น กระทรวงแรงงานขอย้ำเตือนอีกครั้งว่าอาชีพ “ ขายสินค้า, ขายอาหาร, นวดแผนไทย และช่างทำผม เป็นอาชีพที่ชาวต่างชาติห้ามทำโดยเด็ดขาด ซึ่งระบุไว้ในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ หลังทราบเรื่อง ตนไม่นิ่งนอนใจได้มอบหมายให้อธิบดีกรมการจัดหางานลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าวและสถานประกอบการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่แย่งอาชีพคนไทย เพื่อตรวจสอบ ควบคุม และดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวที่ทำงานผิดกฎหมาย พร้อมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้นายจ้างสถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
“งานที่ห้ามแรงงานต่างด้าวทำมีทั้งสิ้น 40 งาน แบ่งเป็น งานที่ห้ามทำเด็ดขาด 27 งาน และงานที่ให้คนต่างด้าวทำได้โดยมีเงื่อนไข 13 งาน ซึ่งหากตรวจพบการฝ่าฝืนกฎหมาย คนต่างชาติทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิจะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกผลักดันส่งกลับ และในส่วนนายจ้างที่จ้างคนต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือให้คนต่างชาติทำงานนอกเหนือสิทธิจะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างชาติที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างชาติทำงานเป็นเวลา 3 ปี ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว
ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานรับข้อสั่งการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมอบหมายกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน สำนักงานจัดหางานจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าว นายจ้าง สถานประกอบการ และคนต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย โดยปีงบประมาณ 2565 มีการตรวจสอบนายจ้าง/สถานประกอบการ จำนวน 35,258 ราย/แห่ง และดำเนินคดีคนต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย จำนวน 918 คน และปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 (1 ต.ค. 65 - 29 ธ.ค. 65) มีการตรวจสอบนายจ้าง/สถานประกอบการ จำนวน 17,476 ราย/แห่ง และดำเนินคดีคนต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย จำนวน 295 คน
“ ล่าสุดวันที่ 5 ม.ค. 2565 เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจฯ กรมการจัดหางาน ได้ดำเนินการตรวจแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยโดยได้เข้าตรวจสอบนายจ้าง/สถานประกอบการในเขตพื้นที่ จังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานครรวมทั้งสิ้น จำนวน 56 แห่ง/รายพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมากระทำความผิดประกอบอาชีพแย่งอาชีพคนไทยจำนวน 8 ราย และได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจบางขุนเทียนดำเนินคดีในข้อหาเป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ตาม มาตรา 8 แห่ง พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561”
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่พบเห็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิหรือพบเห็นการจ้างคนต่างด้าวทำงานโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องทุกข์ได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือ ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วน 1694 กรมการจัดหางาน หรือแจ้งเบาะแสโดยตรงที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02 354 1729
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รองนายกฯ “สุชาติ” ชื่นชมทีมปฏิบัติการบิน ทส. หนุนแพทย์ฉุกเฉิน ลำเลียงผู้ป่วยวิกฤตจากน่านส่งต่อรักษาลำปาง
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ไล่สกัดขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง 13 ราย
พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล.และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง สังกัด กก.2 บก.ทล.นำโดย พ.ต.ต.กฤษฎา พ่วงปาน สว.ทล.6 กก.2 บก.ทล.ร.ต.อ.อำนาจ สีนวล รอง สว.ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล. ร่วมจับกุมผู้ต้องหา ผู้ต้องหาที่ 1-13 บุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา
รองนายกฯ สุชาติ สั่งทบทวนมาตรการเคลื่อนย้ายช้างป่า หลัง ‘สีดอหูพับ’ เสียชีวิต ย้ำคุ้มครองประชาชนควบคู่สวัสดิภาพสัตว์ป่า
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามและกำกับการแก้ไขปัญหาช้างป่าในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
รัฐบาลแนะคนหางานใช้แอป 'คนทำงานอิสระ' หาตำแหน่งว่าง!
รัฐบาลแนะคนหางาน ใช้บริการเว็บไซต์ 'คนทำงานอิสระ.doe.go.th' หรือแอปพลิเคชัน 'คนทำงานอิสระ' ศูนย์รวมงานและบริการอาชีพอิสระ ค้นหาตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศ
จาก 'โรฮิงญา' ถึง 'แรงงานต่างด้าว' วิธีคิดพรรคส้มในวันที่คนไทยต้องเลือก
การเมืองไม่ได้ตัดสินกันแค่จากเอกสารนโยบาย แต่ตัดสินกันจากวิธีที่พรรคพูดกับสังคมจริง ว่าเลือกพูดเรื่องใด เลี่ยงเรื่องใด และให้น้ำหนักกับประเด็นไหนเป็นพิเศษ

