ซูเปอร์โพลเผยคนไทยสนใจปัญหาปากท้อง - ภัยพิบัติ และข้อพิพาทชายแดน

15 มิ.ย. 2568 – นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความสนใจข่าว ของประชาชน” ที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 14 มิถุนายน 2568 โดยใช้ทั้งวิธีวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,128 ตัวอย่าง ประเด็นที่ค้นพบมีความน่าสนใจหลายมิติ โดย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวว่า ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลทุกวินาที เสียงของประชาชนกลับกลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลและภาคนโยบายมักหลงลืมหรือได้ยินเพียงผิวเผิน การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่องจึงมิใช่เพียงการเก็บข้อมูล แต่คือ “การฟังประชาชนอย่างลึกซึ้ง” เพื่อเปลี่ยนข่าวให้เป็นเข็มทิศของการตัดสินใจของรัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง และประชาชนทั่วไปที่ตอบโจทย์ท้าทายของประเทศชาติและชีวิตจริงของประชาชนสามัญชนทั่วไป

“ผลโพลสะท้อนภาพที่น่าคิดยิ่งว่า ข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด ไม่ใช่ข่าวดราม่าหรือเรื่องบันเทิง แต่คือ ข่าวการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ถึงร้อยละ 82.7 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า “ปากท้อง” ยังคงเป็นความเจ็บปวดลึกของสังคมไทยในเวลานี้ รองลงมาคือ ข่าวภัยพิบัติ (ร้อยละ 59.9) ข่าวความขัดแย้งไทย–กัมพูชา (ร้อยละ 58.1) และข่าวทุจริตเจ้าหน้าที่รัฐ (ร้อยละ 57.3) ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิต ความมั่นคง และศรัทธาต่อรัฐของประชาชน” ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพลกล่าว

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจที่ป่วยลึกกว่าที่คิด เมื่อเจาะลึกถึงเรื่องที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไข พบว่า ปัญหาค่าครองชีพสูง ขาดสภาพคล่อง และ เงินไม่พอใช้ ครองอันดับ 1 แบบทิ้งห่างทุกประเด็น ด้วยสัดส่วนร้อยละ 80.4 ในขณะที่ปัญหายาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรม ได้ร้อยละ 67.9 ที่น่าสนใจคือ ประชาชนไม่เพียงแค่ร้องเรียน แต่เสนอทางออกอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลควรลดราคาสินค้าและบริการสาธารณูปโภค (70.3%) ส่งเสริมการหารายได้เสริมโดยไม่เพิ่มภาระ (69.1%) พยุงต้นทุนเกษตรกรและ SME ที่กำลังหายใจรวยริน (66.5%–62.8%) นี่ไม่ใช่แค่การวิพากษ์ แต่คือเสียงเรียกร้องให้รัฐกลับมา เข้าใจพลวัตของเศรษฐกิจฐานราก อย่างแท้จริง

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อด้วยว่า เมื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ ปัญหาขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เห็นภาพชัดจากเสียงของประชาชนว่า พรมแดนไม่ใช่เพียงเส้นแบ่ง แต่คือพื้นที่แห่งโอกาส เพราะในประเด็นชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีความตึงเครียดเป็นระยะ ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.9) ต้องการให้รัฐบาลใช้การเจรจาอย่างสันติ มากกว่ากำลังทหาร พร้อมทั้งเสนอแนวทางสร้างสันติภาพ เช่น การเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า (68.4%) และการใช้เวทีอาเซียนหรือ JBC (65.3%) ประชาชนยังแสดงความกังวลเรื่องการล่วงล้ำเขตแดน (66.5%) แต่ไม่ได้เรียกร้องให้รัฐโต้ตอบด้วยอาวุธ หากต้องการ “ข้อมูลที่เป็นจริง” และ “ท่าทีทางการทูตที่ชาญฉลาด” มากกว่าอารมณ์แบบชาตินิยมสุดโต่ง นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ประชาชนไทยแบบสามัญชนทั่วไปมีวุฒิภาวะทางการเมืองและความมั่นคงสูงกว่าที่หลายคนคิด

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวถึง ข้อเสนอเชิงนโยบายให้ เปลี่ยนเสียงของประชาชนให้เป็นนโยบายที่จับต้องได้ เพราะจากเสียงสะท้อนของประชาชนในการศึกษาครั้งนี้ นำไปสู่แนวทางเชิงนโยบาย 5 ประการเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ได้แก่

