
8 มี.ค.2569- วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องเจาะลึกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 731/2568: ลาออกวันนี้ พรุ่งนี้เข้าทำงานใหม่… ถือว่า “ออกจากงาน” เพื่อสิทธิภาษีหรือไม่? เนื้อหาระบุว่า หลายคนอาจเคยสงสัยว่า หากบริษัทมีการปรับโครงสร้างองค์กร แล้วให้พนักงาน “เซ็นใบลาออก” เพื่อรับเงินก้อนก้อนหนึ่ง (Ex-Gratia) จากนั้นค่อย “เซ็นสัญญาจ้างใหม่” เข้าทำงานที่เดิมในวันถัดไปทันที กรณีแบบนี้จะถือว่าเป็นการ “ออกจากงาน” ตามกฎหมายสรรพากร เพื่อนำเงินก้อนนั้นไปแยกคำนวณภาษี (ใบแนบ) ตามมาตรา 48 (5) ได้หรือไม่? วันนี้เรามีคำตอบชัด ๆ จากคำพิพากษาศาลฎีกาล่าสุดมาฝากกันครับ!
ที่มาของคดี: เงินหลักล้านกับภาษีที่ต้องจ่าย
โจทก์ (พนักงาน) ทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งมาอย่างยาวนาน (นับอายุงานต่อเนื่องมา 12 ปี) ต่อมาบริษัทมีการปรับโครงสร้าง จึงให้โจทก์ลาออกและจ่ายเงิน “ด้วยไมตรีจิต” และเงินชดเชยวันหยุด รวมกว่า 16.3 ล้านบาท
หลังจากลาออกเพียง 1 วัน โจทก์ก็เซ็นสัญญาจ้างใหม่กับบริษัทเดิมทันที!
ฝั่งพนักงาน: นำเงิน 16.3 ล้านนี้ไปแยกคำนวณภาษี (ใบแนบ ภ.ง.ด. 91) เพราะถือว่าออกจากงานแล้ว
ฝั่งสรรพากร: ไม่ยอม! บอกว่าลาออกแล้วทำงานต่อที่เดิมทันทีแบบนี้ ไม่ถือว่าออกจากงานจริง ต้องนำเงิน 16.3 ล้านไปรวม
คำนวณภาษีเงินได้ปกติ (ซึ่งจะทำให้เสียภาษีฐานสูงสุด 35% บานเบอะ!)
ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร? (จุดตัดสินคดี)
ศาลไม่ได้มองแค่ “ตัวอักษร” ในใบลาออก แต่มองไปที่ “ความจริงที่เกิดขึ้น” (Substance over Form) โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ครับ: 1. การสิ้นสุดสัญญาจ้างเดิม: ศาลพบว่าสัญญาจ้างใหม่มีเนื้อหาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เช่น เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดลง, สวัสดิการเปลี่ยน, รหัสพนักงานใหม่ และที่สำคัญคือ “เริ่มนับอายุงานใหม่จาก 1” 2. เจตนาของนายจ้าง: การที่บริษัทระดมจ่ายเงินก้อนโตให้พนักงานที่ลาออก (และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้กลับมาทำงานใหม่) แสดงว่าบริษัทต้องการ “ปิดจบบัญชี” กับสัญญาจ้างเดิมอย่างแท้จริง 3. เปรียบเทียบกับอดีต: ในอดีตโจทก์เคยย้ายบริษัทในเครือแบบ “โอนย้าย” ซึ่งนับอายุงานต่อเนื่องและไม่มีการจ่ายเงินก้อน แต่ครั้งนี้ต่างออกไปชัดเจน
บทสรุปประเด็นแรก: ศาลตัดสินว่า “ถือเป็นการออกจากงาน” ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว! แม้จะกลับเข้าทำงานในวันรุ่งขึ้นก็ตาม
แต่… สิทธิทางภาษีไม่ได้มีให้ “ทั้งหมด”
แม้จะถือว่าออกจากงาน แต่การนำเงินก้อนไปใส่ใน “ใบแนบ” เพื่อประหยัดภาษีนั้น มีกฎเหล็กตาม ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 45) กำหนดไว้ว่า:
เงินที่ได้จากการลาออกโดยสมัครใจ (ไม่ใช่การเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน) จะนำมาแยกคำนวณภาษีได้ “ไม่เกินเพดาน”
สูตรคำนวณเพดาน: เงินเดือนเดือนสุดท้าย x จำนวนปีที่ทำงาน
ในคดีนี้: โจทก์เงินเดือนสุดท้าย 703,500 บาท อายุงาน 12 ปี เพดานสิทธิ = $703,500 \times 12 = 8,442,000$ บาท ผลคือ: โจทก์มีสิทธินำเงินมาแยกคำนวณภาษีได้เพียง 8.4 ล้านบาท เท่านั้น ส่วนที่เกินจากนี้ต้องนำไปรวมเสียภาษีเงินได้ตามปกติครับ!
บทเรียนสำหรับลูกจ้างและฝ่ายบุคคล (HR)
คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานที่สำคัญมากสำหรับการบริหารจัดการพนักงานและการวางแผนภาษี: 1. ความชัดเจนของสัญญา: หากต้องการให้ถือว่าเป็นการออกจากงานจริง สัญญาจ้างใหม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ และต้องมีการระงับสิทธิเดิม (เช่น การเริ่มนับอายุงานใหม่) อย่างชัดแจ้ง 2. หลักฐานการจ่ายเงิน: เงินที่จ่ายต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าเป็นเงินเนื่องจากการออกจากงาน 3. ระวังเพดานภาษี: พนักงานที่ได้รับเงินก้อนโตกว่า เงินเดือนสุดท้าย x อายุงาน ต้องเตรียมใจเผื่อค่าภาษีในส่วนที่เกินเพดานไว้ด้วยนะครับ
สรุปส่งท้าย
คดีนี้ถือเป็นชัยชนะครึ่งทางของผู้เสียภาษี ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงมากกว่ารูปแบบ แต่ก็ยังคงความเคร่งครัดในหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรเพื่อไม่ให้มีการเลี่ยงภาษีจนเกินพิกัดครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตอกฝาโลงกรมธนารักษ์! ศาลปกครองสูงสุดยืนห้ามนำที่ดินพุทธมณฑล 2,500 ไร่เป็นที่ราชพัสดุ
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่ห้ามกรมธนารักษ์ นำที่ดินพุทธมณฑลขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาเจาะลึกความผิดปกติการเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'อัษฎางค์' ซัดตรรกะวิบัติตั้งนายกฯ เพื่อยุบสภาจากเหตุเลือกตั้ง
อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาเจาะปมร้อน! กกต.ประกาศผล สส.ใน 17 วัน!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาส่องอนาคตเลือกตั้ง 2569 ปมบาร์โค้ดบัตรสีชมพู!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาส่องคดีประวัติศาสตร์บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

