นักวิชาการธรรมศาสตร์วิเคราะห์ผลจากการยุบสภา ชี้สมการการเมืองหลังเลือกตั้งมีแนวโน้มทำให้พรรคประชาชนโดดเดี่ยว สูญเสียอำนาจต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่บทบาทต่อรองมีโอกาสไหลกลับไปอยู่ที่พรรคเพื่อไทย ท่ามกลางการแข่งขันของการเมือง 3 ขั้ว
12 ธันวาคม 2568 - รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาในช่วงกลางดึกของวันที่ 11 ธ.ค. 2568 หลังพรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ถือเป็นการชิงธงความได้เปรียบทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยที่มีนัยสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญมรสุมหลากหลายด้าน ซึ่งการตัดสินใจของนายกฯ ในนาทีนี้ ทำให้พรรคภูมิใจได้เปรียบในสนามการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับแรงสนับสนุนและมีภาพลักษณ์เชิงบวกจากท่าทีในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเหตุการณ์ไทย-กัมพูชาก็ได้กลบเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม จ.สงขลา ไปแล้ว ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยยังประสบความสำเร็จจากนโยบายคนละครึ่งพลัสที่ได้ปูทางเอาไว้ในเฟสแรก และกำลังจะเข้าสู่เฟสสอง ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ทิ้งเชื้อไว้ในการหาเสียงรอบหน้า ฉะนั้นการตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าด้วยกระสุนและทรัพยากรบุคคลที่ตุนเอาไว้อย่างเต็มที่ จึงถือเป็นการชิงธงความได้เปรียบทางการเมือง
“เหตุการณ์น้ำท่วมและการรับมือที่ไม่ได้ดี อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้นายกฯ ตัดสินใจยุบสภาเร็ว เพราะพรรคภูมิใจคงไม่อยากให้เรื่องนี้กระจายไปมาก เปรียบได้กับคนมีแผลแล้วเชื้อความไม่ไว้วางใจภูมิใจไทยมีโอกาสลามไปทั้งประเทศ ว่าบริหารล้มเหลว บริหารไม่เป็น ซึ่งในขณะเดียวกันเกิดเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พอทำให้ภาพลักษณ์ของนายกฯ และพรรคภูมิใจไทยดีขึ้น เมื่อประเมินแล้วจึงกล้าเสี่ยง เพราะหากชั่งน้ำหนักดูแล้ว โดยรวมยังเสียหายไม่มาก แต่ถ้าช้ากว่านี้อาจมีแผลมากกว่านี้ เพราะตอนนี้ยังเพิ่งเป็นช่วงต้นของขาลงรัฐบาล” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องน้ำท่วมภาคใต้แล้ว ถือว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีแผลจากการเป็นรัฐบาลในครั้งนี้มากนัก ฉะนั้นการหาเสียงในภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.สงขลา คงต้องเหนื่อยหน่อย แต่สำหรับจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา อาทิ สระแก้ว สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อาจจะแทบไม่ต้องออกแรง เพราะเป็นคะแนนที่จะมาโดยธรรมชาติจากการที่นายกฯ ยืนหยัดสู้ศึกเต็มที่
“การไม่ทำตาม MOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนอาจจะไม่มีผลต่อพรรคภูมิใจไทยเท่าใด เนื่องจากฐานคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนไม่เคยปะปนกันอยู่แล้ว คนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สนใจในเรื่องนโยบายหรือแนวทางเดียวกับพรรคประชาชน นี่จึงถือว่าจบภารกิจการเข้ามาเป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อยุบสภา เปิดทางเลือกตั้ง และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามที่พรรคภูมิใจระบุไว้เสมอว่าพูดแล้วทำ ซึ่งพูดแล้วทำจะเป็นสิ่งที่ถูกนำไปเคลมในการเลือกตั้งรอบหน้า” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว
รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็นการต่อสู้กันทางการเมืองของ 3 ขั้ว ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ซึ่งหากวิเคราะห์เป็นรายพรรคจะพบว่า พรรคภูมิใจไทย ได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องหา สส.เขตเพิ่ม แต่ต้องรักษาเขตเดิมให้ได้ ประกอบกับยังมีบ้านใหญ่อีกหลายบ้านที่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วย และได้เปรียบจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ และการแต่งตั้งโยกย้ายในช่วงก่อนการยุบสภา
ขณะที่ พรรคประชาชน มีข้อเสียเปรียบในแง่ภาพลักษณ์จากการโหวตให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน และการหาเสียงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่ในการเลือกตั้งรอบหน้าอาจไม่ได้เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับปัญหาชายแดน น้ำท่วม ภัยพิบัติ แต่ก็ยังคงความได้เปรียบในเรื่องการเป็นพรรคที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งจะช่วยสร้างความนิยมในพื้นที่เมืองได้อยู่
สำหรับพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าเสียเปรียบทั้งตัวเลข สส. ที่ไหลออก รวมถึงผู้นำอย่างคุณทักษิณ ชินวัตร ที่ยังไม่ได้ออกมาบัญชาการการเลือกตั้งด้วยตัวเอง ประกอบกับผลงานรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นพรรคที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
“หากจะวิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งหน้า ผมมองว่าพรรคประชาชนจะโดดเดี่ยวและเสียเครดิตในการต่อรองเป็นอย่างมาก เพราะเลือกที่จะหักเพื่อไทยไปจับกับภูมิใจไทย แล้วกลับถูกภูมิใจไทยหักอีกที ดังนั้นอำนาจการต่อรองจึงจะกลับมาอยู่ที่พรรคเพื่อไทยแทน แต่คำถามคือพรรคเพื่อไทยจะมีเสียงให้ต่อรองในสภาเพียงพอหรือไม่ ซึ่งในสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงจัดทัพการเลือกตั้งของนักการเมือง สิ่งที่ต้องจับตาคือเรื่องการย้ายพรรคของ สส. ทั้งหน้าเก่าและใหม่ แต่ก็คงต้องดูว่าพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งออกมาแล้วจะย้ายพรรคกันทันไหม” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.โจ' เปิดนโยบายดูแล 'สัตว์เลี้ยง' ที่ดีกว่าสำหรับคนกรุง วันอาทิตย์นี้
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ “ดร.โจ" ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สัตว์เลี้ยงก็ครอบครัวนะ พาน้องๆ มาถกนโยบายสัตว์เลี้ยงสำหรับคนกรุงเทพกับ โจ ชัยวัฒน์ อาทิตย์ที่ 17 พ.ค. นี้
'โรม' ขู่ฟ้อง ม.157 รมว.ยธ. หากละเว้นไม่เอาผิดญาติ 'ฮุนเซน' ถือหุ้นบริษัทเอี่ยวสแกมเมอร์
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ถามนายกรัฐมนตรี เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ และการฟอกเงินของเครือข่ายบริษัทฮุ่ยวัน โดยพล.ต.ท. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มาตอบคำถามแทนนายกรัฐมนตรี
ตอนที่ 3 การเปลี่ยนผ่านของระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นจากอำนาจอธิปไตยจากอาณัติสวรรค์และจากวงศาไปสู่อำนาจอธิปไตยจากปวงชน: บทบาทของสหรัฐอเมริกากับสถาบันจักรพรรดิ
เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนมาใช้หลักการอธิปไตยจากปวงชนคือการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองให้กับสหรัฐอเมริกา โดยหลังจากญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945
ปชน. จี้รัฐบาลตั้ง กมธ.วิสามัญชำแหละ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวั่นปกปิดข้อมูล หนีตรวจสอบ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค และ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยสส. จากพรรคประชาชนแถลงข่าวฝากข้อความถึงรัฐบาล ให้เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
🔴 LIVE ทรัมป์ x สีจิ้นผิง 2 ผู้นำชี้ชะตาโลก | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ดับพล่าน! เขมรยั่วยุ
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