  1. ลดต้นทุนชีวิตประจำวันทันที โดยเน้นสินค้าจำเป็น ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า น้ำประปา ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและยารักษาโรคโดยเฉพาะนโยบายที่กำลังโดนใจถูกใจประชาชนเวลานี้คือ 30 บาทรักษาทุกที่ ของ สปสช. ที่เข้าถึงยาสามัญประจำบ้านได้ตามร้านขายยาที่ร่วมโครงการ
  2. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเชิงรุก ผ่านมาตรการ “สร้างรายได้ ไม่ใช่แจกเงิน” เช่น สนับสนุนงานพิเศษ กลุ่มอาชีพอิสระ และภาคการเกษตรแนวใหม่
  3. เปิดพื้นที่รับฟังปัญหาแบบมีส่วนร่วมในระดับตำบล ไม่ใช่แค่บนเวทีรัฐสภา
  4. ใช้การทูตชายแดนเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพ ควบคู่กับความร่วมมือในอาเซียนและการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนแบบ “กันชนสันติภาพ”
  5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านความโปร่งใส โดยการรายงานผลนโยบายรัฐบาลรายเดือนให้ประชาชนตรวจสอบได้ และมุ่งตอบโจทย์ผลประโยชน์ชาติและของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์นักการเมืองเฉพาะกลุ่ม เพราะประชาชนสนใจข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีน้อยที่สุด

“กล่าวโดยสรุปคือ ฟังประชาชน ไม่ใช่เพียงเพื่อรู้ แต่เพื่อเข้าใจและลงมือทำ เพราะงานวิจัยเชิงสังคมศาสตร์ที่แท้จริง ไม่ได้จบที่ตัวเลขบนกระดาษ แต่ต้องนำไปสู่การ “ตื่นรู้” ทางนโยบาย หากฝ่ายการเมืองยังมองว่าเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงพื้นหลัง (background noise) จะส่งผลให้ ความขัดแย้ง ความไม่พอใจ และความไม่มั่นคง ก็จะยังวนเวียนอยู่ในโครงสร้างอำนาจเช่นเดิม การหยุดและฟังเสียงของประชาชนอย่างลึกซึ้ง คือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่ดี “ประชาชนไม่ต้องการนโยบายที่ยิ่งใหญ่ดูดี แต่ต้องการนโยบายที่เข้าใจชีวิตจริงและจับต้องได้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติและผลประโยชน์ส่วนตัวของทุกคน”” ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกล.บูรพา เตือนทหารกัมพูชา หยุดก่อกวนยั่วยุ ขณะทหารไทยขุดคูเลตชายแดนบ้านหนองจาน

กกล.บูรพา ประสาน ภูมิภาคทหารที่ 5 แจ้งเตือนทหารกัมพูชาแสดงพฤติกรรมก่อกวนทหารไทย ในพื้นที่ชายแดน บ.หนองจาน จ.สระแก้ว

แม่ค้าชายแดน ผวาปะทะ รอบ 3 หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิด ขาขาด

แม่ค้าชายแดน อำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ หวั่นปะทะ รอบ 3 หลังทหารเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ขาขาด 1 นายโดนสะเก็ดระเบิดบาดเจ็บอีก 2 นาย วอนรัฐบาลและทหารเร่งจัดการให้จบโดยเร็ว   โอ

นายกฯ รับทราบเหตุทหารเหยียบทุ่นระเบิด สูญเสียขา ชี้เป็นของเดิมอยู่ในพื้นที่เขมรเคยยึดครอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าได้รับทราบรายงายกรณีทหารไทย เหยียบทุ่นระเบิด ในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดศรีสะเกษแล้ว ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดที่ได้ทำการเก็บกู้อย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรชายแดน ยอมเสี่ยงกรีดยางช่วงปิดหน้ายาง หาเงินใช้จ่าย เก็บทุนสำรองไว้เผื่อปะทะรอบ 3

เกษตรกรชายแดน อำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เร่งกรีดยางพาราไปขายแม้จะเป็นช่วงปิดหน้ายาง ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น เพื่อหาเงินใช้จ่ายในครอบครัว ชำระหนี้ และเก็บสำรองไว้เป็นค่าน้ำมันรถอพยพ หากมีการปะทะอีกรอบ 3 โอดช่วงสู้รบ 2 รอบที่ผ่านมาขาดรายได้หลายหมื่น ทุกวันนี้ยังต้องอยู่แบบหวาดระแวง

ทบ. รอดูความจริงใจกัมพูชา ก่อนถก JBC ครั้งต่อไป ต้องมั่นใจพื้นที่ชายแดนปลอดทุ่นระเบิด

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา หลังจากที่มีข้อตกลงหยุดยิง ตามผลการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ไทย–กัมพูชา สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการตามข้อตกลงมาเป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้วว่า