‘ไตรศุลี' หนุนการแก้ไขแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

“ไตรศุลี” เผยมหาดไทยหนุนการแก้ไขแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เตรียมประกาศกฎกระทรวง 2 ฉบับ อำนวยความสะดวกให้ขึ้นทะเบียนถูกต้อง มีเอกสารครบถ้วน ไม่ถูกเอาเปรียบตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์  ไทยมีแรงงานเพียงพอขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

26 ม.ค. 2568 – น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รมว.มหาดไทยและโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้มีนโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้มีความสมดุลระหว่างการดูแลความมั่นคงภายในประเทศ ความเพียงพอของจำนวนแรงงานในภาคเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกับแรงงานต้องได้รับการดูแลภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ 

ล่าสุด การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 67 ได้เห็นชอบแนวทางแก้ไขข้อขัดข้องให้กับคนต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 66 รวมถึงกำหนดแนวทางการตรวจลงตราให้แก่แรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทํางานในประเทศไทยได้ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 67 (กลุ่มคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้เข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย /การอนุญาตให้อยู่และทำงานในประเทศไทยสิ้นสุดลง/เข้ามาในประเทศไทยโดยถูกกฎหมายแต่ทํางานกับนายจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาต)

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินตามมติ ครม. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการออกประกาศกระทรวงซึ่งออกตามพระราชบัญญัต (พ.ร.บ.) คนเข้าเมือง รวม 2 ฉบับ  ซึ่งล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล  รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลงนามในประกาศแล้ว และอยู่ในระหว่างการนำเสนอให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนาม ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับต่อไป

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ประกาศฉบับแรก ได้แก่ “ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะ สําหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 กรณีคนต่างด้าวไม่สามารถทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติได้ตามเวลาที่กำหนดตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567” สาระสำคัญของประกาศนี้ เป็นการการแก้ไขข้อขัดข้องให้กับแรงงานต่างด้าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามบัญชีรายชื่อที่นายจ้างได้ยื่นความต้องการจ้างแรงงานไว้ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 66

ทั้งนี้ เนื่องจากมีแรงงานตามบัญชีรายชื่อฯ ประมาณ 200,000 คน ที่ได้ดําเนินการตามขั้นตอนที่ ครม. กำหนดแล้ว แต่ยังไม่สามารถจัดทําหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติ (บัตรชมพู) ได้ทัน ภายในวันที่ 31 ต.ค. 67 ส่งผลให้ตกเป็นผู้มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงต้องออกประกาศเพื่อผ่อนผันให้ทํางานและอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวถึง 13 ก.พ. 68 เพื่อให้สามารถต่ออายุใบอนุญาตทํางานตามมติ ครม. โดยคนต่างด้าวกลุ่มนี้จะต้องยื่นคำขอภายใน 13 ก.พ. 68 แล้วจะได้รับอนุญาตให้อยู่และทํางานในประเทศไทยต่อไปอีก 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี รวมเป็นสิ้น 4 ปี เช่นเดียวกับผู้ที่สามารถจัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติได้ทันตามมติ ครม. เมื่อ 24 ก.ย. 67

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับฉบับที่ 2 ได้แก่  “ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 (ฉบับที่2)” สาระสำคัญของประกาศนี้ ได้กำหนดแนวทางการตรวจลงตราแก่คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทํางานตามมติ ครม. เมื่อ 24 ก.ย. 67

โดยประกาศกำหนดให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทํางานและมีการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล และจัดทําหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติและออกบัตรประจําตัวคนแล้ว ต้องไปดําเนินการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิสูจน์สัญชาติเพื่อให้ได้รับหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง และตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวและประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว โดยต้องดำเนินการภายในวันที่ 31 ม.ค. 69 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'บิ๊กราญ- เชอร์ล็อกนพ- ปค.' เปิดปฏิบัติการ 'ปิดฉากแรงเงา 2' ทลายแรงงานต่างด้าว

'บิ๊กราญ - พล.ต.ท.นพศิลป์ - การปกครอง DOPA N.I.C.E' เปิดปฏิบัติการ 'ปิดฉากแรงเงา 2' ทลายขบวนการฟอกแรงงานต่างด้าว สวมทะเบียน 0 รวบ 26 ราย เอี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย

มท.4 ตัดไฟแต่ต้นลม! สั่งเร่งขยายผลแก๊งสวมสิทธิ์ต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน

'มท.4' เร่งขยายผลขบวนการสวมสิทธิ์ต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน รับมีจนท.ปล่อยปละละเลย ลุย สแกนทุกเขตทั่วกทม. ก่อนขยายทั่วประเทศ ลั่น เป็นเรื่องความมั่นคงด้วย ต้องตัดไฟแต่ต้นลม

7 เดือนปี 69 ต่างชาติลงทุนในไทย 2.19 แสนล้านบาท

7 เดือนปี ‘69 ต่างชาติลงทุนในไทย 2.19 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ‘68 ถึง 5.97 หมื่นล้านบาท หรือ 37% สิงคโปร์ ขึ้นแท่นลงทุนอันดับหนึ่ง 6.11 หมื่นล้านบาทตามด้วย ญี่ปุ่น 4.50 หมื่นล้านบาท และจีน 3.86 หมื่นล้านบาท